วัตถุประสงค์: เพื่อวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อให้เห็นรูปแบบการดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยจิตสังคมที่เกี่ยวข้องในกลุ่มเด็กนักเรียนอายุ 6-17 ปี เรียนอยู่ชั้นปี 1-11 จากโรงเรียนสุ่มจากเขต 12 แห่งของเมือง Canton เมื่อกลางปี 1994 จำนวน 1964 คนที่อาศัยอยู่ใน Canton of Zurich, Switzerland จากโครงการวิจัย The Zurich Epidemiological Study of Child and Adolescent Psychopathology (ZESCAP) ซึ่งศึกษาแบบติดตามไปข้างหน้าเพื่อหาความชุกของโรคจิตเวช การดื่มสุราและสูบบุหรี่ การดำเนินโรค ปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ life events, coping capacities, self-related cognitions, family adaptability and cohesion, perceived parental behavior และ perceived school environment จนกระทั่งปี ค.ศ. 1997 มีกลุ่มตัวอย่างคงเหลืออยู่ 794 คน เป็นเด็กชาย 381 คน (48%) เด็กหญิง 413 คน (52%) อายุ 13-20 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในงานวิจัยนี้

ปัจจัยที่สำคัญ: อารมณ์และพฤติกรรม

วิธีการศึกษา: ผู้วิจัยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 4 กลุ่มย่อย คือ กลุ่มไม่เคยดื่ม (abstainers, N=252) กลุ่มดื่มเฉพาะเข้าสังคม (social drinkers, N=337) กลุ่มดื่มหนัก (heavy drinkers, N=130) และกลุ่มที่มีปัญหาการดื่ม (problem drinkers, N=75)ตามผลจากการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับประวัติการใช้สารเสพติด (substance use questionnaire พัฒนาขึ้นโดย Muller and Abnet เมื่อปี 1991 มี 22 ข้อคำถามเกี่ยวกับประวัติการใช้สารเสพติดรวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา)

เครื่องมือใช้วัดปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยป้องกัน เช่น เหตุการณ์ชีวิตที่เป็นความเครียด บุคลิกภาพ พฤติกรรมพ่อแม่ สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ผู้วิจัยเลือกใช้แบบสอบถามชนิดต่างๆ ดังนี้ 1) Youth Self Report มี 112 คำถามเกี่ยวกับปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม แบ่งเป็น ลักษณะเก็บกดไว้ภายใน (internalizing i.e., withdrawn, somatic complaints, anxious/depressed) ลักษณะแสดงออกให้เห็น(externalizing i.e., delinquent, aggressive behavior); 2) Life Event Scale ดัดแปลงจากแบสอบถาม life event ของ Compas et al.,1988 ถามเหตุการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นในระยะ12 เดือนที่ผ่านมา มี 36 ข้อแบ่งเป็น 5 กลุ่มย่อยคือ ปัญหากับคนในครอบครัวหรือเพื่อน ปัญหาการเรียน ปัญหาความรัก การเจ็บป่วยทางกายหรืออุบัติเหตุ การหย่าร้างของพ่อแม่ ให้ค่าคะแนน -2 to +2 แสดงถึง pleasant or unpleasant; 3) Coping Capacities พัฒนาโดย Seiffge-Krenke, 1989 มี 7 คำถาม แบ่งเป็น active coping กับ avoidant behavior; 4) Self-Related Cognition พัฒนาโดย Rosenberg, 1965 และ Filipp & Freudenberg, 1989 มี10 คำถามใช้วัดความภาคภูมิใจ (self-esteem) และวัดการตระหนักรู้ในตนเอง (self awareness); 5) Family Adaptability and Cohesion Scales พัฒนาโดย Olson et al, 1985; 6) Perceived Parental Behavior พัฒนามาจาก Schaefer,1965; Schludermann & Schludermann,1970; Bronfenbrenner มี 32 ข้อคำถาม แบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ พ่อแม่ยอมรับ(acceptance) พ่อแม่ปฏิเสธ(rejection) และพ่อแม่ควบคุม (control); 7) Perceived School Environment Scales พัฒนามาจาก Fend&Prester,1986 มี 32 ข้อคำถาม  แบ่งเป็น 5 ลักษณะคือ 1) นักเรียนต่างแก่งแย่งแข่งขันกัน(competition among pupils) 2) ครูควบคุมนักเรียนเหมือนเด็กเล็ก (control by the teacher) 3) เครียดการเรียน (performance stress) 4) ให้โอกาสและมีส่วนร่วมตัดสินใจ (possibility to participate) 5) เพื่อนให้การยอมรับ (peer acceptance)กลุ่มตัวอย่างจะตอบแบบสอบถามทั้งหมดในห้องเรียนโดยไม่มีครูอยู่ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

สถิติวิเคราะห์ ใช้ Chi square tests เพื่อเปรียบเทียบลักษณะประชากรศาสตร์ระหว่างกลุ่มดื่ม และไม่ดื่ม ใช้ analysis of variance model เพื่อเปรียบเทียบค่าคะแนน ระหว่าง 4 กลุ่มย่อย (abstainer, social drinker, heavy drinker, and problem drinker) ใช้ multivariate analysis of co-variance model เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปรปัจจัยต่างๆ

