วัตถุประสงค์: เพื่อทบทวนวรรณกรรมและวิเคราะห์ด้วยวิธี meta-analysis เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคแอลกอฮอล์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิด 2 โดยมีการพิจารณาตัวแปรกวน (confounders) เช่น อายุ เพศ การสูบบุหรี่ การออกกำลังกาย เป็นต้น และปัจจัยอื่นที่มีผลต่อโรคเบาหวานเช่น คำนิยามที่ใช้เกี่ยวกับโรคเบาหวานชนิด 2 สถานะเพศ และ BMI ในประชากรทั่วไปของ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน ญี่ปุ่น และเกาหลี อายุ 20-85 ปี

ปัจจัยสำคัญ: การเกิดโรคเบาหวานชนิด 2

วิธีการศึกษา: โดยค้นหาเอกสารงานวิจัยจากฐานข้อมูล PubMed ระหว่างปี 1966 ถึงเดือน กรกฎาคม 2004 โดยมีเกณฑ์คัดเลือกเอกสารงานวิจัย คือ ต้องเป็นงานวิจัยต้นฉบับที่มี peer-reviewed ก่อนตีพิมพ์ รูปแบบงานวิจัยเป็น observational cohort หรือ nested case-control studies ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคแอลกอฮอล์กับอุบัติการณ์เกิดโรคเบาหวานชนิด 2 จากการค้นครั้งแรกได้เอกสารทั้งหมด 482 ชิ้น เมื่ออ่านบทคัดย่อ มีเอกสารเข้าเกณฑ์ 28 ชิ้น จากนั้นผู้วิจัย 2 คนซึ่งต่างคนต่างอ่านแล้วลงความเห็นตรงกัน ได้คัดผลการวิจัยไม่เกี่ยวข้องออก 13 ชิ้น เลือกได้ 15 ชิ้น เป็น cohort studies มีอาสาสมัครกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งหมด 369,862 คน ติดตามนานเฉลี่ย 12 ปี (ช่วง 4-20 ปี) มีผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิด 2ทั้งหมด 11,959 คน โดยผู้วิจัยได้แบ่งระดับการบริโภคแอลกอฮอล์ตามจำนวนหน่วยกรัมต่อวัน ได้ 5 กลุ่ม คือ < 6, 6-12, 12-24, 24-48, และ > 48 กรัมต่อวัน ผลลัพธ์จากงานวิจัยต่างๆ ที่เป็น Odd ratios, relative risks (RRs), hazard ratios ผู้วิจัยแสดงผลเป็น log RRs และ 95% CI วิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ pooled RR using random effect model แยกแต่ละระดับการบริโภคแอลกอฮอล์

ผลการศึกษา: พบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคแอลกอฮอล์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิด 2 เป็นแบบ U-shaped โดยเปรียบเทียบกับคนไม่ดื่ม กล่าวคือ

ผู้ที่ดื่มน้อย (alcohol < 6 g/d) จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานน้อยกว่าผู้ไม่ดื่ม 0.87 เท่า (RR 0.87, 95%CI = 0.79-0.9); Adjusted RR 0.88, 95% CI=0.80-0.95, p=0.04

o        ชายที่ดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าชายที่ไม่ดื่ม 0.93 เท่า (RR 0.93, 95%CI = 0.82-1.04)

o       หญิงที่ดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าหญิงที่ไม่ดื่ม0.81 เท่า (RR 0.81, 95%CI = 0.75-0.88)

o        คนที่ BMIน้อยและดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม 0.76 เท่า (RR 0.76, 95%CI = 0.65-0.88)

o        คนที่ BMมากและดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม 0.85 เท่า (RR 0.85, 95%CI = 0.79-0.92)

ผู้ที่ดื่มปานกลาง (alcohol 6-48 g/d) แบ่งเป็น

o       ผู้ที่ดื่ม Alcohol 6-14 g/d จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ไม่ดื่ม 0.70 เท่า (RR 0.70, 95%CI = 0.61-0.79) Adjusted RR 0.73, 95% CI=0.62-0.86, p=0.36

§         ชายที่ดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าชายไม่ดื่ม 0.80 เท่า (RR 0.80, 95%CI = 0.71-0.90)

§        หญิงที่ดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าหญิงที่ไม่ดื่ม 0.59 เท่า (RR 0.59, 95%CI = 0.54-0.64)

