pub-20160805-1-1

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ที่เริ่มมีการรณรงค์ “งดเหล้าเข้าพรรษา” ในประเทศไทยเป็นต้นมา เราก็มักจะได้ยินข่าวที่น่ายินดีว่าประชาชนคนไทยจำนวนมากพากันงดดื่มเหล้าในช่วงเข้าพรรษานี้ แต่เราก็มักจะได้ยินข่าวคราวว่ามีคนเสียชีวิตจากการงดเหล้าด้วยวิธีการหักดิบในช่วงเข้าพรรษากันประปรายด้วย ในปีพ.ศ. 2559 นี้ก็เช่นกัน เทศกาลเข้าพรรษาล่วงเลยมากว่าสัปดาห์แล้ว ผู้อ่านหลายท่านคงได้พบเห็นข่าวที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตจากการหักดิบงดเหล้าช่วงเข้าพรรษากันอยู่บ้าง ดังตัวอย่างเช่นข่าวนี้ “อุทาหรณ์!! หักดิบเลิกเหล้าเข้าพรรษาช็อคเสียชีวิต” เนื้อข่าวมีใจความว่าพบศพชายอายุ 60 ปี ที่กระท่อมข้างกำแพงวัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา สอบถามผู้พบศพให้การว่าผู้ตายเป็นคนเร่ร่อน ปลูกกระท่อมติดกำแพงวัดมาหลายสิบปี ผู้ตายมีปัญหาติดสุราอย่างหนัก แต่ช่วงก่อนเข้าพรรษาได้พูดว่า เข้าพรรษาปีนี้จะงดสุรา พอเริ่มเข้าพรรษามาได้ 2-3 วันก็พบเป็นศพเสียแล้ว (www.komchadluek.net/news/regional/234705) อย่างไรก็ตาม จากการชันสูตรศพพบว่าผู้ตายมีโรคประจำตัวเป็นโรคตับแข็งอยู่ก่อนแล้ว ร่างกายซูบผอมและมีอาการท้องมานร่วมด้วย ประกอบกับคืนก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิต ชาวบ้านใกล้เคียงบอกว่าฝนตกหนัก หนึ่งสัปดาห์ต่อมาก็ปรากฏข่าวพาดหัวชวนสะเทือนใจอีกข่าวว่า “ลุงหักดิบเลิกเหล้า-สิ้นใจตาย เวทนาหมาหวงศพ โดดขวางกู้ภัย” เนื้อหาระบุว่า ที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พบศพผู้เสียชีวิตเป็นชายอายุ 60 ปี สภาพศพคุกเข่าคว่ำหน้าอยู่ตรงขวดสุรา 30 ดีกรี โดยมีสุนัขพันธุ์ไทยเพศผู้เฝ้าศพเจ้าของไม่ห่าง สอบถามผู้พบศพให้การว่า ผู้ตายเป็นคนเร่ร่อน มาขออาศัยบริเวณบ้านอยู่ พื้นฐานเป็นคนดี ติดก็แต่เพียงมีนิสัยชอบดื่มสุรา ช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา ผู้ตายตั้งใจจะเลิกสุราให้ได้โดยใช้วิธีหักดิบ ทำให้ร่างกายทรุดลงไปอย่างรวดเร็ว มาเจออีกทีกลายเป็นศพไปเสียแล้ว (news.sanook.com/2040090) หลายท่านอ่านมาถึงตรงนี้คงสงสัยว่าผมพิมพ์เนื้อข่าวผิดไหม ทำไมมันช่างใกล้เคียงกันถึงเพียงนี้ ชายชราอายุ 60 ปี เร่ร่อน ติดเหล้า ต้องการจะหักดิบเลิกเหล้าช่วงเข้าพรรษา บอกกล่าวถึงความตั้งใจกับคนใกล้ชิด สุดท้ายพบเป็นศพในอีกไม่กี่วันต่อมา! ก็ต้องขอยืนยันกันอีกครั้งว่าผมพิมพ์ไม่ผิด และท่านก็อ่านไม่ผิด ความเชื่อมโยงของสองข่าวนี้แสดงให้เห็นว่ามันน่าจะเกิดจากปัจจัยอะไรบางอย่างที่คล้ายคลึงกันระหว่างชายสูงอายุสองคนนี้

