วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์กับการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

วิธีการศึกษาผู้วิจัยทำการศึกษาในประชากรทั่วไปวัย 40-79 ปี ที่มาตรวจสุขภาพในสถานพยาบาล 45 แห่งจาก 24 ศูนย์แพทย์ในประเทศญี่ปุ่น เป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่ ชนิด cohort study ชื่อ JACC Study เริ่มต้นเมื่อ 1988 จนถึง 1990 โดยให้ประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีอายุระหว่าง 40-79ปี จำนวนทั้งสิ้น 110,792 คน ตอบแบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างนี้ถูกเลือกมา 61,557 คนซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ 22 แห่ง เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งให้สืบค้นได้ และมีแบบสอบถามเกี่ยวกับปริมาณและความถี่ของการดื่มแอลกอฮอล์ มีการคัดออก 57 คนเพราะมีประวัติป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน และ 3,764 คนเพราะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ เหลือกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ 57,736 คน เป็น ชาย 23,708 คน หญิง 34,028 คน

เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆในวิถีการดำรงชีวิต รวมถึงการสูบบุหรี่ ลักษณะการดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร ประวัติการเจ็บป่วย ระดับการศึกษา ประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งของคนในครอบครัว ส่วนสูงและน้ำหนัก อาชีพทำได้นานที่สุด

แบบสอบถามเกี่ยวกับปริมาณและความถี่ของการดื่มแอลกอฮอล์ แยกเป็น คนไม่เคยดื่มเลย คนที่เลิกดื่มแล้ว และคนที่ยังดื่มอยู่ในปัจจุบัน คำถามเกี่ยวกับความถี่ของการดื่มมี 4 ตัวเลือกคือ น้อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ 3-4ครั้งต่อสัปดาห์ หรือเกือบทุกวัน ให้ผู้ตอบรายงานการดื่มโดยเฉลี่ยแต่ละครั้ง 1 แก้วมาตรฐานญี่ปุ่น (Japanese drink) = 22 g ethanol หลังจากได้คำตอบจากตัวเลือกแล้วนำมาคำนวณค่าแอลกอฮอล์ที่ดื่มต่อวัน (แอลกอฮอล์ต่อวัน= ปริมาณดื่มโดยเฉลี่ย X ความถี่ของการดื่ม)

การติดตามกลุ่มตัวอย่างใช้ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ในที่ว่าการรัฐแต่ละพื้นที่เพื่อดูว่ามีการตายเกิดขึ้นหรือไม่  ติดตามข้อมูลทะเบียนผู้ป่วยโรคมะเร็งจากฐานประชากรพื้นที่ (population-based cancer registries) เสริมด้วยข้อมูลการสอบสวนเหตุของการตายจากใบมรณะบัตร บางพื้นที่ใช้การทบทวนข้อมูลบันทึกทางการแพทย์จากโรงพยาบาลชุมชน ติดตามรายชื่อของกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ปี 1988 ไปจนถึง 1997 มีเพียง 1 พื้นที่ที่ติดตามถึงปี 1994 เท่านั้น  มีกลุ่มตัวอย่างที่ขาดการติดต่อเพราะย้ายถิ่นฐานเพียง 1921 คนคิดเป็นร้อยละ 2.1 ค่า mortality-to-incidence ratio สำหรับ colorectal cancer ของกลุ่มที่ถูกศึกษาเท่ากับ 0.28 ซึ่งใกล้เคียงกับข้อมูลทะเบียนโรคมะเร็งของประเทศซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.23-0.51 แสดงถึงการกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาจำนวนมากพอที่เป็นตัวแทนประชากรของผู้ป่วยมะเร็งในประเทศญี่ปุ่นได้

สถิติวิจัย ใช้ Incidence rate ratio (IRR) สำหรับ colon/rectal cancer, counted person-time follow-up for each participant และการเปรียบเทียบลักษณะภูมิหลังระหว่ากลุ่ม (ในแง่ของผู้ไม่ดื่ม, ผู้ที่หยุดดื่ม และผู้ที่ยังดื่มอยู่ในปัจจุบัน) ด้วยวิธีการของ one-way analysis of variance. ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งชนิดนี้ที่ต้องการศึกษา คือ สถานะการดื่มและปริมาณการดื่มโดยศึกษา dose-response relationship ในกลุ่มที่ยังดื่มอยู่แยกวิเคราะห์ตามเพศ คือ เพศชายแบ่งเป็น 4 กลุ่ม (1= 0.0-0.9, 2 = 1.0-1.9, 3 = 2.0-2.9, 4 = 3.0+ แก้วมาตรฐานญี่ปุ่นต่อวัน หรือ 1= 0-153, 2 = 154-307, 3 = 308-461, 4 = 462+ g ethanol ต่อสัปดาห์) เพศหญิงแบ่งเป็น 2 กลุ่ม (1 = 0.0-0.9, 2 = 1.0+ แก้วมาตรฐานญี่ปุ่นต่อวัน หรือ 1 = 0-153, 2 = 154+ g ethanol ต่อสัปดาห์) ตัวแปรกวนที่นำมาพิจารณาและใช้สถิติ proportional hazards model คือ พื้นที่, ระดับการศึกษา, ประวัติ colorectal cancer ในบิดามารดาหรือญาติ, body mass index, การสูบบุหรี่, เวลาที่ใช้ในการเดิน (≥30 หรือ30+ min/d), งานที่ไม่ได้ใช้กำลัง, การรับประทานผักสีเขียว (≤2 ครั้ง/สัปดาห์, 3-4 ครั้ง/สัปดาห์, หรือทุกวัน) และเนื้อสัตว์ (ไม่เคยเลย, 1-2 ครั้ง/เดือน, 1-2 ครั้ง/สัปดาห์, 3+ครั้ง/สัปดาห์)