§         ผู้ที่BMIน้อยและดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ไม่ดื่ม 0.64 เท่า (RR 0.64, 95%CI = 0.44-0.92)

§         ผู้ที่BMIมากและดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ไม่ดื่ม 0.75 เท่า (RR 0.75, 95%CI = 0.63-0.90)

o       ผู้ที่ดื่ม Alcohol 12-24 g/d จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ไม่ดื่ม 0.69 เท่า (RR 0.69, 95%CI = 0.58-0.81 Adjusted RR 0.66, 95% CI=0.59-0.75, p=0.12

§        ชายที่ดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าชายไม่ดื่ม 0.75 เท่า (RR 0.75, 95%CI = 0.60-0.95)

§        หญิงที่ดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าหญิงที่ไม่ดื่ม 0.55 เท่า (RR 0.55, 95%CI = 0.47-0.65)

§         ผู้ที่BMIน้อยและดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ไม่ดื่ม 0.73 เท่า (RR 0.73, 95%CI = 0.53-1.01)

§         ผู้ที่BMIมากและดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ไม่ดื่ม 0.67 เท่า (RR 0.67, 95%CI = 0.57-0.78)

o       ผู้ที่ดื่ม Alcohol 24-48 g/d จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ไม่ดื่ม 0.72 เท่า (RR 0.72, 95%CI = 0.62-0.84)  Adjusted RR 0.74, 95% CI=0.63-0.88, p=0.75

§         ชายที่ดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าชายไม่ดื่ม 0.71 เท่า (RR 0.71, 95%CI = 0.60-0.83)

§        หญิงที่ดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าหญิงที่ไม่ดื่ม 0.78 เท่า (RR 0.78, 95%CI = 0.49-1.23)

§         ผู้ที่BMIน้อยและดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ไม่ดื่ม 0.85 เท่า (RR 0.85, 95%CI = 0.49-1.46)

§         ผู้ที่BMIมากและดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ไม่ดื่ม 0.71 เท่า (RR 0.71, 95%CI = 0.55-0.91)

ผู้ที่ดื่มหนัก (alcohol >48 g/d) จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานเท่ากับ ผู้ไม่ดื่ม 1.04 เท่า (RR 1.04, 95%CI = 0.84-1.29)  Adjusted RR 0.93, 95% CI=0.74-1.18, p=0.77

o        ชายที่ดื่ม มีความเสี่ยงเท่ากับชายที่ไม่ดื่ม 1.06 เท่า (RR1.06 , 95%CI = 0.86-1.32)

o        คนที่ BMIน้อยและดื่ม มีความเสี่ยงมากกว่าคนที่ไม่ดื่ม 1.28 เท่า (RR 1.28, 95%CI = 0.37-4.40)

o        คนที่ BMมากและดื่ม มีความเสี่ยงน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม 0.92 เท่า (RR 0.92, 95%CI = 0.73-1.16)

ในกลุ่มผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์ปานกลาง พบว่า มีความเสี่ยงลดลงมากกว่าผู้ชายที่ดื่มระดับเดียวกันแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  เมื่อนำปัจจัยตัวแปรกวนทั้งหลายมาพิจารณา พบว่าค่า BMI ไม่มีผลต่อความเสี่ยงที่ลดลง

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่า ชายหรือหญิง อ้วนหรือผอม เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลาง (alcohol 6-48 g/d) โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานจะน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มหรือคนที่ดื่มหนัก ถึงร้อยละ 30

 

