วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลกระทบร่วมของการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ต่อการตายด้วยโรคมะเร็งหลอดอาหาร

วิธีการศึกษา: งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยขนาดใหญ่ที่ชื่อ JACC Study เริ่มต้นเมื่อ 1988 และเสร็จสิ้นในปี 1990 ผู้วิจัยทำการศึกษาแบบ cohort study ในประชากรทั่วไปวัย 40-79 ปี ที่มาตรวจสุขภาพในสถานพยาบาล 45 แห่งจาก 24 ศูนย์แพทย์ในประเทศญี่ปุ่น ประชากรเป้าหมายมีจำนวน 125,760 คน แต่มีประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ อายุระหว่าง 40-79ปี จำนวนทั้งสิ้น 110,792 คน ตอบแบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน เป็นชาย 46,465 คน หญิง 64,327 คน ติดตามจนถึงปี 1999 เนื่องจากผู้หญิงสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มีน้อย งานศึกษานี้จึงตัดข้อมูลจากประชากรหญิงออก

กลุ่มตัวอย่างของการศึกษานี้เลือกเฉพาะเพศชาย 46,465 คน มีการคัดออก 308 คนเพราะมีประวัติป่วยโรคมะเร็งมาก่อน และ 3,579 คนเพราะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เหลือกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ 42,578 คน

เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ในวิถีการดำรงชีวิต รวมถึงการสูบบุหรี่ ลักษณะการดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร ประวัติการเจ็บป่วย ระดับการศึกษา ประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งของคนในครอบครัว ส่วนสูงและน้ำหนัก อาชีพทำได้นานที่สุด

แบบสอบถามเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ แยกเป็น คนไม่สูบเลย คนที่เลิกสูบแล้ว และคนที่ยังสูบอยู่ในปัจจุบัน คำถามเกี่ยวกับจำนวนมวนที่สูบต่อวันและอายุที่เริ่มสูบ คำนวณหน่วยเป็นซอง (pack) เท่ากับ จำนวนมวนหารด้วย 20 และ ซอง-ปี (pack-year) เท่ากับ ซอง/วัน คูณด้วยระยะเวลาที่สูบบุหรี่ ส่วนคำถามเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ฐานต่อปี สำหรับคนที่ยังดื่มสาเก shochu (Japanese spirits) เบียร์ วิสกี้ ไวน์ คำนวณค่าแอลกอฮอล์ที่ดื่มต่อวัน (แอลกอฮอล์ต่อวัน = ปริมาณดื่มโดยเฉลี่ย คูณด้วย ความถี่ของการดื่ม) 1 แก้วมาตรฐานญี่ปุ่นเท่ากับ 22 g ethanol

การติดตามกลุ่มตัวอย่างใช้ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ในที่ว่าการรัฐแต่ละพื้นที่เพื่อดูว่ามีการตายเกิดขึ้นหรือไม่ในแต่ละปี หรือทุก 6 เดือน  เสริมด้วยข้อมูลการสอบสวนเหตุของการตายจากใบมรณะบัตร

สถิติวิจัย ใช้ Cox proportional hazards model สำหรับค่า relative risk due to smoking or alcohol intake adjusted by age and study centers. การทดสอบนัยสำคัญทางสถิติใช้ 2-sided Wald’s test

ผลการศึกษาวิจัย

จากจุดเริ่มต้น มีผู้ไม่สูบบุหรี่ร้อยละ 20.5, หยุดสูบบุหรี่แล้ว ร้อยละ 26.2 และยังคงสูบบุหรี่อยู่ในปัจจุบัน ร้อยละ 53.3 ผู้ไม่ดื่มสุราร้อยละ 18.8, หยุดดื่มสุราแล้ว ร้อยละ 6.2 และยังคงดื่มสุราอยู่ในปัจจุบัน ร้อยละ 75.0

เกี่ยวกับอัตราการตาย (hazard ratio) ด้วย esophageal cancer ที่เป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ พบว่าผู้ที่ยังสูบบุหรี่อยู่ในปัจจุบัน และผู้ที่หยุดสูบบุหรี่แล้วมีอัตราเสี่ยงต่อการตายสูงกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ 4.36 และ 2.71 เท่าตามลำดับ การวิเคราะห์ไม่พบความสัมพันธ์ของปริมาณกับอัตราการตาย

