วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาติดตามระยะยาวในลูกชายของพ่อที่เป็นโรคติดแอลกอฮอล์ตั้งแต่เกิดไปจนถึงอายุ 40 ปี เพื่อหาว่า พันธุกรรมจากพ่อที่ติดแอลกอฮอล์สามารถทำนายการตายของลูกชายก่อนอายุ 40 ปีได้หรือไม่

วิธีการศึกษา: โดยคัดเลือกลูกชายที่เกิดระหว่างเดือนตุลาคม ค.ศ. 1959 ถึง ธันวาคม ค.ศ. 1962 เป็น birth cohort มีทั้งหมด 9125 คนที่ Maternity Department Of the Rigshospitalet (National University Hospital) ณ เมืองโคเปนเฮเกน มีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับพ่อเด็กเพียง 8,440 คน เมื่อติดตามไปจนถึงปี ค.ศ. 1979 ลูกชายมีอายุ 17 ปี ได้ทบทวนข้อมูลพ่อของเด็กจำนวน 8,440 คนว่ามีโรคติดแอลกอฮอล์หรือไม่สืบค้นจากเวชระเบียนของ Danish Psychiatric Register ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลรวบรวมผู้ป่วยในของแผนกจิตเวชทั้งหมด นอกจากนี้ยังค้นจากรายงานบันทึกการตรวจโรคจากคลินิกรักษาโรคติดแอลกอฮอล์ในชุมชน (municipal alcoholism clinics) เขตเมืองโคเปนเฮเกนจำนวน 1,979 แห่ง พบว่า พ่อของลูกชายจำนวน 8,440 คน มีประวัติรักษาโรคติดแอลกอฮอล์จำนวน 448 คน คิดเป็นร้อยละ 5.3 ลูกชายที่เกิดจากพ่อที่เป็นโรคติดแอลกอฮอล์ (448 คน) ถูกเลือกมา 255 คนจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง (high risk group) แต่ถูกคัดออก 32 คนเนื่องจากเด็กตายในช่วงวัยทารก ถูกส่งไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม และครอบครัวย้ายถิ่นฐานออกไป จึงเหลือเพียง 223 คน ที่นำมาศึกษาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 จากนั้นเลือกกลุ่มควบคุม (controls) จากลูกชายในกลุ่มที่เกิดในช่วงเดียวกันจำนวน 7,992 คนซึ่งไม่มีประวัติพ่อติดแอลกอฮอล์ โดยมีอายุ ลำดับบุตร สถานะสังคมเศรษฐกิจของพ่อผู้ให้กำเนิด และสถานภาพสมรสของพ่อแม่ที่เหมือนกับกลุ่มเสี่ยงสูง ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มควบคุมได้ 107 คนแต่มีข้อมูลที่สมบูรณ์เพียง 106 คนซึ่งถูกจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ (LR group) ในการศึกษาครั้งนี้จึงมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 329 คนที่ติดตามระยะยาว ตั้งแต่อายุ 19-20 ปี 30 ปี และ 40 ปี ซึ่งปรากฏว่า มีลูกชายตาย 21 คน คิดเป็นอัตราตายร้อยละ 6.4 (21/329) โดยที่ 12 คนตายในช่วงติดตามเมื่ออายุ 20 ปี 2 คนตายช่วงติดตามเมื่ออายุ 30 ปี อีกคนตายหลังจากติดตามเมื่ออายุ 40 ปีได้ไม่นาน เนื่องจากข้อมูลผู้ตายมีเพียง 21 รายจึงมีข้อจำกัดสำหรับวิเคราะห์ค่าทำนาย จึงหาแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมอีก 4 แหล่งคือ 1) Danish Causes of  Death Register ซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนการตายผิดปกติของคนในเดนมาร์กซึ่งได้จากใบมรณบัตรที่ระบุโรคและสาเหตุการตายจากผลการชันสูตรศพและตรวจทางพิษวิทยา  จิตแพทย์ผู้วิจัยอาวุโสจะทำการรวบรวมหาสาเหตุการตายของกลุ่มตัวอย่าง 21 รายนี้ 2) Danish Psychiatric Register เป็นข้อมูลระดับชาติเกี่ยวกับผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจิตเวชในเดนมาร์ก จิตแพทย์ผู้วิจัยทำการศึกษาข้อมูลว่ามีพ่อของลูกชายในกลุ่มตัวอย่างหรือตัวลูกชายเองเคยมานอนรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือไม่ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชกี่ครั้ง วินิจฉัยโรคอะไรตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรคของ ICD-8 3) Municipal alcohol clinics เป็นข้อมูลผู้มีปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์มาใช้บริการแบบผู้ป่วยนอกจากหน่วยบริการในชุมชนทุกแห่ง พยาบาลผู้ร่วมวิจัยจะค้นหารายชื่อของพ่อและลูกชายในกลุ่มตัวอย่างว่ามีในรายชื่อผู้มาใช้บริการหรือไม่ ถ้ามีจึงค้นหารายละเอียดต่อว่ามาด้วยเรื่องอะไร กี่ครั้ง ระยะเวลาที่รักษาโรคติดแอลกอฮอล์นานเท่าไร 4) Perinatal data file เป็นรายงานบันทึกประวัติเด็กแรกคลอด เริ่มตั้งแต่แม่มาฝากครรภ์ การคลอด การเจริญเติบโต พัฒนาการเด็กในระยะขวบปีแรก การเจ็บป่วยช่วงอายุ 1 ปีรวมถึงการผ่าตัด วิเคราะห์ทางสถิติด้วย Chi-square และ Fisher’s Exact tests เพื่อดูความแตกต่างของอัตราตายในกลุ่มเสี่ยงสูงและกลุ่มเสี่ยงต่ำ ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่เป็นตัวเลขต่อเนื่อง วิเคราะห์ด้วย general linear model และ Wilcoxon rank sum test วิเคราะห์ปัจจัยแบบพหุสัมพันธ์ใช้สถิติ logistic regression โดยทดสอบปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ กับการมีพ่อติดแอลกอฮอล์ผลการศึกษาวิจัย: พบว่า จำนวนลูกชายที่ตาย 21 ราย อายุเฉลี่ยที่ตายคือ 31 ปี ตายเมื่ออายุ 20 ปี มี 11 ราย อายุ 30 ปีมี 8 ราย ตายเมื่ออายุ 41 ปีมี 2 ราย อัตราตายคิดเป็นร้อยละ 6.4 (21/329) เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชายทั่วไปวัย 18-40 ปี มีเพียงร้อยละ 2.2 แสดงถึงอัตราตายในกลุ่มตัวอย่างสูงกว่า 3 เท่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ Standard Mortality Ratio (SMR) ของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับร้อยละ 2.94 (95%CI =1.68-4.20, p<0.003) สอดคล้องกับงานวิจัยอื่นที่ศึกษาผู้ป่วยติดแอลกอฮอล์มีอัตราตายในช่วงอายุ 25-44 ปีสูงกว่าประชากรทั่วไป 2 เท่า สาเหตุการตายพบว่า จากอุบัติเหตุร้อยละ 66 จากการฆ่าตัวตายร้อยละ 19 จากโรคมะเร็งร้อยละ 10 และไม่ทราบสาเหตุร้อยละ 5 ซึ่งสาเหตุการตายคล้ายกันกับผู้ชายทั่วไปวัย 40 ปี สาเหตุการตายจากอุบัติเหตุ 14 รายนี้ เมื่อดูรายละเอียดพบว่า ตายเพราะพิษสุรา 5 ราย อุบัติเหตุทางรถ 3 ราย จมน้ำ 1 ราย อุบัติจากชัก 1 ราย ไฟฟ้าช็อต 1 ราย และตกตึก 1 ราย อุบัติเหตุไม่ระบุรายละเอียดอีก 2 ราย ผู้ที่ฆ่าตัวตายมีทั้งหมด 4 รายมีประวัติเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชหลายครั้ง มีประวัติใช้สารเสพติดและบุคลิกภาพแบบ borderline, เป็นโรค schizophrenia, และบุคลิกภาพแบบ antisocial personality disorder คนที่ตายจากโรคมะเร็งมี 2 รายไม่มีประวัติป่วยทางจิตเวช