ความเห็นเกี่ยวกับข้อมูล 

เป็นงานทบทวนวรรณกรรมที่ค้นจากฐานข้อมูลเพียงแหล่งเดียวคือ PubMed ซึ่งยังมีฐานอื่นที่น่าจะค้นได้อีกเช่น Embase เป็นต้น อีกทั้งเน้นเฉพาะเอกสารที่ได้รับการตีพิมพ์ เผยแพร่เท่านั้น ดังนั้นงานวิจัยที่ไม่ได้รับการตีพิมพ์ไม่ได้นำมารวมวิเคราะห์ด้วย แสดงถึงอาจมี publication bias เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาเอกสารที่เลือกมา 15 ชิ้น พบว่า ประชากรที่ศึกษามี selection bias และหลากหลาย (heterogeniety) มี 2 รายงานเลือกเฉพาะพยาบาล มี 3 รายงานเลือกเฉพาะคนงาน มี 3 รายงานเลือกแพทย์ทั่วไป ที่เหลือเป็นกลุ่มประชากรทั่วไปซึ่งมีอยู่ 86,600 คน (ร้อยละ 23.4 ของทั้งหมด) การวัดตัวแปรที่ต้องการศึกษามีอคติเกิดขึ้นได้ (measurement bias) เช่น การเกิดโรคเบาหวานใช้ทั้ง self-reported (7 งานวิจัย) และการตรวจเลือด (7 งานวิจัย) การวัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ที่ใช้วิธี self-reported ที่แบ่งเป็นกลุ่มตามระดับความถี่และปริมาณของการดื่มเป็น standard drink และเมื่อพยายามดัดแปลงเป็นปริมาณแอลกอฮอล์กรัมต่อวัน ใช้วิธีคิดง่ายๆ คือ ประมาณค่าเฉลี่ยของปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มคือ 1.5 เท่าของค่าต่ำสุดของแต่ละกลุ่มระดับการดื่ม และคำนวณ 1 standard drink เท่ากับ 12 กรัมของแอลกอฮอล์ ในสหรัฐฯและแคนาดา แต่เท่ากับ 10 กรัมแอลกอฮอล์ในยุโรปและออสเตรเลีย และเท่ากับ 21กรัมแอลกอฮอล์ในญี่ปุ่น วิธีการดังกล่าวจะทำให้การประมาณปริมาณแอลกอฮอล์ที่บริโภคต่ำเกินไป และมีโอกาสเกิด misclassification bias ด้วย เพราะการประเมินปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ ณ เวลาหนึ่งนั้น ไม่สามารถเป็นตัวแทนของรูปแบบการดื่มแอลกอฮอล์ขณะติดตามการเกิดโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานาน 4-20 ปี  บางคนดื่มปานกลาง ต่อมาหยุดดื่ม บางรายดื่มน้อยแต่กลับดื่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ที่ดื่มแบบ binges บางรายงานอาจเกิด “sick quitter effect” หมายถึงคนที่มีโรคทางกายอื่นอยู่เก่ามักจะหยุดดื่มทำให้ดูเหมือนว่ากลุ่มนี้มีความเสี่ยงน้อย นอกจากนี้มีรายงานที่คัดมา 7 รายงานที่ไม่ใช้ nonconsumers เป็นแกนอ้างอิงในการคำนวณ RR ทำให้ต้องคำนวณ variance ใหม่ และทำให้ กลุ่ม nonconsumers มีผู้ป่วยเบาหวานมากกว่า 50%

ดังนั้นผลสรุปของการศึกษานี้อาจมีความจริงบางส่วนในกลุ่มที่มีการศึกษา มีงานทำ และมีความรู้ด้านการแพทย์ สามารถอ้างอิงทฤษฎีทางชีวเคมีอธิบายผลได้ว่า แอลกอฮอล์ปริมาณปานกลาง ช่วยเพิ่มความไวของ Insulin ช่วยการสลายน้ำตาลในเลือด และเพิ่มระดับ HDL ซึ่งเป็นประโยชน์ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและเบาหวานชนิด 2 ได้ถ้าดื่มแอลกอฮอล์ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ถ้าใช้ปริมาณมากจะมีผลต่อการเพิ่มระดับ triglyceride ในเลือด ทำให้อ้วนและมีความดันโลหิตสูง เกิดผลเสียต่อร่างกาย อย่างไรก็ตามการขยายผลสู่ประชากรทั่วไปอาจต้องทำด้วยความระมัดระวัง

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

Davies MJ, Baer DJ, Judd JT, Brown ED, Campbell WS, Taylor PR. Effects of moderate alcohol intake on fasting insulin and glucose concentrations and insulin sensitivity in postmenopausal women: a randomized controlled trial. JAMA 2002;287:2559-62.

Kato I, Kiyohara Y, Kubo M, Taniyaki Y, Arima H, Iwatomo H, Shinohara N, Nakayama K. Fujishima M. Insulin-medicated effects of alcohol intake on serum lipid levels in a general population: the Hisayama study. J Clin Epidemiol 2003;56:196-204.

 

Keywords: type 2 diabetes, moderate alcohol consumption, risk reduction, body mass index

ที่มา: Koppes LLDekker JMHendriks HFBouter LMHeine RJ. Diabetes Care 2005;28:719-25.

Link: http://care.diabetesjournals.org/cgi/content/abstract/28/3/719