โดยทั่วไปแล้ว Drug Facilitated Sexual Assault (DFSA) หรือการถูกทำร้ายทางเพศขณะเมาสุราและยาเสพติด หมายถึง การที่ผู้เคราะห์ร้ายถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยไม่ยินยอมอันเนื่องมาจากอาการมึนเมาหรือหมดสติเพราะฤทธิ์ของสุราหรือยาเสพติด ในภาวะดังกล่าว ผู้เคราะห์ร้ายไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะยินยอมหรือต่อต้านการมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเห็นว่าการถูกทำร้ายทางเพศขณะเมาสุราและยาเสพติดควรได้รับคำจำกัดความใหม่ โดยแบ่งออกเป็น2 ประเภทคือ การถูกทำร้ายทางเพศขณะเมาสุราและยาเสพติดแบบมีแผนการ (Proactive DFSA) (เช่น การแอบใส่ยานอนหลับในเครื่องดื่ม) และการถูกทำร้ายทางเพศขณะเมาสุราและยาเสพติดแบบตามโอกาสอำนวย (Opportunistic DFSA) (เช่น ผู้เคราะห์ร้ายเมาสุราหรือยาเสพติดเองแล้วถูกทำร้ายทางเพศ)

                ในแง่ของสารที่ใช้ หลายงานวิจัยพบว่า ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่มักใช้สารหลายชนิดร่วมกันก่อนเกิดเหตุ โดยเฉพาะสุราและยากล่อมประสาท ซึ่งสุราเป็นสารที่พบได้บ่อยที่สุด โดยพบตรวจพบได้ในผู้เคราะห์ร้ายประมาณร้อยละ 46 – 67 บางการศึกษาพบว่า ร้อยละ 77 ของผู้เคราะห์ร้ายยอมรับว่าตนเองดื่มสุราภายในไม่กี่ชั่วโมงก่อนถูกทำร้าย

                ในแง่ของการรับรู้ มีอย่างน้อยสองงานวิจัยที่พบว่าผู้ที่อายุยังน้อยมักมีความคิดว่าสุรา ผู้หญิง และเพศสัมพันธ์มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น สุรา + ผู้หญิง = การมีเพศสัมพันธ์ หรือ สุรา + ผู้หญิง = การยอมตาม

                งานวิจัยบางชิ้นยังพบอีกด้วยว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการถูกทำร้ายทางเพศทั่วไปแล้ว การถูกทำร้ายทางเพศขณะเมาสุราและยาเสพติดมักมีการทำร้ายทางเพศและทางร่างกายที่รุนแรงมากกว่า การถูกทำร้ายมักกระทำโดยคนแปลกหน้า และมีโอกาสข่มขืนสำเร็จมากกว่า

                แม้ว่าการถูกทำร้ายทางเพศอาจเป็นผลจากการกระทำของฝ่ายตรงข้าม แต่นักวิจัยและนักวิชาการหลายท่านก็ยังคิดถึงความเป็นไปได้ที่ผู้ถูกทำร้ายอาจยังมีสติอยู่บ้าง และอยู่ในภาวะที่ยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์ โดยผลของพฤติกรรมนั้นอาจเกิดจากฤทธิ์ของสุราซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม การรับรู้ และการรู้ตัวของผู้ถูกกระทำ ส่งผลให้ความสามารถในการตัดสินใจหรือความสามารถในการจดจำสถานการณ์ลดน้อยลง

 

Key words: sexual assault, drug, intoxication, victim

ที่มา: Hall JA, Moore CB. Drug facilitated sexual assault – a review. J Forensic Leg Med. 2008;15:291-7

Link: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/18511003