หากเราแบ่งประเทศในโลกนี้ตามระดับการพัฒนา ซึ่งจะใช้ตัวชี้วัดสำคัญ 4 อย่าง คือ รายได้ต่อหัวประชากร อายุขัยเฉลี่ยประชากร คุณภาพการศึกษา และ สัดส่วนคนยากจนในประเทศ แต่ถ้าเราแบ่งประเทศต่าง ๆ ในโลกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ประเทศด้อยพัฒนา ประเทศกำลังพัฒนา และ ประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศส่วนใหญ่ในโลกจะอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และมีเพียง 31 ประเทศเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศที่พัฒนาแล้วมีแนวทางในการพัฒนาประเทศของตัวเอง อาจมีกระบวนการมหภาคส่วนใหญ่ที่คล้ายกัน เช่น ใช้ระบอบประชาธิปไตย ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี แต่แนวทางการจัดการปัญหาในประเทศอื่น ๆ แต่ละประเทศก็มีวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศตนเอง และความสำเร็จของประเทศในโลกที่หนึ่งนั้นมักเป็นตัวอย่างในการดำเนินการพัฒนาประเทศของประเทศอื่น ๆ ในโลกด้วย

          ทำไม “รัฐ” จึงต้องควบคุมสารเสพติด

เนื่องจากสารเสพติดเป็นสารให้ความสุขมาก ๆ (high) ในระยะสั้น ส่วนความสุขตามแบบปกติที่รัฐใด ๆ  คาดหวังว่าประชากรควรจะมีคือ ความสุขจากการสร้างผลผลิตให้กับรัฐ กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ขั้นตอนการได้รับความสุขของคนเราต้องเกิดจากการประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน เช่น นักเรียนได้รับคำชื่นชมจากครู เข้าใจเนื้อหาการเรียน ได้ผลการเรียนที่ดี ถ้าคนทำงานทำงานบรรลุเป้าหมาย ได้รับเงินเดือน ได้รับการเลื่อนขั้น คนค้าขายได้รับกำไรจากการค้า เกษตรกรปลูกพืชผักแล้วได้ผลผลิตตามที่ตัวเองคาด เหล่านี้คือกระบวนการปกติที่ทำให้มนุษย์เรามีความสุข แต่หากมนุษย์เจอความสุขที่ง่ายกว่า มนุษย์ก็มีแนวโน้มที่จะเลือกเอาความสุขที่ง่ายกว่า นักวิทยาศาสตร์เคยทำการทดลองในสัตว์ทดลอง (หนู) โดยให้เฮโรอีนกับหนูผ่านแป้นกด หากหนูกดแป้น หนูจะได้รับความเฮโรอีน ปรากฏว่าเมื่อเริ่มต้นการทดลองหนูกดแป้นนาน ๆ ครั้ง และยังคงกินอาหารที่นักวิจัยให้ นานเข้าหนูกดแป้นถี่ขึ้น และไม่ทำกิจกรรมอื่น จนสุดท้ายไม่กินไม่นอน กดแป้นอย่างเดียวจนตาย การทดลองดังกล่าวอธิบายถึงสิ่งที่สารเสพติดได้สร้างภาวะความสุขเทียมขึ้นมากับสมอง เมื่อมนุษย์แสวงหาความสุขจากสารเสพติดโดยไม่สามารถดำเนินชีวิตแบบปกติได้ สังคมที่มีคนใช้สารเสพติดถึงขั้นติดจนทำงานทำการไม่ได้ สังคมก็จะเสียหาย เพราะจะไม่มีแรงงานที่สร้างผลผลิตในสังคม หนำซ้ำทรัพยากรที่ถูกแลกออกมาเป็นเงินสุดท้ายก็รั่วไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจของสารเสพติดทั้งหมด

