คำค้นหา : กฎหมาย

คำค้นหา : กฎหมาย

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 1894 ครั้ง
บทความ เรื่อง ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่
https://cas.or.th/content?id=1059
Tags : -

ความรับผิดชอบของผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่

บทความเรื่อง ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่ อธิบายสาระสำคัญของพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยมีการปรับปรุงหลักการสำคัญให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล โดยเฉพาะในประเด็นการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมา และการกำหนดความรับผิดทางแพ่งของผู้ขายในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

กฎหมายเดิมกำหนดถ้อยคำว่า “มึนเมาจนครองสติไม่ได้” ซึ่งขาดเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้และเปิดช่องให้มีการขายแอลกอฮอล์แก่ผู้ที่มีอาการมึนเมาในระดับหนึ่ง กฎหมายฉบับแก้ไขจึงปรับหลักการเป็นการ “ห้ามขายแก่บุคคลที่มีอาการมึนเมา” โดยมุ่งเน้นการประเมินจากพฤติกรรมและอาการที่สามารถสังเกตได้ เช่น เดินเซ พูดไม่ชัด ควบคุมตนเองไม่ได้ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ

นอกจากนี้ บทความยังเน้นย้ำถึงบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเสนอให้มีการอบรมพนักงานในการสังเกตอาการมึนเมาอย่างเป็นระบบ รวมถึงการพัฒนาหลักเกณฑ์การประเมินที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขายให้แก่ผู้ที่ไม่ควรได้รับบริการ

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การนำหลักความรับผิดทางแพ่งของผู้ขายแอลกอฮอล์มาใช้ตามแนวคิดของกฎหมายต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า dram shop law ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายจากกรณีเมาแล้วขับ หรือเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา สามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ขายที่ละเลยหน้าที่ได้ กฎหมายใหม่นี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองผู้เสียหายและส่งเสริมความรับผิดชอบของธุรกิจแอลกอฮอล์ต่อสังคม

โดยสรุป บทความสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแก้ไข มิได้มุ่งลงโทษผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางสังคม ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุและความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ และสร้างระบบการเยียวยาที่เป็นธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

เขียนโดย
ไพศาล ลิ้มสถิตย์
ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ้างอิง
ไพศาล ลิ้มสถิตย์. กฎหมายใกล้ตัว: ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่. หมอชาวบ้าน. ปีที่ 47 ฉบับที่ 562; กุมภาพันธ์ 2569:59–61.


 

Liability of Alcohol Vendors under the Amended Alcohol Control Law

The article Liability of Alcohol Vendors under the New Law discusses key changes introduced by the Alcoholic Beverage Control Act (Amendment No. 2) B.E. 2568 (2025), which came into force on 8 November 2025. The amendment represents a significant shift toward international standards, particularly in prohibiting the sale of alcoholic beverages to intoxicated persons and establishing civil liability for alcohol vendors whose actions cause harm to others.

Under the previous law, alcohol sales were prohibited only when a person was “so intoxicated as to be incapable of self-control,” a vague standard that created difficulties in enforcement and allowed continued sales to visibly intoxicated customers. The amended law replaces this with a clearer prohibition on selling alcohol to any person showing signs of intoxication. Observable behaviors such as impaired balance, slurred speech, loss of self-control, or aggressive conduct are emphasized, aligning Thailand’s approach with practices commonly adopted in other countries.

The article also highlights the expanded responsibility of alcohol vendors and their staff. It emphasizes the need for structured training programs that enable employees to identify signs of intoxication accurately and to refuse service when necessary. Developing practical and consistent assessment guidelines is presented as a crucial step in preventing harm associated with excessive alcohol consumption.

A central feature of the amendment is the introduction of civil liability for alcohol vendors, based on principles similar to the dram shop law found in the United States and Canada. Under this framework, victims of alcohol-related harm—such as injuries or deaths resulting from drunk driving—may seek compensation directly from establishments that unlawfully sold alcohol to intoxicated persons or underage customers. This mechanism strengthens victim protection and reinforces social accountability within the alcohol industry.

