ยินดีต้อนรับ บุคคลทั่วไป สมัครสมาชิก
 
ผู้สนับสนุน


ข้อมูลวิชาการที่น่าสนใจทั่วโลก

การถูกทารุณกรรมและละเลยในวัยเด็กเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื่มสุราหนักเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น

วันที่ : 0000-00-00 / อ่าน : 717

การถูกทารุณกรรมและละเลยในวัยเด็กเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื่มสุราหนักเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น

 

สาระสำคัญของบทความ

                การดื่ม (สุรา) หนัก (binge drinking) ของวัยรุ่นเป็นพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสมองที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ผลการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า วัยรุ่น 10.8 ล้านคนมีการดื่มสุราทั้งๆ ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตให้ดื่มสุรา ในจำนวนนี้ ร้อยละ 18.8 มีการดื่มหนัก ซึ่งส่งผลเสียตามมามากมาย เช่น อ้วน ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของสมอง-พฤติกรรม-เชาวน์ปัญญา พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ อุบัติเหตุบนท้องถนนผลการเรียนตกต่ำ และการติดสุราเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

                ผลการศึกษาในอดีตพบว่า การถูกทารุณกรรมหรือละเลยในวัยเด็กเป็นหนึ่งปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดสุราในวัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยน้อยมากที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการถูกทารุณกรรมหรือละเลยในวัยเด็กกับการดื่ม (สุรา) หนักในวัยรุ่น ผู้วิจัยจึงประสงค์ที่จะศึกษาในเรื่องนี้

                ผู้วิจัยทำการศึกษาเรื่องการถูกทารุณกรรมและละเลยในวัยเด็กโดยละเอียด คือ ไม่ถูกทารุณหรือละเลย ถูกละเลยเพียงอย่างเดียว ถูกทารุณกรรมทางกายเพียงอย่างเดียว ถูกทารุณกรรมทางเพศ ถูกละเลยและถูกทารุณกรรมทางกาย และถูกละเลยร่วมไปกับการถูกทารุณกรรมทางกายและทางเพศ นิยามของคำว่า การดื่มหนัก คือ พฤติกรรมดื่มสุรา 5 แก้วมาตรฐานหรือมากกว่าในการดื่มหนึ่งครั้ง และการดื่มเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อเดือนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

                ผู้วิจัยใช้ข้อมูลของโครงการ National Longitudinal Study of Adolescent Health (AddHealth) มาทำการศึกษา ข้อมูลของโครงการนี้จัดได้ว่าเป็นตัวแทนของประชากรวัยรุ่นของประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลของวัยรุ่นจำนวน 12,784 คนซึ่งถูกสัมภาษณ์ครบสามครั้งในปี ค.ศ. 1995 1996 และ 2002 และพบว่า ร้อยละ 11 ของอาสาสมัครวิจัยมีการดื่มหนัก โดยร้อยละ 12.4 ของวัยรุ่นที่ยอมรับว่าตนเองมีประวัติการถูกทารุณกรรมหรือละเลยในวัยเด็กมีการดื่มหนัก ในขณะที่ร้อยละ 9.9 ของวัยรุ่นมีไม่มีประวัติกการถูกทารุณกรรมหรือละเลยในวัยเด็กมีการดื่มหนัก ในการวิเคราะห์แบบถดถอย (regression analysis) ผู้วิจัยควบคุมตัวแปรที่มีความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่มีประวัติการถูกทารุณกรรมหรือละเลยกับกลุ่มที่ไม่มีประวัติดังกล่าว คือ ลักษณะทางประชากรและสังคม การติดสุราของผู้ปกคอรง และการติดตามดูแลของผู้ปกครอง ผู้วิจัยพบว่า การมีประวัติการถูกทารุณกรรมหรือละเลยเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื่มหนักในวัยรุ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติราว 1.33 เท่า (OR 95% CI: 1.13-1.57) เมื่อพิจารณาว่าการมีประวัติถูกทารุณกรรมหรือละเลยเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื่มหนักในวัยรุ่นมากน้อยเพียงใด (โดยเปรียบเทียบกับอาสมัครที่ไม่มีประวัติดังกล่าว) ผู้วิจัยพบว่า

1.       ประวัติการถูกละเลยเพียงอย่างเดียวเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติราว 1.24 เท่า

2.       ประวัติการถูกทารุณกรรมทางกายเพียงอย่างเดียวเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติราว 1.34 เท่า

3.       ประวัติการถูกทารุณกรรมทางเพศเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติราว 2.26 เท่า