โดยพื้นฐานทั่วไปแล้วสารเสพติดได้สร้างผลกระทบตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ทำให้สูญเสียสัมปชัญญะ สูญเสียกำลังผลิต ทำให้เกิดอาชญากรรมในสังคม ส่วนผลกระทบในระดับชาติจากการที่ผู้ใช้สารเสพติดต้องหาเงินทุกวิธีเพื่อเข้าถึงสารเสพติด คือการสูญเสียกำลังผลิตของคนวัยแรงงาน ซึ่งทำให้รายได้มวลรวมชองชาติลดลง ทำให้เงินในระบบเศรษฐกิจรั่วไหลไปอยู่นอกระบบที่ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ เนื่องจากสารเสพติดส่วนใหญ่ผิดกฎหมายและขายในตลาดมืด และเคยมีประวัติที่สร้างความเสียหายร้ายแรงที่สุดถึงขั้นทำให้เสียชาติ (การเสียชาติของจีนต่ออังกฤษในสงครามฝิ่นทั้ง 2 ครั้ง ไว้ผมจะเล่าในโอกาสหน้าครับ)

ด้วยผลกระทบในทางลบดังกล่าว หลายประเทศในโลกจึงสร้างกฎหมายเฉพาะต่อสารเสพติด เนื่องจากสารเสพติดไม่ใช่สินค้าธรรมดา ถึงแม้จะมีผลที่ทำให้คนที่ใช้มีความสุข แต่มีผลกระทบต่อสังคมมากมายตามมา ซึ่งแต่ละสังคมมีวิธีการเฝ้าระวัง ป้องกัน และ แก้ไขปัญหานี้แตกต่างกัน

ปัจจัยพื้นฐาน เนเธอแลนด์ vs สิงคโปร์

สองประเทศที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้อยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทั้งคู่ มีรายได้เฉลี่ยต่อประชากรสูงในอันดับต้น ๆ ของโลก คุณภาพชีวิตของประชากรดีทั้งสองประเทศ ผมเองเคยได้มีโอกาสไปสัมผัสทั้งสองประเทศในฐานะนักศึกษาและนักท่องเที่ยว ได้ใช้ชีวิตหลายวันในการเดินทาง ทำความเข้าใจวัฒนธรรม บริบท และ สิ่งแวดล้อมของทั้งสองประเทศ

ตารางที่ 1 ข้อมูลพื้นฐานประเทศ

หัวข้อที่ใช้เปรียบเทียบ เนเธอแลนด์ สิงค์โปร์
จำนวนประชากร 17,181,084 5,612,000
พื้นที่ 41,540 ตร.กม. 719 ตร.กม.
รายได้ประชากรต่อคนต่อปี 53,134 $ 59,990 $
คุณภาพการศึกษา อันดับ 9 อันดับ 2
อันดับความโปร่งใส อันดับ 8 อันดับ 3
คุณภาพประชากร อันดับ 13 อันดับ 11
อายุขัยเฉลี่ย 81.8 ปี 82.8 ปี
การจัดอันดับความสงบสุข อันดับ 23 อันดับ 8

ที่มา https://countryeconomy.com/countries/compare/netherlands/singapore

จากข้อมูลพื้นที่ฐานของสองประเทศนี้ เราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะจัดลำดับในการแข่งขันด้านตัวชี้วัดความเจริญของทั้งสองประเทศต่างอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลก ประชากรของประเทศอยู่ในกลุ่มคนที่มีคุณภาพสูงที่สุดในโลก สถิติเหล่านี้นอกจากถูกใช้พิจารณาในการจัดลำดับประเทศพัฒนาในโลกแล้ว เหล่าพ่อค้าในตลาดสารเสพติดต่างก็ต้องติดตามตัวเลขเหล่านี้เช่นกัน ว่าด้วยธรรมชาติของสารเสพติดเป็นสินค้าที่มอบความสุขแบบสำเร็จรูป (instant happiness) ให้กับผู้บริโภค เป็นสินค้าที่มอบความสุขในทันทีทันใดแก่มนุษย์ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ดังนั้นย่อมต้องเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่แล้ว เพราะจุดมุ่งหมายของมนุษย์นั้นคือการมีชีวิตอย่างมีความสุข และสารเสพติดก็เหมือนสินค้าประเภทอื่น ๆ ในโลก ถ้าเลือกที่ที่จะขายได้ ก็ต้องไปในที่ที่สามารถขายได้ในราคาสูงสุดอยู่เสมอ นั่นจึงทำให้ประเทศที่เศรษฐกิจดี ประชาชนมีรายได้สูงมักเป็นเป้าหมายของขบวนการค้าสารเสพติด