In conclusion, the article underscores that the amended Alcoholic Beverage Control Act is not merely punitive toward businesses but serves to elevate public safety standards, reduce alcohol-related harm, and provide meaningful avenues for compensation to victims. It marks an important advancement in aligning alcohol control policy with public health and social responsibility principles

Author
Paisal Limsathit
Health Law and Ethics Center, Faculty of Law, Thammasat University

Reference
Limsathit P. Liability of alcohol vendors under the new law. Mor Chao Ban Journal. Vol. 47, No. 562; February 2026:59–61.

 

จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?
https://cas.or.th/content?id=1073
Tags : -

งานวิจัยล่าสุดจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?

ทีมวิจัยนำโดย ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย และคณะ ได้ทำการสำรวจนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 10 ประเทศอาเซียน โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานโลก "SAFER" ขององค์การอนามัยโลก

ภาพรวม: เศรษฐกิจโต คนมีกำลังซื้อ ก็ดื่มกันมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ "เหล้านอกระบบ" (เหล้าเถื่อน/หนีภาษี) ในเพื่อนบ้านบางประเทศที่สูงน่าตกใจ

3 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบ:

  1. กฎหมายมี แต่การบังคับใช้ต่างกัน: ทุกประเทศมีกฎหมายเรื่องอายุขั้นต่ำ (ส่วนใหญ่ 18 ปี, ไทย 20 ปี) และกฎหมายเมาไม่ขับ แต่ความเข้มข้นและการบังคับใช้ยังแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
  2. "ออนไลน์" คือช่องโหว่ใหญ่: มาตรการควบคุมโฆษณาในสื่อหลักทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ในแพลตฟอร์มออนไลน์และการตลาดข้ามพรมแดนยังเป็นความท้าทายใหญ่ที่ทุกประเทศเจอเหมือนกัน
  3. "ระบบบำบัด" คือจุดอ่อนที่สุดของภูมิภาค: นี่คือข้อค้นพบที่น่ากังวลที่สุด บริการช่วยเลิกบุหรี่และยาสำหรับผู้ติดสุรายังเข้าถึงยากและไม่เพียงพอในเกือบทุกประเทศ รวมถึงไทย

ทิศทางในอนาคต: งานวิจัยชี้ว่า ลำพังมาตรการในประเทศอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนเพื่อจัดการปัญหาโฆษณาข้ามชาติ และเร่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับผู้ต้องการเลิกดื่มอย่างจริงจัง

ผลการตรวจ SAFER Check-up:

  • จุดแข็ง: เรื่องกฎหมาย "เมาไม่ขับ" และ "ภาษี" ทุกประเทศมีมาตรการชัดเจน (บางประเทศเข้มกว่าไทยคือต้อง 0.00% เลยทีเดียว!)
  • จุดที่ต้องระวัง: "การควบคุมโฆษณา" แม้สื่อหลักจะคุมได้ แต่ในโลกออนไลน์และโฆษณาแฝงยังรั่วไหลเยอะมาก
  • จุดอ่อนสำคัญที่สุด: "ระบบบำบัดรักษา (F-Facilitate)" คือจุดที่อ่อนแอที่สุดในภูมิภาค คนอยากเลิกเหล้ายังเข้าถึงความช่วยเหลือและยาได้ยาก

บทสรุป: เรามีกฎหมายที่ดีหลายข้อ แต่การจะสู้กับปัญหานี้ได้จริง อาเซียนต้องจับมือกัน โดยเฉพาะการอุดรูรั่วในโลกออนไลน์ และที่เร่งด่วนคือการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกดื่มให้เข้าถึงง่ายขึ้นครับ

อ่านเพิ่มเติม: https://doi.org/10.1177/10105395251414918

 

สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรอง
https://cas.or.th/content?id=1072
Tags : -

สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรอง ตั้งแต่วันที่ 5 - 11 มกราคม 2569 จำนวน 4 ร่าง 

  1. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรที่เป็นนิติบุคคลเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ...
    https://forms.gle/fpKzeeCkQ6UfgKdeA
     
  2. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรเอกชนเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. .
    https://forms.gle/PsVRvq8Mo911rzVb8
     
  3. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ...
    https://forms.gle/3skuTdy48h3FUFKs9
     
  4. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ....
    https://forms.gle/CPDwSugrFPJfkH6z7

 

 

เจาะลึกสถิติ "ดื่มแล้วขับ" ปีใหม่ 2569: เด็กดื่มพุ่ง - เที่ยงคืน คือ นาทีวิกฤต! 
https://cas.or.th/content?id=1070
Tags : -

เจาะลึกสถิติ "ดื่มแล้วขับ" ปีใหม่ 2569: เด็กดื่มพุ่ง - เที่ยงคืน คือ นาทีวิกฤต! 


ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอเล่าข้อมูลเฝ้าระวังจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ 4 ม.ค. 69) พบสัญญาณอันตรายจากพฤติกรรมการดื่มแล้วขับที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขสถิติ โดยมี 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้ ดังนี้:

  1. เด็กและเยาวชน "ดื่มขับ" พุ่งพรวดกว่า 5% ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดในปีนี้คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน (อายุต่ำกว่า 20 ปี) มีสัดส่วนการดื่มแล้วขับสูงถึง 12.58% ซึ่งเมื่อเทียบกับปีใหม่ 2568 พบว่า เพิ่มขึ้นถึง 5.61% ในขณะที่ภาพรวมของผู้ขับขี่ทุกกลุ่มวัย พบการดื่มแล้วขับอยู่ที่ 23.56% (เพิ่มขึ้น 1.82%)
     
  2. "เที่ยงคืน" ช่วงเวลาวิกฤต กราฟสถิติรายชั่วโมงชี้ชัดว่า ช่วงเวลาที่พบอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับสูงที่สุดคือ 00.00 - 00.59 น. หรือช่วงเที่ยงคืนเข้าสู่วันใหม่ รองลงมาคือช่วงหัวค่ำ สอดคล้องกับผลตรวจเลือดที่พบแอลกอฮอล์สูงสุดในช่วงเวลาเดียวกัน
     
  3. เจาะพฤติกรรม: เมาแล้ว "ล้มเอง" ไม่ง้อคู่กรณี กว่าครึ่งของผู้ที่ดื่มแล้วขับ (51.74%) ประสบอุบัติเหตุในลักษณะ "ล้มเอง" โดยไม่มีคู่กรณี และเมื่อเจาะดูในกลุ่มที่ล้มเองนี้ พบว่าเป็น "รถจักรยานยนต์" สูงถึง 94.09% สะท้อนว่าแอลกอฮอล์ทำลายระบบประสาทสัมผัสและการทรงตัวของผู้ขี่มอเตอร์ไซค์อย่างรุนแรง
     
  4. ผลเลือดฟ้อง! เกินครึ่ง "เมาจริง" จากการส่งตรวจวิเคราะห์แอลกอฮอล์ในเลือด (ในกรณีที่เป่าไม่ได้) จำนวน 322 ตัวอย่าง พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ เกินกฎหมายกำหนดถึง 44% โดยกลุ่มอายุที่พบว่าเกินเกณฑ์มากที่สุดคือ วัยทำงานช่วงอายุ 40-49 ปี
     
  5. พื้นที่สีแดง: จังหวัดที่อัตราดื่มแล้วขับสูงสุด
  • อัตราดื่มแล้วขับสูงสุด: จ.บึงกาฬ, จ.นครพนม, จ.ยโสธร


บทสรุป: ข้อมูลปี 2569 ชี้ให้เห็นว่า "มอเตอร์ไซค์" + "เยาวชน" + "ช่วงวิกาล" คือสมการความเสี่ยงสูงสุดของการดื่มแล้วขับในปีนี้ การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ คนรอบข้างต้องช่วยกันเตือน "ดื่มไม่ขับ" เพื่อหยุดความสูญเสียที่ป้องกันได้

 

สรุปสาระสำคัญ "ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา" ตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 มาตรา 29
https://cas.or.th/content?id=1068
Tags : -

สรุปสาระสำคัญ "ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา"
ตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 มาตรา 29

เวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • 11.00 - 24.00 น.