ผลการศึกษา: พบรูปแบบการดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กวัยรุ่น สามารถแยกให้เห็นความแตกต่างด้านความถี่และปริมาณของการดื่ม รวมถึงการเมาได้ชัดเจนระหว่าง heavy drinker, problem drinker กับ social drinker นอกจากนี้ heavy drinker ต่างจาก problem drinker ตรงที่ความถี่ของปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยด้านสังคมและประชากรศาสตร์กับการดื่มแอลกอฮอล์ พบว่าเด็กหญิงไม่ดื่มมากกว่าเด็กชาย เด็กชายพบ heavy drinkers มากกว่า เมื่อเด็กอายุมากขึ้นก็ดื่มมากขึ้นsocial drinkers เริ่มต้นเมื่ออายุ 15 ปี ไม่พบความแตกต่างในด้านสังคมและเศรษฐานะของทั้ง 4 กลุ่ม เมื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปรปัจจัยด้านปัญหาอารมณ์และพฤติกรรม เพศ และอายุ กับการดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า เมื่อเด็กอายุมากขึ้นมักมีปัญหาแยกตัว วิตกกังวล/ซึมเศร้า สมาธิไม่ดี คิดไม่ปกติ และมีพฤติกรรมเกเร (delinquent behavior) มากขึ้น ซึ่งพบในเด็กชายมากกว่า กลุ่ม problem drinkers มีค่าคะะแนนจาก Youth Self Report สูงทุกด้าน ยกเว้นปัญหาสังคม ทำให้แยกจาก heavy drinkers ได้ยาก ปัจจัยด้านจิตสังคมอื่นๆ มีความสัมพันธ์กับการดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กวัยรุ่น เช่นกัน กลุ่ม heavy and problem drinkers มีเหตุการณ์ชีวิตหลายอย่าง เช่น ปัญหากับคนในครอบครัวและเพื่อน ปัญหาการเรียน ปัญหาความรักมากกว่า อีกทั้งในเด็กชายมี active coping น้อยกว่า กลุ่ม social drinkers and abstainers แต่เด็กผู้หญิงทั้ง 4 กลุ่มไม่มีความแตกต่าง นอกจากนี้ กลุ่ม problem drinkers มี self-esteem ต่ำกว่าและ self-awareness สูงกว่า social drinkers and abstainers

ปัจจัยครอบครัว พบว่า กลุ่ม heavy and problem drinkers มีความผูกผันในครอบครัวน้อยกว่า และได้รับการยอมรับจากพ่อแม่น้อยมาก  แต่รู้สึกถูกปฏิเสธจากพ่อแม่สูงกว่า เห็นชัดในเด็กชาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ANOVA F=2.63, df =3, p<0.05) ในเด็กหญิงที่มีปัญหาการดื่ม มักคิดว่าพ่อแม่ควบคุมมากไป

ปัจจัยในโรงเรียน พบว่า กลุ่ม heavy and problem drinkers เห็นนักเรียนร่วมชั้นต่างแข่งขันกัน ครูควบคุมเขาเหมือนเด็กเล็ก การเรียนเครียด ไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ส่วนกลุ่ม abstainer รู้สึกว่าได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยกว่า กลุ่ม social drinkers

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กวัยรุ่น คือ อายุที่มากขึ้น ประสพเหตุการณ์ชีวิตหลายอย่างส่งผลกระทบต่อทัศนคติที่มีต่อพ่อแม่ เพื่อน ครู และตนเองในทางลบ ทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ คือ วิตกกังวล/ซึมเศร้า แยกตัว สมาธิไม่ดี วัยรุ่นหลายรายใช้วิธีเลี่ยงการเผชิญปัญหาด้วยการดื่ม ซึ่งได้รับการยอมรับจากเพื่อนมากกว่าเด็กที่ไม่ดื่ม

 

ความเห็นของผู้สรุป

ข้อจำกัดของงานวิจัยเชิงพรรณนา ภาคตัดขวาง คือ ไม่สามารถบอกความเป็นเหตุและผลต่อกันได้ เพราะศึกษาทั้งเหตุและผลในเวลาเดียวกัน กล่าวคือผู้วิจัยได้ให้เด็กนักเรียนตอบแบบสอบถามทั้งชุดครั้งเดียว 2 ชั่วโมง เพื่อหาข้อมูลการดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งปัจจัยต่างๆ พร้อมกัน ดังนั้นกลุ่ม heavy and problem drinker ที่มีปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรม อาจเป็นผลจากการดื่มมาก ทำให้ผลการเรียนตกต่ำ มีความเครียดในการเรียน พ่อแม่ยอมรับไม่ได้ ผิดหวังในตัวลูก ยิ่งทำให้เด็กรู้สึกทุกข์ใจ และความภาคภูมิใจลดลง นอกจากนี้ การจำแนกกลุ่มย่อยโดยใช้แบบสอบถามคัดกรอง ซึ่งมีโอกาสจำแนกคนผิดได้ (misclassification) เนื่องจากการตอบแบบสอบถาม มักประเมินการดื่มต่ำกว่าความเป็นจริง การตอบแบบสอบถามยาวๆ ใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมงมีโอกาสทำให้เด็กเกิดความล้า เบื่อ และตอบไม่ตรงความจริงได้  อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ได้กลุ่มตัวอย่างที่ติดตามมานานถึง 3 ปี ได้วัดตัวแปรเป็นระยะ การวิเคราะห์แบบ cohort study น่าจะได้คำตอบที่น่าเชื่อถือและใกล้เคียงความจริงมากกว่านี้

 

Keywords: alcohol abuse, adolescence, classification, types, validity, life events, coping, problem drinkers

ที่มา: Steinhausen H-C, Metzke CW. The validity of adolescent types of alcohol use. J Child Psychol Psychiatr 2003;44:677-86.

Link: http://www.blackwell-synergy.com/doi/abs/10.1111/1469-7610.00154