การจัดการปัญหาสารเสพติดและการดำเนินการนโยบาย เสรีกัญชา ของเนเธอแลนด์

แม้กระบวนทัศน์ในการพัฒนาประเทศในหลักการใหญ่ ๆ คล้ายคลึงกันหลายอย่าง แต่มุมมองหนึ่งที่เนเธอแลนด์และสิงคโปร์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ มุมมองของ ”รัฐ” ต่อสารเสพติด ประเทศหนึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนสายเขียว อีกประเทศหนึ่งถือเป็นนรกของสารเสพติด ตอนที่ผมไปดูงานด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสารเสพติดที่เนเธอแลนด์ พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เนเธอแลนด์เปลี่ยนมาใช้นโยบายแบบ legalization (ทำให้ถูกกฎหมาย) และ decriminalization (ลดทอนโทษทางอาญา) ต่อตัวสารเสพติด โดยเฉพาะกัญชา เนื่องจากปัญหาด้านอาชญากรรมเป็นหลัก ในครั้งนั้นเมืองที่นำร่องในการแก้ปัญหานี้คืออัมสเตอร์ดัม อัมสเตอร์ดัมในช่วงปี 70-80 ถือเป็นเมืองที่มีอัตราอาชญากรรมสูงที่สุดเมืองหนึ่งในยุโรป ส่วนมากเป็นคดีชิงทรัพย์ ลักขโมย ทะเลาะวิวาท เมื่อสืบเสาะไปยังอาชญากรที่โดนจับกุมบ่อย ๆ ก็พบว่าปัจจัยหนึ่งที่อาชญากรมีร่วมกันคือ พฤติกรรมการใช้สารเสพติด

แนวคิดเรื่องการทำให้สารเสพติดถูกกฎหมายและลดทอนโทษทางอาญาได้เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาที่ผู้รับผิดชอบปัญหาอาชญากรรมซ้ำซากในเมืองอัมสเตอร์ดัม ระดมความเห็นกันเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างยั่งยืน หนึ่งในวิธีคิดเพื่อแก้ปัญหานี้คือ หนึ่ง การแก้ปัญหาโดยยึดหลักมนุษยธรรม โดยพิจารณาคุณค่าในตัวปัจเจกที่ใช้สารเสพติด สอง คือ การแยกพิจารณาสารเสพติดรุนแรงและไม่รุนแรงออกจากกัน และหาทางป้องกันไม่ให้ใช้สารเสพติดรุนแรง วิธีการที่ทำคือ การจับกุมผู้ใช้สารเสพติดที่มีประวัติอาชญากรรมทั้งเมืองมาพิจารณาวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล โดยมีคณะกรรมการที่ร่วมออกแบบวิธีการแก้ปัญหารายบุคคลนี้ ได้แก่ นักสังคมสงเคราะห์ ตำรวจ เจ้าหน้าที่การแพทย์ และ ตัวแทนจากเทศบาล ผู้ใช้สารเสพติดแต่ละคนจะถูกนำประวัติอาชญากรรม ประวัติการใช้สารเสพติดมาพิจารณา และมี 3 ทางเลือกหลัก คือ 1. พยายามเลิกใช้สารเสพติด (สำหรับกลุ่มที่ติดน้อย) 2. หางานทำที่เหมาะสม โดยเทศบาลเป็นผู้จัดหางานให้ แต่ระหว่างรับงานก็อนุญาตให้ใช้สารเสพติดได้ 3. จำคุกเนื่องจากประวัติอาชญากรรมมากเกินไป หรือ ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการใช้สารเสพติดได้ ผลจากการทดลองแก้ปัญหาวิธีนี้ทำให้เทศบาลเมืองอัมสเตอร์ดัมลดปัญหาอาชญากรรมไปได้มาก ผู้ใช้สารเสพติดก็ลดปัญหาการใช้สารเสพติดของตัวเองได้ดีขึ้น