บุคคลที่ห้ามขายให้ ร้านมีสิทธิ์ “ปฏิเสธการขาย”

  1. ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
  2. ผู้ที่มีอาการมึนเมา

หน้าที่และอำนาจของร้านค้า

  1. หากสงสัยอายุผู้ซื้อ ต้องขอดู “บัตรประชาชน หรือเอกสารราชการที่ระบุอายุ”
  2. ผู้ขายมีหน้าที่ตรวจสอบอาการมึนเมา ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดี กำหนด

ร้านค้า-ผู้ขาย ฝ่าฝืนกฎหมาย “ต้องร่วมรับผิด”

  • กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นเหตุโดยตรงให้เกิดการเสียชีวิต บาดเจ็บ ปัญหาสุขภาพ หรือทรัพย์สินเสียหาย

ความผิดทางแพ่ง: ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ความผิดทางอาญา: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล
https://cas.or.th/content?id=1067
Tags : -

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล

 


ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) สนับสนุนกฎหมายใหม่ที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบความท้าทายสำคัญ คือ "การขาดความชัดเจนในแนวทางการตรวจสอบ" ทำให้ทั้งผู้ประกอบการร้านค้าและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเกิดความสับสนว่า ขอบเขตของคำว่า "มึนเมาจนครองสติไม่ได้" อยู่ตรงไหน และจะประเมินอย่างไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ใช้เพียงความรู้สึกส่วนตัว

เราสามารถเรียนรู้จาก บทเรียนในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และแคนาดา ประเทศเหล่านี้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยให้ผู้เสิร์ฟและเจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง โดยมีหลักเกณฑ์การสังเกตที่จับต้องได้ เช่น

  1. ออสเตรเลีย: รัฐควีนส์แลนด์ ได้ระบุไว้ว่า ให้พนักงานสังเกตที่ 4 อาการเป็นหลัก ได้แก่ การพูด (speech) การทรงตัว (balance) การประสานงาน (coordination) และพฤติกรรม (behavioral) โดยมี 5-6 อาการย่อย โดยหากพบ อาการผิดปกติหลายข้อร่วมกัน ก็ควรถือว่าลูกค้านั้นมึนเมาเกินควร (unduly intoxicated)
     
  2. แคนาดา: มีรายการตรวจสอบคนเมาหรือ VIP (visibility intoxicated person) โดยมี checklist จำนวน 50 อาการ สัญญาณที่มองเห็นได้ชัดเจน ครอบคลุมทั้งลักษณะภายนอก ทัศนคติ และปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ โดยมีหลักการสำคัญ คือ "If you're not sure, don't serve" หรือ "ถ้าไม่มั่นใจว่าเมาหรือไม่ ขอให้ไม่เสริฟ"


และที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศ คือ "พนักงานฯ ต้องผ่านโปรแกรมการอบรม" ซึ่งมีในรูปแบบออนไลน์ เช่น โปรแกรม RSA (Responsible Service of Alcohol) ของออสเตรเลีย โปรแกรม Smart Serve, Serve it Right, ProServe ของแคนนาดา

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ การร่วมมือกันสร้าง "แนวทางตรวจสอบอาการมึนเมาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน" เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความมั่นใจในการทำหน้าที่ และทำให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง:

  1. Oregon Liquor & Cannabis Commission. (Revised 2012, June). 50 Signs of Visible Intoxication. Retrieved September 17, 2025, from https://www.oregon.gov/.../50_signs_visible_intoxication.pdf
  2. Business Queensland. (2019, June 25). Signs that a person is unduly intoxicated. State of Queensland. Retrieved September 17, 2025, from https://www.business.qld.gov.au/.../unduly-intoxicated/signs

 

ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
https://cas.or.th/content?id=1043

"ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล"

------------

 

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถา ในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. อยากชวนทุกคนมองภาพใหญ่ของปัญหาแอลกอฮอล์ ทั้งในมิติข้อมูล ข้อถกเถียงสำคัญ และบทบาทที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันขับเคลื่อนได้

หลายคนอาจยังจำภาพรณรงค์ที่เขียนว่า “จน เครียด กินเหล้า” ได้ดี แม้ภาพนี้จะมีอายุกว่า 18 ปีแล้ว แต่ยังสะท้อนความจริงในสังคมไทยช่วงหนึ่ง ที่การดื่มแอลกอฮอล์ถูกมองเป็นทางออกของความเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

