ข้อมูลนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรม โดยอ้างถึงประชากรผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกามากกว่า 18 ล้านคนที่มีพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์แบบอันตรายและมีความชุกของการป่วยเป็นโรคตับอักเสบชนิด C สูงกว่าประชากรทั่วไปถึง 5 เท่า ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 80 กรัม/วัน เป็นเวลานานกว่า 10 ปี จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ (hepatocellular carcinoma or HCC) ประมาณ 5 เท่า  แต่ถ้าดื่มแอลกอฮอล์น้อยกว่า 80 กรัม/วันจะไม่พบนัยสำคัญของการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับ ในคนที่เป็นโรคตับแข็งจากพิษแอลกอฮอล์ถึงขั้นตับวาย (decompensated) จะมีความเสี่ยงถึงต่อโรคมะเร็งตับราวร้อยละ 1 ต่อปี โดยความเสี่ยงนี้ไม่ลดลงแม้ว่าจะหยุดดื่มแอลกอฮอล์ไปแล้ว นอกจากนี้ โรคมะเร็งตับยังสามารถเกิดขึ้นได้กับคนที่ไม่เป็นโรคตับแข็งด้วยเช่นกัน การดื่มแอลกอฮอล์ในคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด C จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับมากกว่าคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด C โดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ถึง 2 เท่า

ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า แอลกอฮอล์กับไวรัสตับอักเสบชนิด C ต่างร่วมเสริมแรงกันในการก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับ และผู้ป่วยโรคมะเร็งตับอาจเกิดในคนอายุน้อยและมีพยาธิสภาพรุนแรงกว่า จากการศึกษาวิจัยในสหรัฐอเมริกาและอิตาลีพบว่า แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดในการก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับ (คิดเป็นร้อยละ 25-45 ของโรคมะเร็งตับทั้งหมด) แม้ว่ากลไกการเกิดโรคจะยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกี่ยวข้องกับการสูญเสียโครโมโซม (chromosomal loss), oxidative stress, การลดระดับของ retinoic acid ในตับ,  การเปลี่ยนแปลงใน DNA methylation และการมีความเสี่ยงทางพันธุกรรม

 

Keywords: hepatitis C virus, hepatocellular carcinoma, liver, cancer

ที่มา: Morgan TRMandayam SJamal MM. Alcohol and hepatocellular carcinoma. Gastroenterology 2004;127(Suppl 1):S87-96.

Link: http://www.gastrojournal.org/article/PIIS0016508504015999/abstract