แนวทางแก้ไขปัญหาสารเสพติดของเนเธอแลน์จึงเป็นต้นแบบของประเทศที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนในการแก้ปัญหาสารเสพติด มองผู้ใช้สารเสพติดเป็นมนุษย์ แม้จะใช้สารเสพติดบ้าง แต่หากสามารถทำงานได้ปกติ ไม่ก่อกวนสังคมก็ควรอนุญาตให้ใช้ต่อไปได้ หลักคิดนี้ประกอบด้วย 2 แนวทางหลัก คือ

  • Decriminalization หรือการลดทอนโทษทางอาญา ซึ่งเชื่อว่า การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงผลการใช้สารเสพติดที่ไม่รุนแรงว่าไม่ได้ส่งผลร้ายทั้งต่อตัวผู้ใช้และสังคมอย่างควบคุมไม่ได้ ดังนั้นผู้ที่ใช้สารเสพติดกลุ่มนี้จึงไม่ใช่อาชญากร ไม่ควรพิจารณาโทษของผู้ใช้สารเสพติดที่ไม่รุนแรง ประหนึ่งเขาได้ทำอาชญากรรมร้ายแรง
  • Legalization หรือการทำให้ถูกกฎหมาย ซึ่งเบื้องหลังของแนวคิดนี้มาจากความคิดที่ว่า เมื่อสารเสพติดชนิดไม่รุนแรงอันตรายทั้งต่อตัวผู้ใช้และสังคมไม่มากแล้ว ทำไมต้องทำให้ผิดกฎหมาย และ ผลักให้ไปอยู่ในตลาดมืดทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้และควบคุมปัญหาได้ยาก การที่ทำให้ถูกกฎหมายก็เพื่อควบคุมตลาด ควบคุมผลกระทบที่จะตามมาจากการใช้ได้ เอาขึ้นจากที่ลับมาที่แจ้ง คงเป็นผลดีกว่า

เมื่อทดลองใช้ในอัมสเตอดัมได้ผล จึงขยายมาตรการดังกล่าวไปทั่วประเทศ สารเสพติดชนิดแรกที่รัฐบาลผ่อนปรนให้ใช้เพื่อความบันเทิงได้คือ กัญชา ถึงแม้ว่าในมุมมองของคนภายนอกมองว่าเนเธอแลนด์เปิดเสรีกัญชา แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่ได้เสรีแบบไร้ขอบเขต มีข้อกำหนดควบคุมอยู่ แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลกแล้ว ถือว่ากฎหมายที่เนเธอแลนด์นั้นผ่อนปรนต่อกัญชามากกว่าที่อื่น ๆ ในโลก ข้อกำหนดที่รัฐใช้ควบคุมกัญชา เช่น การจำกัดสถานที่ มีการอนุญาตให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาได้ในสถานที่ที่เรียกว่า coffee shop พื้นที่สูบที่ต้องสูบในร้านเท่านั้น การจำกัดอายุผู้ซื้อ การจำกัดปริมาณในการสูบ กัญชาที่ขายในร้านมีการกำหนดปริมาณสาร THC ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มึนเมาต้องไม่เกิน 15% มีการจัดโซนของเมืองที่เปิดร้าน coffee shop ได้ การไม่ขยายใบอนุญาตเพิ่มเติม เป็นต้น ถึงกระนั้นเนเธอแลนด์ยังคงกำหนดโทษสำหรับผู้ขายสารเสพติดประเภทรุนแรง (เฮโรอีน โคเคน เป็นต้น) ไว้สูงเหมือนเดิม