ผลการศึกษาวิจัย

พบว่า ระยะเวลาติดตามจาก 1988 ถึงเดือนธันวาคม 1997 โดยเฉลี่ย 7.6 ปี (SD 1.9 ปี) ณ จุดเริ่มต้น มีชายที่ไม่ดื่มร้อยละ 18.5, หยุดดื่มร้อยละ 6.9, ยังดื่มอยู่ในปัจจุบันร้อยละ 74.5 ส่วนหญิงที่ไม่ดื่มร้อยละ 74.3, หยุดดื่มร้อยละ1.9, กำลังดื่มอยู่ร้อยละ  23.8 พบอุบัติการณ์ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (colon cancer) 418 ราย (ชาย 220 รายและหญิง 198 ราย) ผู้ป่วยโรคมะเร็งทวารหนัก (rectal cancer) 211 ราย(ชาย 150 รายและหญิง 61 ราย) ชายที่หยุดหรือกำลังดื่มอยู่มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งชนิดนี้มากกว่าชายที่ไม่ดื่มถึง 2 เท่า [multivariate-adjusted IRR สำหรับผู้ที่หยุดดื่มเท่ากับ 2.01 (95%CI=1.09-3.68); IRR สำหรับผู้ที่ยังดื่มอยู่ในปัจจุบันเท่ากับ 1.97 (95%CI=1.28-3.03)] ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการดื่มกับการเกิดโรคมะเร็งไม่ชัดเจน เพศหญิงยิ่งดื่มมากยิ่งเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการเกิด rectal cancer โดยพบว่า คนที่ดื่มเล็กน้อย (<22 g ethanol/day) ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งทวารหนัก[multivariate-adjusted IRR สำหรับชายเท่ากับ 0.61 (95%CI=0.33-1.13); IRR สำหรับหญิงเท่ากับ 0.69 (95%CI=0.27-1.74)] แม้ว่า IRR สำหรับชายที่ยังดื่มอยู่ในปัจจุบันจะมีค่าเกือบเท่ากับชายที่ดื่มเล็กน้อย แต่ชายที่กำลังดื่มอยู่มีแนวโน้มที่จะเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามปริมาณที่ดื่มมากขึ้น (p =0.027)

 

ความเห็นของผู้สรุป

เป็นงานวิจัยชนิด Cohort ที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ ระยะยาวเกือบ 10 ปี และมีผู้ที่ติดตามไม่ได้เพียงร้อยละ 2.1 เมื่อคำนวณโดยประมาณ อัตราอุบัติการณ์ (incidence rate) ของ colorectal cancer มีค่าเท่ากับ 629/57736 X100หรือร้อยละ 1.09 ซึ่งอุบัติการณ์เกิดน้อยและเกิดช้า ตัวแปรที่ต้องการศึกษา คือ การดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งได้จากการใช้แบบสอบถาม จุดอ่อนของการศึกษานี้ คือ การวัดเนื่องจากมีโอกาสเกิดอคติจากการตอบมีได้เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ผู้ดื่มมักตอบต่ำกว่าความเป็นจริง และในการศึกษาครั้งนี้มีการวัดพฤติกรรมการดื่มเฉพาะจุดเริ่มต้น (baseline questionnaire) แต่ธรรมชาติของคนดื่มแอลกอฮอล์เป็นพลวัตร (dynamic) บางคนดื่มแล้วก็หยุดไปชั่วคราว บางคนหยุดเลย บางคนเพิ่งดื่มในช่วงตามมาระยะหลัง ซึ่งไม่มีข้อมูลดังกล่าวในการศึกษาครั้งนี้ อย่างไรก็ตามยังพบว่า ชายญี่ปุ่นที่ดื่มแอลกอฮอล์มีอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนไม่ดื่มถึง 2 เท่า สอดคล้องกับงานวิจัยอื่น ที่ศึกษาในรูปแบบเดียวกัน (cohort studies)ในคนญี่ปุ่น

เกี่ยวกับกลไกของแอลกอฮอล์ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ ผู้วิจัยอธิบายว่าน่าจะเกิดจากแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุให้การดูดซึมโฟลิกบกพร่อง (folate malabsorption) และสกัดกั้นการปล่อยสารนี้จากเซลล์ตับ นอกจากนี้ การสันดาปแอลกอฮอล์จนได้ acetaldehyde ซึ่งอาจเกิด inactive methyltetrahydrofolate หรือ methionine synthase ผลของแอลกอฮอล์ที่เป็น anti-folate นำไปสู่ภาวะ DNA hypomethylation. แอลกอฮอล์อาจมีผลเฉพาะต่อการสร้างเซลล์มะเร็ง แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่สามารถผลิต acetaldehyde ระดับต่ำๆ ได้จาก ethanol ที่ตกค้างบนเยื่อบุลำไส้ของคนที่ดื่ม เป็นคำอธิบายที่น่าสนใจ

 

Keywords:  alcohol consumption, colorectal cancer, ex-drinkers, current drinkers, dose-response relationship

ที่มา Wakai KKojima MTamakoshi KWatanabe YHayakawa NSuzuki KHashimoto SKawado MTokudome SSuzuki SOzasa KToyoshima HIto YTamakoshi A. Alcohol consumption and colorectal cancer risk: findings from the JACC Study. J Epidemiol 2005;15 Suppl 2:S173-9.

Link: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/entrez/query.fcgi?cmd=Retrieve&db=pubmed&dopt=Abstract&list_uids=16127230&query_hl=3&itool=pubmed_docsum