ยินดีต้อนรับ บุคคลทั่วไป สมัครสมาชิก
 
ผู้สนับสนุน


นโยบายและมาตรการ

ห้ามขายเหล้าในปั๊ม คลังเริ่มบังคับ1ม.ค.

วันที่ : 2005-11-18 / อ่าน : 1208

ก.คลังออกประกาศห้ามขายเหล้า-เบียร์ในปั๊มน้ำมัน และร้านค้าใกล้สถานศึกษา-ศาสนสถาน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ปีหน้า แถมมาตรการเข้มไม่ต่อใบอนุญาตให้ร้านที่เคยถูกสั่งปิด และกำหนดเวลาขายเหล้าตามผับ-เธคได้แค่เที่ยงคืน ด้าน สธ.เรียกเซเว่นอีเลฟเว่น ร่วมถกเรื่องที่ตั้งโชว์บุหรี่

นับจากนี้ไปปัญหาการขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในแก่ผู้ขับขี่รถซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนคงทุเลาลงไปบ้าง หลังจากกระทรวงการคลังได้ออกประกาศห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มมึนเมาในปั๊มน้ำมัน สถานที่ใกล้สถานศึกษา และศาสนสถาน

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน นายอุทิศ ธรรมวาทิน อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามในประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับข้อกำหนดการออกใบอนุญาตขายสุราและการขายสุราสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายนนี้

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ประกาศดังกล่าวจะทำให้ร้านขายปลีกสุราประเภทต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณสถานศึกษา และบริเวณที่ติดกับสถานศึกษา ศาสนสถาน และสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ไม่สามารถขายสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันที่มีเกือบ 10,000 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจากกรมสรรพสามิตจะไม่ออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่มีสถานที่ขายอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวอีกต่อไป โดยใบอนุญาตของผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคมนี้

นายอุทิศ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ร้านค้าที่ขายสุรา และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทั่วประเทศจะไม่สามารถขายสุราเกินเวลา 24.00 น. ได้อีกต่อไป โดยกำหนดให้ขายได้ 2 ช่วงเวลา คือ เวลา 11.00-14.00 น. และเวลา 17.00-24.00 น. เท่านั้น รวมทั้งไม่ให้ขายสุราแก่เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และห้ามขายสุราในสถานที่ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตมาก่อนเว้นแต่เวลาจะเลย 5 ปีไปแล้ว

"กรมสรรพสามิตจะประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย และตำรวจเพื่อตรวจตราร้านค้าและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อให้ดำเนินการตามประกาศของกระทรวงการคลัง ถ้าใครฝ่าฝืนก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายสุราและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญกรมสรรพสามิตจะไม่ต่อใบอนุญาตให้ผู้กระทำความผิดอีก รวมทั้งไม่ให้ใบอนุญาตกับผู้ที่มีนามสกุลเดียวกัน หรือบุคคลที่อยู่ในสถานที่เดียวกัน และถ้าเป็นนิติบุคคล ก็จะรวมถึงหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น กรรมการที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคล และไม่ให้ขายในสถานที่เดิมอีกต่อไป" นายอุทิศ กล่าว

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาตให้ขายสุรามากกว่า 585,200 ราย ซึ่งต้องขอต่อใบอนุญาตปีต่อปี โดยจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคมนี้ ดังนั้น ผู้ประกอบการรายใดที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในที่ที่กำหนดไว้ทั้ง 3 แห่ง หากอยู่ระหว่างการขอต่อใบอนุญาตก็จะถูกยกเลิกทันที

อย่างไรก็ตาม นายอุทิศ ยอมรับว่าผลจากการออกมาตรการควบคุมการบริโภคสุราและบุหรี่ ส่งผลกระทบต่อยอดการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตประมาณร้อยละ 10-20 แต่กรมสรรพสามิตก็จะไปเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีให้มากขึ้น

 