ผลจากการปรับนโยบายเรื่องนี้ ทำให้เนเธอแลนด์ลดปัญหาอาชญากรรมไปได้มาก โดยเฉพาะคดีลักทรัพย์ และ ทะเลาะวิวาท คุกที่เคยขังผู้ต้องหาจนล้นคุก ตอนนี้กลายเป็นคุกร้าง ต้องนำเข้านักโทษจากต่างประเทศ ในทางกลับกันตัวเลขของผู้ใช้สารเสพติดประเภทรุนแรงลดลง ปัญหาจากการใช้สารเสพติดประเภทรุนแรง เช่น การติดเชื้อ HIV จากการใช้เข็มร่วมกันลดลง 15 เท่าในรอบ 10 ปี ล่าสุดประเทศสามารถจัดเก็บภาษีจากร้าน coffee shop ได้ปีละ 400 ล้านยูโร และแม้ตัวเลขของผู้ใช้กัญขาจะสูงถึง 15% ของประชากร แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรปแล้วไม่ได้แตกต่างมากนัก รัฐบาลเองก็ไม่ได้หวังว่าจะมีคนใช้กัญชาน้อยลง แต่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อลดการใช้สารเสพติดรุนแรงอื่น ๆ และประสบความสำเร็จ  ซึ่งจากสถิติดังกล่าวทำให้เนเธอแลนด์กลายเป็นตัวอย่างความสำเร็จของประเทศที่ดำเนินแนวทาง “เสรีสารเสพติด”

การจัดการปัญหาสารเสพติด (กัญชา) ของสิงคโปร์

ในทางตรงกันข้าม สิงคโปร์ก็เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จจากการตั้งนโยบายที่เข้มงวดกับสารเสพติดแบบสุด ๆ ปัจจุบันถือว่าเป็นประเทศที่มีโทษสารเสพติดรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องโทษของการครอบครองกัญชา สิงคโปร์จะพิจารณาว่าผู้ครอบครองกัญชามากกว่า 15 กรัมเข้าประเทศ ว่าเป็นผู้ค้า และมีโทษปรับ 600,000 บาท หรือจำคุก 10 ปี และหากครอบครองกัญชามากกว่า 500 กรัม โทษจะรุนแรงถึงประหารชีวิต กฎหมายนี้ได้คร่าชีวิตของผู้เสพและผู้ค้าสารเสพติดทั้งที่ถือสัญชาติสิงคโปร์และต่างสัญชาติหลายรายแล้ว ในปี 2018 ที่ผ่านมา ก็มีการประหารชีวิตนักค้ายาถึง 6 ราย กรณีการประหารชีวิตคดีสารเสพติดที่มีการกล่าวถึงกันมากเกิดในปี 2005 ศาล สิงคโปร์ได้สั่งประหารชีวิต Shanmugam “Sam” Murugesu อดีตทหารที่ทำงานในกองทัพสิงคโปร์มานานถึง 8 ปี โดยไม่เคยทำผิดวินัยหรือก่ออาชญากรรม ด้วยข้อหาที่ว่าครอบครองกัญชา 1 กิโลกรัม ซึ่งกรณีดังกล่าวหากเกิดขึ้นในเนเธอแลนด์ เขาคนนั้นคงมีชีวิตอยู่ต่อได้สบาย ๆ  และสามารถหาหนทางทำเงินอย่างถูกกฎหมายจากการครอบครองกัญชาในปริมาณดังกล่าวได้อีกด้วย นี่คือความแตกต่างที่ชัดเจนของสถานะกัญชาในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดทั้งสองประเทศในโลก

แนวคิดสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์เลือกใช้นโยบายเข้มงวดที่สุดกับสารเสพติดเพราะปูมหลังทางประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์นั้นเจ็บปวดมามากกับปัญหาสารเสพติด ทราบกันดีว่าสิงคโปร์เป็นเกาะขนาดเล็ก มีคนจีนเป็นชาติพันธ์หลักในประเทศ เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษตั้งแต่ปี 1819 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่อังกฤษเริ่มส่งผิ่นเข้าไปขายในจีนเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้ากับจีน อังกฤษได้นำฝิ่นซึ่งผลิตจากอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในอาณานิคมของอังกฤษไปยังอาณานิคมอื่น ๆ ที่อังกฤษปกครองด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 19 การเสพฝิ่นในสิงคโปร์จึงเป็นเรื่องปกติ และทำกำไรอย่างงามให้กับเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษและพ่อค้าฝิ่นในสิงคโปร์ เนื่องจากสิงคโปร์เป็นเมืองท่าสำคัญของการขนส่งสินค้าไปมาระหว่างอินเดียกับจีน

ในช่วงปี 1840 เป็นช่วงที่จีนกำลังพบกับวิกฤตฝิ่นอย่างหนัก นอกจากจะเสียดุลการค้ากับอังกฤษเพราะฝิ่นแล้ว ชาวจีนนับล้านคนก็ติดฝิ่นจนทำงานไม่ได้ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นแรงงานชาวจีนจำนวนมากก็อพยพมาทำงานที่สิงคโปร์ แรงงานชาวจีนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า “กุลี” การปลูกฝังให้กุลีใช้ฝิ่นเป็นกระบวนที่นายจ้างใช้ควบคุมแรงงาน และเป็นการป้องกันเงินรั่วไหลออกของนายจ้างด้วย กาลเวลาผ่านไป กุลีที่เข้ามาในช่วงวัยหนุ่มและใช้ฝิ่นมาตลอดก็เปลี่ยนจากแรงงานกลายเป็นคนติดฝิ่นที่หมดสภาพ ภาพที่คุ้นตาในสิงคโปร์สมัยนั้นคือมีชาวจีนติดฝิ่นจำนวนมากอยู่ในเมือง

ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดของการสร้างรัฐที่ประกาศสงครามกับสารเสพติดอย่างรุนแรงคือ หลังจากการได้รับเอกราชจากมาเลเซียในปี 1965 รัฐบุรุษผู้ก่อตั้งสิงคโปร์ท่าน ลี กวน ยิว คือผู้ที่ใช้ชีวิตในวัยเด็กในบ้านเมืองที่พบเห็นปัญหาของผู้คนติดฝิ่นที่รอวันตายอย่างทรมาน นอกจากนั้นบทเรียนจากการเสียชาติของจีนจากสงครามฝิ่นกับอังกฤษถึง 2 ครั้ง เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีของ ลี กวน ยิว ในการวางรากฐานด้านนโยบายสารเสพติดให้กับประเทศ ดังนั้นในปี 1971 ลี กวน ยิว ประกาศสงครามกับสารเสพติดเต็มรูปแบบโดยเริ่มจากการตั้งหน่วยงานดูแลปัญหาสารเสพติด บัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดใหม่ เพิ่มโทษให้รุนแรงกว่าเดิมมาก และกำหนดโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ผลิตและผู้ค้า ลงทุนด้านการบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติด จนลดจำนวนผู้ติดสารเสพติดอย่างมากในระยะเวลาสั้น ๆ การพัฒนาทางนโยบายด้านสารเสพติดของสิงคโปร์ในยุคต่อมาก็ไม่มีท่าทีจะผ่อนปรนกฎหมายให้เข้มงวดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย มีแต่การปรับเปลี่ยนให้ครอบคลุมโทษไปยังสารเสพติดชนิดใหม่ ๆ มากขึ้น แม้ยุคสมัยและการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ด้านเภสัชวิทยาจะทำให้มนุษย์สามารถเลือกใช้ประโยชน์พร้อมกับลดผลข้างเคียงที่ไม่ดีของสารเสพติดได้ แต่เมื่อได้ชื่อว่าเป็นสารเสพติดแล้วสิงคโปร์ไม่เคยผ่อนปรนแม้แต่น้อย ปัจจุบันสิงคโปร์มีผู้ใช้สารเสพติดอยู่ที่ 0.05% ของประชากร ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยเฉพาะเทียบกับไทยมีผู้ใช้สารเสพติดอยู่ที่ 2.5% เนเธอแลนด์อยู่ที่ 15% และสิงคโปร์ตั้งเป้าว่าจะลดจำนวนผู้ใช้สารเสพติดให้เหลือ 0%