4.       ประวัติการถูกละเลยและทารุณกรรมทางกายร่วมกันเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติราว 1.33 เท่า

5.       ประวัติการถูกละเลยร่วมไปกับการถูกทารุณกรรมทั้งทางกายและทางเพศเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติราว 1.79 เท่า

                นอกจากนี้ ปัจจัยเรื่องอายุน้อย เพศหญิง ผู้ที่มีเชื้อชาติแอฟริกันและเอเชีย และการไม่มีผู้ปกครองที่ติดสุรา ช่วยลดความเสี่ยงต่อการดื่มหนักในวัยรุ่นลงได้ ผู้วิจัยสรุปว่า ประวัติการถูกทารุณกรรมและละเลยในเด็กเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื่มหนักในวัยรุ่น โดยประวัติที่มีผลมากที่สุด คือ การถูกทารุณกรรมทางเพศ แม้ว่างานวิจัยนี้จะพบว่า การติดสุราของผู้ปกครองเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื่มหนักในวัยรุ่น แต่เมื่อควบคุมตัวแปรนี้แล้ว ผู้วิจัยก็ยังพบว่า ประวัติการถูกทารุณกรรมและละเลยในเด็กยังคงเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื่มหนักในวัยรุ่นเช่นเดิม

 

ความเห็นของผู้สรุป 

                ความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของวัยรุ่นอาจมีส่วนในการเพิ่มพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งการดื่มหนักด้วย ประมาณร้อยละ 40 ของผู้ติดสุรามีการดื่มหนักในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย ผู้ติดสุราจำนวนมากเริ่มติดสุราก่อนอายุ30 ปี ดังนั้นช่วงวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้นจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการป้องกันการติดสุรา

                แม้ว่าความเครียดอย่างรุนแรงในวัยเด็กจะสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงในการติดสารเสพติด แต่เด็กจำนวนไม่น้อยที่ประสบกับความเครียดรุนแรงในวัยเด็กไม่ติดสุราเมื่อโตขึ้น ในผู้ที่ประสบกับความเครียดรุนแรงในวัยเด็กและไม่ติดสุราหรือยาเสพติดเมื่อโตขึ้น บุคคลเหล่านี้อาจมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่ดีซึ่งเป็นกลไกทางจิตสังคมที่สำคัญนการลดความเสี่ยงต่อการติดสุราและสารเสพติด องค์ความรู้ในปัจจุบันส่วนใหญ่สนับสนุนว่า พันธุกรรม (เช่น อุปนิสัยใจคอที่คล้ายพ่อแม่) และสภาพแวดล้อม (อยู่ในที่ซึ่งหาสุราดื่มได้ยาก การมีกลุ่มผู้ปกครองหรือเพื่อนที่ดี) ต่างก็มีส่วนในการทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่ดี และมีความเสี่ยงต่ำต่อการติดสุราและยาเสพติด นอกจากนี้ ปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมยังอาจมีปฏิกิริยาต่อกันและกันด้วย เช่น การถูกทารุณกรรมในวัยเด็กในผู้ที่มีพันธุกรรมบางลักษณะเท่านั้นที่อาจนำไปสู่การดื่มหนักในวัยรุ่น

            งานวิจัยชิ้นนี้ได้เพิ่มเติมความรู้เดิม โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า นอกจากการทารุณกรรมและละเลยเด็กจะทำให้เสี่ยงต่อการติดสุราเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อการดื่มสุราตั้งแต่วัยรุ่นแล้ว โดยการทำให้เกิดปัญหาการดื่มหนักในวัยรุ่นและการเป็นผู้ติดสุราในวัยผู้ใหญ่ ข้อจำกัดของงานวิจัยนี้ คือ การขอข้อมูลย้อนหลัง โดยเฉพาะ ประวัติการถูกทารุณกรรมหรือละเลย ซึ่งเป็นการแจ้งของเด็กเอง ซึ่งอาจเกิดข้อผิดพลาดได้บ้างจากความผิดพลาดเรื่องความจำหรืออคติของเด็กเอง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ก็ได้เพิ่มองค์ความรู้ที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการจัดการปัญหาการดื่มหนักในวัยรุ่นต่อไป

 

Key words: childhood maltreatment, child abuse, binge drinking, adolescence

ที่มาShin SH, Edward EM, Heeren T. Child abuse and neglect: relations to adolescent binge drinking in the national longitudinal study of adolescent health (AddHealth) study. Addict Behav. 2009;34:277-80.

Link: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19028418