เกี่ยวกับอัตราการตาย (hazard ratio) ด้วย esophageal cancer ที่เป็นผลมาจากการดื่มสุรา พบว่าผู้ที่ยังดื่มสุราอยู่และผู้ที่หยุดดื่มสุราแล้วมีอัตราเสี่ยงต่อการตายสูงกว่าผู้ไม่ดื่มสุรา 2.40 และ 2.43 เท่าตามลำดับ การวิเคราะห์ยังพบอีกด้วยว่าปริมาณที่มากขึ้นก่อให้เกิดอัตราการตายที่มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ดื่มมากกว่า 40 หน่วยต่อปี มีความเสี่ยงมากที่สุด ชนิดแอลกอฮอล์ที่มีความเสี่ยงต่อการตายมากที่สุดคือ ไวน์ (6.24 เท่า) รองมาคือ shochu (3.4 เท่า) และสาเก (2.72 เท่า) สำหรับเบียร์และวิสกี้ไม่พบความเสี่ยง

อัตราการตาย (hazard ratio) ด้วย esophageal cancer ที่เป็นผลร่วมกันของการสูบบุหรี่และดื่มสุราจะเพิ่มขึ้น เมื่อดื่ม 1-3 หน่วยต่อวันร่วมกับสูบบุหรี่น้อยกว่า 20 มวนต่อวัน ค่า hazard ratio เท่ากับ 3.88); ถ้าดื่มมากกว่า 3 หน่วยต่อวันร่วมกับสูบบุหรี่มากกว่าหรือเท่ากับ 21 มวนต่อวัน ค่า hazard ratio เท่ากับ 6.30 ซึ่งแสดงถึงการเสริมฤทธิ์กัน ในคนที่ไม่สูบแต่ดื่มหนัก หรือในคนที่ดื่มน้อยหรือไม่ดื่มแต่สูบหนัก ความเสี่ยงไม่ได้มากขึ้นไปกว่ากลุ่มที่ใช้อย่างเดียวแต่เมื่อใช้ในปริมาณพอเหมาะทั้งการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่พร้อมกันเกิดการเสริมฤทธิ์กัน

 

ความเห็นของผู้สรุป

เป็นงานวิจัยชนิด Cohort ที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ ระยะยาวเกือบ 10 ปี แต่ศึกษาวิเคราะห์เฉพาะเพศชาย ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการออกจากโครงการวิจัย (drop-out rate) ไม่มีรายงานผลอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งหลอดอาหาร และการตายที่เกิดขึ้นไม่มีรายละเอียดของสาเหตุการตาย ผู้วิจัยน่าจะนำเสนอว่ามีอัตราตายมากน้อยเท่าไรในกลุ่มตัวอย่าง และที่ตายจากโรคมะเร็งหลอดอาหารมีมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม จากตารางในบทความแสดงให้เห็นว่าผู้เสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งหลอดอาหาร 90 ราย เป็นกลุ่มที่ยังสูบบุหรี่อยู่ในปัจจุบันและดื่มแอลกอฮอล์อยู่ในปัจจุบันมากที่สุด จุดอ่อนของงานวิจัยนี้ คือ การวัดตัวแปรสำคัญที่เป็นผลลัพธ์ปฐมภูมิ (primary outcomes) คือ จำนวนบุหรี่ที่สูบช่วงระยะเวลาหนึ่ง และปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ ใช้แบบสอบถาม คำถามคร่าวๆ โอกาสจะได้คำตอบตรงตามความเป็นจริงค่อนข้างยากและไม่มาก วัดครั้งเดียวตอน baseline ไม่ได้วัดอีกขณะติดตามมาเรื่อยๆ  จุดที่น่าสนใจคือ synergistic effect ของแอลกอฮอล์และบุหรี่ต้องเกิดจากใช้พร้อมกันด้วยปริมาณสูงพอควร น่าจะมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าทั้งสองทำให้เกิดการสร้างมะเร็งหลอดอาหารอย่างไร

 

Keywords: esophageal cancer, joint effects, alcohol, smoking

ที่มา Sakata KHoshiyama YMorioka SHashimoto TTakeshita TTamakoshi A. Smoking, alcohol drinking and esophageal cancer: findings from the JACC Study. J Epidemiol 2005;15 Suppl 2:S212-9.

Link: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/entrez/query.fcgi?cmd=Retrieve&db=pubmed&dopt=Abstract&list_uids=16127236&query_hl=6&itool=pubmed_docsum