สิงคโปร์มีกฎหมายอาญาที่กำหนดบทลงโทษของผู้เสพและผู้ขายสารเสพติดรุนแรงมาก การครอบครองสารเสพติดปริมาณเล็กน้อยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และโทษประหารชีวิตในกรณีที่เป็นผู้ค้าก็มีการสั่งใช้อยู่ตลอดมา ความสำเร็จของสิงคโปร์วัดได้จากดัชนีทางอาชญากรรมหลายอย่างที่บอกว่าที่นี่คือประเทศที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมที่สุดในโลก เป็นประเทศที่มีอันตรายจากสารเสพติดน้อยที่สุดในโลก เป็นประเทศที่มีอัตราผู้ใช้สารเสพติดน้อยที่สุดในโลก จากการจัดอันดับ Global Peace Index ในปี 2018 โดย Institute for Economics and Peace พบว่าสิงคโปร์ถูกจัดเป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดอันดับที่ 8 ในขณะที่ เนเธอแลนด์ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 23 และแน่นอนว่าดัชนีความเจริญที่ปรากฏในตารางที่ 1 บอกได้ว่าสิงคโปร์ไม่ใช่ประเทศล้าหลังใครเลยในโลกนี้

แม้ในปัจจุบันประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศเริ่มปลดล็อคกัญชาให้ใช้ในทางการแพทย์ หรือ เปิดให้ประชาชนได้เสพเพื่อผ่อนคลาย มีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มากมายที่พิสูจน์ว่ากระบวนการทางเภสัชวิทยาสามารถลดผลข้างเคียงที่ไม่ดีของสารเสพติดและเลือกเอาผลที่ดีมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับมนุษย์ แต่สิ่งที่ผู้ดูแลทางนโยบายเรื่องนี้ได้ยืนยันคือ สิงคโปร์ไม่สนใจในแนวทางดังกล่าว และยืนยันที่จะใช้มาตรการเข้มงวดกับสารเสพติดต่อไป

บทเรียนสำคัญที่ยกมาเปรียบเทียบเรื่องดังกล่าว เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ฝิ่นเป็นสารเสพติดหลักของโลก มีผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกติดฝิ่น และได้รับความทรมานจากอาการติดฝิ่น จนกระทั่งปี 1874 เภสัชกรชาวเยอรมันได้นำฝิ่นมาสกัดกับสารเคมีบางตัว ได้ผงขาวที่ดึงเอาฤทธิ์ที่ดีของฝิ่น และตัดฤทธิ์ที่ไม่ดีของฝิ่นออกไป กลายเป็นยาที่ช่วยชีวิตคนติดฝิ่นจำนวนมากให้กลับมาใช้ชีวิตได้ และมีการตั้งชื่อว่าเฮโรอีน (Heroin) ซึ่งมาจากคำว่า ฮีโร่ ที่แปลว่าวีรบุรุษ ที่ตั้งชื่อเช่นนั้นเพราะยาตัวนี้ช่วยชีวิตคนติดฝิ่น แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นว่าเฮโรอีนได้กลายเป็นสารเสพติดที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลก และนำผลที่เลวร้ายสู่สังคมคือการแพร่กระจายของโรคติดต่อทางเลือด เช่น HIV และ ไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี เป็นต้น บทเรียนจากเรื่องนี้ทำให้สิงคโปร์ไม่ใช้วิธีการบำบัดผู้ใช้สารเสพติดด้วยการนำสารเสพติดอื่นเข้ามาแทนที่ แล้วรอให้เกิดสารเสพติดชนิดใหม่ และเลือกตัดวงจรของสารเสพติดด้วยกฎหมายที่เข้มงวดแทน