ในจำนวนผู้ตาย 21 ราย มี ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์แบบอันตราย (alcohol abuse) 4 ราย ใช้สารเสพติดแบบอันตราย (drug abuse) 7 ราย และใช้ทั้งแอลกอฮอล์และสารเสพติดแบบอันตราย 5 ราย สรุปได้ว่า ผู้ตาย 16 รายมีความผิดปกติเรื่องการใช้สารเสพติดและแอลกอฮอล์ คิดเป็นร้อยละ 76 นอกจากนี้ ยังมีผู้ตาย 7 รายที่ป่วยทางจิต คิดเป็นร้อยละ 33.3 เช่น schizophrenia, paranoia, psychosis, borderline personality disorder มีเพียง 5 รายเท่านั้นที่ไม่มีประวัติการใช้สารเสพติดหรือการป่วยทางจิตเวช

เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการมีพ่อติดแอลกอฮอล์กับการตายก่อนวัย 40 ปี พบว่ากลุ่มเสี่ยงสูงมีอัตราตายร้อยละ 6.6 (15/223) เมื่อเทียบกับกลุ่มเสี่ยงต่ำซึ่งมีอัตราตายร้อยละ 5.6 (6/106) ซึ่งไม่มีความแตกต่างอย่างนัยสำคัญทางสถิติ (c2 = 0.15, d.f. =1, p <0.70) แสดงว่าปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมอย่างเดียว ไม่อาจเป็นสาเหตุการตายก่อนวัยอันสมควร

ปัจจัยด้านพัฒนาการช่วง 1 ปีแรก ระหว่างคนตายและคนที่มีชีวิตอยู่ พบว่า คนที่ตายมีร่างกายไม่ค่อยสมบูรณ์ในช่วงขวบปีแรกมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัยด้านน้ำหนักแรกคลอด เศรษฐานะของพ่อเด็ก ไม่มีความแตกต่าง