ก่อนที่จะไปสืบเสาะถึงปัจจัยเสี่ยงดังที่ได้เกริ่นไปข้างต้น คงต้องเล่าให้คุณผู้อ่านฟังก่อนว่าการเลิกเหล้าด้วยวิธีหักดิบอันตรายจริงหรือไม่ และก่อให้เกิดผลกระทบอะไรตามมาได้บ้าง โดยทั่วไปแล้วการหักดิบหรือการหยุดดื่มสุราทันทีด้วยตนเองโดยไม่ได้รับการดูแลรักษา จะเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อนักดื่มคนนั้นเป็นคนที่ดื่มหนัก (เช่น ดื่มเบียร์วันละ 5 ขวดหรือเหล้าขาววันละ 1 แบน เป็นต้น) และดื่มมาเป็นเวลานานติดต่อกันมาก่อน (โดยเฉลี่ยอย่างน้อย 5 ปี) เมื่อหยุดดื่มก็จะเกิดอาการถอนสุราตามมาภายใน 1-3 วัน โดยเริ่มจากอาการระดับต่ำ ๆ เช่น อาการเหงื่อออก ใจสั่น มือสั่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย วิตกกังวล คลื่นไส้อาเจียน ไปจนถึงระดับรุนแรงถึงขั้นมีอาการประสาทหลอน เพ้อ และชักเกร็งกระตุกทั้งตัวได้ ซึ่งโดยทั่วไปพบว่าผู้ติดสุราน้อยกว่าร้อยละ 5 เท่านั้นที่จะมีอาการถอนสุราแบบรุนแรงชนิดที่มีอาการเพ้อและชักร่วมด้วย ผู้ที่มีความเสี่ยงจะเกิดอาการถอนสุราอย่างรุนแรงได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ดื่มหนักมาเป็นเวลานาน มีปัญหาโรคทางกายร่วมด้วย มีภาวะขาดสารอาหาร รวมไปถึงผู้ที่เคยมีอาการถอนสุราอย่างรุนแรงมาก่อน ซึ่งภาวะที่มักพบร่วมกับภาวะถอนสุรารุนแรงได้แก่ ตับอักเสบ น้ำตาลในเลือดต่ำ เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ เป็นต้น มีการใช้ยาเสพติดอื่นๆ รวมถึงยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในประเทศไทย จากการสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตระดับชาติปี พ.ศ. 2556 ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบคนไทยเป็นโรคติดสุราในปัจจุบันประมาณเก้าแสนคนหรือร้อยละ 1.8 ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วประเทศ นักดื่มส่วนใหญ่ในจำนวนนี้มักไม่มีภาวะถอนสุราแบบรุนแรงหรือเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต และสำหรับผู้ที่ดื่มสุราแบบหนักหรือแบบอันตรายซึ่งมีประมาณ 1.8 ล้านคน นักดื่มเหล่านี้จะไม่มีภาวะถอนสุราแบบรุนแรงถึงแม้ว่าจะหักดิบแบบทันที

การรักษาภาวะสุราทำได้โดยการให้ยาเพื่อลดอาการขาดสุราและเฝ้าระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อน จนสามารถหยุดดื่มสุราได้อย่างปลอดภัยในที่สุด จะเห็นได้ว่าผู้เสียชีวิตทั้งสองรายต่างก็มีปัจจัยเสี่ยงเหมือนๆ กันหลายข้อทีเดียว รวมทั้งน่าจะมีโรคทางกายรุนแรงอย่างอื่นร่วมด้วย ที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และด้วยความที่เป็นคนเร่ร่อน ไม่มีครอบครัวดูแล ทำให้ไม่มีใครพาไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที และเสียชีวิตลงในที่สุดก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ไม่ได้จัดอยู่ในประเภทดื่มหนักติดต่อกันนาน ๆ ก็สามารถหยุดเหล้าได้เลยโดยที่ไม่มีปัญหาอะไรตามมา ในขณะที่ผู้ที่ดื่มหนักก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนหยุดเหล้าแบบไม่เสี่ยงอันตราย สำหรับผู้ที่หยุดดื่มตั้งแต่ช่วงเข้าพรรษาเป็นต้นมาแล้วอาการยังปกติทุกอย่างจนถึงวันนี้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยว่าท่านสามารถหยุดดื่มต่อได้ตลอดไปโดยไม่มีปัญหาอะไรตามมาอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงสาธารณสุขจะต้องมีการจัดระบบดูแล ให้ความรู้ คัดกรองความเสี่ยง และให้คำปรึกษาในการเลิกเหล้าให้สอดรับกับการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาทุกปี เพื่อลดความสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นนั่นเอง