ด้านความเคลื่อนไหวเรื่องการห้ามวางบุหรี่โชว์ ณ ที่จำหน่ายนั้น เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่17 พฤศจิกายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขเพื่อหารือเรื่องการบังคับใช้กฎหมายถึงการกระทำที่มีลักษณะส่อหรือแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบ ณ จุดขาย ตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 หลังจากที่ ครม.ให้ สธ.กลับมาทบทวนเพื่อให้เกิดความชัดเจนในจุดตั้งวางว่า ในวันเดียวกันนี้ สธ.ได้ทำหนังสือไปยังเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อขอความเห็นใน 3 แนวทางดำเนินการตามที่ได้มีการสรุปก่อนหน้านี้ คือ

1.ตำแหน่งที่วางผลิตภัณฑ์ยาสูบต้องไม่เป็นตำแหน่งที่คนภายในและภายนอกร้านเห็นได้ง่าย 2.การตั้งเรียงผลิตภัณฑ์ยาสูบ หากมีการจัดให้อยู่ในที่ที่มองเห็นได้ง่าย ไม่ว่าจะมีจำนวนกี่ซองก็ตาม หรือนำมาใส่ภาชนะที่สะดุดตาให้ถือเป็นการโฆษณา และ 3.ตำแหน่งที่วางผลิตภัณฑ์ยาสูบ หากเป็นตำแหน่งที่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเจาะจงให้วาง โดยให้ผลประโยชน์ตอบแทน ไม่ว่าจะวางไว้ส่วนใด โดยมีการกระทำที่มีลักษณะส่อให้เห็นว่า เป็นการโฆษณาจะทำไม่ได้

รมช.สธ.กล่าวว่า การขอความเห็นดังกล่าวก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ ซึ่งเชื่อว่าทางกฤษฎีกาจะตีความให้แล้วเสร็จทันก่อนที่ สธ.จะประกาศตรวจจับร้านค้าที่ยังมีการแสดงบุหรี่ ณ จุดขาย ในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาจุดวางขายบุหรี่ เพื่อให้พิจารณาว่าพื้นที่ใดถือเป็นการโฆษณา และพื้นที่ใดไม่ใช่ ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข โดยคณะกรรมการชุดนี้จะประชุมกันในวันที่ 18 พฤศจิกายน เวลา 13.30 น. และจะเชิญตัวแทนบริษัท ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมด้วย

ส่วนกรณีที่บริษัท ซี.พี.เซ่เว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) จะวางบุหรี่สลับกับเครื่องดื่มซุปไก่สกัดนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องตีความต่อไปว่าการทำแบบนั้นยังเข้าข่ายการโฆษณาหรือไม่

"ถือเป็นกลยุทธ์เพื่อต้องการหลีกเลี่ยง แต่คงต้องถามกลับไปถึงความเหมาะสมในการทำแบบนั้น โดยสังคมต้องเป็นผู้พิจารณา เพราะบุหรี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นผลดีใดๆ ต่อร่างกายเลย ไวน์ยังมีผลดีต่อผู้ดื่มในการช่วยลดไขมันในเส้นเลือดบ้าง แต่บุหรี่ไม่เลย ดังนั้นการไปปฏิบัติตามจึงไม่ถูกต้องแน่นอน" นายอนุทิน กล่าว

สำหรับเรื่องที่ ครม.ให้ สธ.กลับมาทบทวนการบังคับใช้เป็นการเข้าทางบริษัทเอกชนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ครม.เพียงแต่ให้เดินทางสายกลางเท่านั้น และคงไม่อยากบีบบังคับธุรกิจเอกชนมากเกินไป โดยคงต้องดูว่าอะไรเป็นสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับจิตสำนักของผู้ประกอบการด้วย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายพินิจ จารุสมบัติ รมว.สาธารณสุข ได้มีนโยบายรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ดังนั้น สธ.ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลสุขภาพของประชาชน จึงควรทำเป็นแบบอย่างที่ดี โดยกำหนดให้ สธ.เป็นพื้นที่เขตปลอดบุหรี่ ออกระเบียบห้ามสูบบุหรี่ในอาคารต่างๆ ของกระทรวงรวมถึงระเบียง พร้อมทั้งตั้งจุดดับบุหรี่บริเวณทางเข้า ก่อนขยายไปยังกระทรวงและส่วนราชการอื่นๆ ต่อไป

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์คม-ชัด-ลึก

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548