ปัจจัยด้านการเจ็บป่วยทางจิตพบว่า กลุ่มคนตายมีมากกว่ากลุ่มที่ยังมีชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 66.7 vs. ร้อยละ 12.0, p<0.001) จำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลในกลุ่มคนตายสูงกว่า (5 ครั้ง = ร้อยละ 4.47 vs. ร้อยละ 0.45, p < 0.0001) ประวัติการติดแอลกอฮอล์ในกลุ่มคนตายก็สูงกว่า (ร้อยละ 9.52 vs. ร้อยละ 1.95, p < 0.03)

เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยแบบพหุสัมพันธ์ พบว่า มี 6 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตายก่อนวัย 40 ปี คือ ประวัติการป่วยทางจิตเวช จำนวนครั้งที่นอนรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช จำนวนโรคที่วินิจฉัยทางจิตเวช ประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ ผลการตรวจสุขภาพช่วงขวบปีแรก โดยใช้รูปแบบนี้ในการคำนวณ Overall correct predictions of death เท่ากับร้อยละ 84 มี 2 ปัจจัยที่มีค่าทำนายสูง คือ จำนวนครั้งที่นอนรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชซึ่งมีความเสี่ยงต่อการตายสูงถึง 5.3 เท่า การมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ในช่วงอายุ 1 ปีแรก มีความเสี่ยงสูงเท่ากับร้อยละ 8 เมื่อตัวแปรอื่นคงที่

กล่าวโดยสรุป ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมจากพ่อที่ติดแอลกอฮอล์ ไม่อาจทำนายการตายก่อนวัยอันควรโดยตรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วม ได้แก่ ประวัติการใช้สารเสพติดหรือติดแอลกอฮอล์ การป่วยทางจิตเวช และพัฒนาการบกพร่องช่วงอายุ 1 ปี แรก ช่วยเสริมให้เกิดการตายก่อนวัยอันสมควรในลูกชายของพ่อที่ติดแอลกอฮอล์

ความเห็นของผู้สรุป

เป็นงานวิจัยชนิด historical cohort study ที่ติดตามระยะยาวนานกว่า 20 ปี แต่พบผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการศึกษาเกิดขึ้นน้อย กล่าวคือลูกชายตายเพียง 21 รายในกลุ่มตัวอย่าง 329 ราย แยกเป็นกลุ่ม HR เพียง 15 ราย กลุ่ม LR เพียง 6 ราย เมื่อวิเคราะห์หาค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ได้ odd ratio = 1.2 แต่เนื่องจากขนาดกลุ่มตัวอย่างน้อย ทำให้ไม่เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ การคัดเลือกกลุ่มควบคุม (LR group) มีขนาดน้อยกว่ากลุ่มศึกษา (HR group)ทำให้ผลลัพธ์ที่ต้องการศึกษาพบมากในกลุ่มศึกษามากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ควรใช้ขนาดกลุ่มตัวอย่างเท่ากันทั้ง 2 กลุ่มหรือไม่ก็ให้มีขนาดกลุ่มควบคุมมากกว่ากลุ่มศึกษา 2 เท่า ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการตายก่อนวัยอันสมควรในลูกชายที่พ่อติดแอลกอฮอล์ไม่สามารถอธิบายด้วยพันธุกรรมอย่างเดียวมีตัวแปรกวนที่สำคัญคือ การเจ็บป่วยทางจิตรุนแรงและพัฒนาการบกพร่องช่วงขวบปีแรกของลูกชาย ผู้วิจัยศึกษาพ่อของเด็กเฉพาะโรคติดแอลกอฮอล์แต่ใม่ได้ระบุการเจ็บป่วยทางจิตในพ่อของเด็กด้วย อาจเป็นไปได้ว่าพันธุกรรมมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการทางสมอง เสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคทางจิตเวชรุนแรงและติดแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร

อย่างไรก็ตามผลสรุปของการศึกษานี้อาจมีความจริงบางส่วนในลูกชายที่มีพ่อหรือแม่ที่ติดแอลกอฮอล์ เริ่มมีอาการป่วยทางจิตเวชรุนแรงหรือติดสารเสพติด/แอลกอฮอล์ตั้งแต่อายุยังน้อย และเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลจิตเวชบ่อยๆ มีความเสี่ยงต่อการตายผิดธรรมชาติสูง ควรมีการเฝ้าระวังและให้การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องเหมาะสม

 

Keywords: mortality, alcoholism , risk, longitudinal, alcoholic fathers, sons

ที่มา: Knop J, Penick EC, Mortensen EL, Nickel EJ, Gabrielli WF, Jansen P, Mednick SA. Prediction of mortality at age 40 in Danish males at high or low risk for alcoholism. Acta Psychiatr Scand 2004;110:476-82.

Linkhttp://www.blackwell-synergy.com/doi/abs/10.1111/j.1600-0447.2004.00393.x