ปรัชญาสำคัญที่ทำให้การดำเนินนโยบายสารเสพติดแบบสิงคโปร์ประสบความสำเร็จคือ ความเชื่อมั่นในความเชื่อพื้นฐานว่า จะไม่เปิดพื้นที่ให้สารเสพติดเลยแม้แต่น้อย และสิ่งที่รัฐทำในทุกวันคือลดพื้นที่ของสารเสพติดในประเทศให้ลดลงเรื่อย ๆ การเป็นรัฐที่โปร่งใส ไม่มีปัญหาคอรัปชั่น ทำให้การดำเนินนโยบายปราบปรามสารเสพติดประสบความสำเร็จ นอกจากนั้นประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ  รัฐสามารถควบคุมทางเข้าออกอย่างเป็นทางการ ทั้ง ด่านทางบก ด่านทางน้ำ ด่านทางอากาศ และ ช่องทางธรรมชาติ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ควบคุมปัญหาการนำเข้าสารเสพติดได้แทบจะสัมบูรณ์

ปัจจัยที่ทำให้แต่ละประเทศเลือกนโยบายที่แตกต่างกันคงเป็นเพราะภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ และ บริบททางสังคมในปัจจุบัน ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารเสพติดนั้นเปิดกว้างให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเข้าถึง แต่ท้ายที่สุดแล้วกระบวนการตัดสินใจเลือกใช้นโยบายแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับการตกลงภายในประเทศ และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบในเรื่องสารเสพติดนั้นก็ล้วนถูกใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนนโยบายทั้งสองแบบที่ต่างกันสุดขั้วทั้งสิ้น

ประเทศไทยจะใช้นโยบายสารเสพติดโดยเฉพาะกัญชาซึ่งเป็นประเด็นที่พูดกันมากในช่วงนี้ แบบไหน เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาอย่างละเอียด และเน้นย้ำทุกครั้งว่าต้องศึกษาเชิงบริบท เปรียบเทียบระหว่างบริบทของประเทศตัวอย่าง และเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศเราเอง ไม่มีใครตัดสินใจเรื่องของตัวเองได้ดีเท่าคนในประเทศ แต่คนในประเทศจะตัดสินใจได้ดีก็เมื่อเห็นโลกภายนอกมาก ๆ  ข้อมูลจากประเทศอื่น ๆ ในโลกจะช่วยเราตัดสินใจเรื่องของเราได้เฉียบคมขึ้น

ผมจะทยอยนำข้อมูลเปรียบเทียบเรื่องอื่น ๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางนโยบายว่าด้วยกัญชาของประเทศเราต่อไปครับ

อย่าลืมติดตามบทความเรื่อง สาระน่ารู้เกี่ยวกับนโยบายแอลกอฮอล์ และ สารเสพติด จากเพจ ศูนย์วิชาการปัญหาสุรา และ เฟซบุค mfahmee talib นะครับ

ที่มา

https://www.cnb.gov.sg/docs/default-source/drug-situation-report-documents/cnb-annual-stats-release-for-2017_12-jun.pdf

http://www.emcdda.europa.eu/countries/drug-reports/2018/netherlands_en

https://www.tripsavvy.com/drug-laws-in-singapore-1629780

https://www.unodc.org/documents/data-and-analysis/Crime-statistics/International_Statistics_on_Crime_and_Justice.pdf

http://visionofhumanity.org/app/uploads/2018/06/Global-Peace-Index-2018-2.pdf

https://lkyspp.nus.edu.sg/docs/default-source/case-studies/20180223_singapores_war_on_drugs_final.pdf?sfvrsn=5ec9c0b_2

http://theindependent.sg/while-some-singaporeans-believe-in-the-benefits-of-medical-marijuana-drug-policies-are-unlikely-to-change/