ในอดีต แอลกอฮอล์ไม่ได้หาซื้อง่ายเหมือนทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มักดื่มตามเทศกาลหรือโอกาสพิเศษ แต่ปัจจุบัน ร้านค้า จุดจำหน่าย และช่องทางการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงการตลาดบางรูปแบบ ทำให้การดื่มกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกิดขึ้นบ่อยขึ้น

ผลที่ตามมาคือ คนไทยสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับค่ารักษาพยาบาลและผลกระทบอื่น ๆ จากการดื่มแอลกอฮอล์ ตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกันอยู่ในระดับ หลักหมื่นล้านถึงแสนกว่าล้านบาทต่อปี

หากพูดถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ปัจจุบันเรามองปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ มลพิษทางอากาศ, ยาสูบ, อาหาร, การขาดกิจกรรมทางกาย และการดื่มแอลกอฮอล์

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้นำไปสู่ 5 กลุ่มโรค NCDs หลัก คือ เบาหวาน, โรคหัวใจและหลอดเลือด, มะเร็ง, โรคทางเดินหายใจ และปัญหาสุขภาพจิต “เมื่อรวมกันแล้ว โรคกลุ่มนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึงประมาณ 75% ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับระดับโลก”

วันนี้คนไทยเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อน้อยลง แต่ส่วนใหญ่กลับเสียชีวิตจากมะเร็งและโรคหัวใจมากขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าระบบสุขภาพต้องหันมาโฟกัสที่การป้องกันมากกว่าการรักษาอย่างเดียว

การจัดการปัญหา NCDs มีอยู่สองขาหลัก ขาที่หนึ่ง คือ ขาการรักษา ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล แต่ต้องยอมรับว่าระบบการรักษาพยาบาลของไทยทำได้ดีและทัดเทียมระดับภูมิภาค ขาที่สอง คือ ขาการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่า เพราะไม่สามารถแก้ได้ในโรงพยาบาล และไม่ใช่แค่เรื่องยา

ปัจจุบัน ประเทศไทยมี

  • ผู้สูบบุหรี่ประมาณ 11 ล้านคน
  • ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 17 ล้านคน
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนประมาณ 27 ล้านคน
  • ผู้ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอประมาณ 25 ล้านคน

แม้ในระดับโลกจะมี Voluntary Target ที่ไทยให้คำมั่นไว้ แต่จาก 9 ตัวชี้วัด ประเทศไทยผ่านเพียง 2 ตัวชี้วัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลดการตายก่อนวัยอันควรและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงยังไม่ผ่าน

ประเทศไทยถือว่ามีมาตรการด้านกฎหมายที่ค่อนข้างก้าวหน้า เช่น ภาษีบุหรี่ ภาษีเหล้า ภาษีความหวาน และการควบคุมโฆษณา ซึ่งช่วยลดจำนวนผู้สูบและผู้ดื่มได้ระดับหนึ่ง จนไทยถูกจัดอยู่ใน อันดับ 3 ของโลก ด้านการควบคุมยาสูบและแอลกอฮอล์

“แต่การอยู่ระดับ 3 ไม่ได้แปลว่าเราประสบความสำเร็จ เพราะยังมีช่องว่างใหญ่ในเรื่องการนำไปปฏิบัติจริง”

กฎหมายหลายฉบับดูเหมือนเป็น “ยาแรง” แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกลดความเข้มข้น ถูกต่อต้าน หรือถูกล็อบบี้ จนประสิทธิผลลดลง

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า คนไทยกว่า 90% ยังไม่รู้พิษภัยของแอลกอฮอล์เพียงพอ หลายคนยังยึดติดกับความเชื่อเก่า เช่น การดื่มช่วยป้องกันโรคหัวใจ ทั้งที่ปัจจุบันมีการพูดถึง zero safety level อย่างชัดเจน

“วันนี้ เราต้องเปลี่ยนการสื่อสารจาก ‘เมาแล้วไม่ให้ขับ’ เป็น ‘ดื่มไม่ให้ขับ’ เพราะแค่ดื่มก็มีผลกระทบแล้ว”

นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและชุมชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นปัญหาสังคม

ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคของ Commercial Determinant of Health ที่กลไกตลาดและการค้าเข้ามามีบทบาทต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องแอลกอฮอล์ ทั้งการตลาด การโฆษณา และการขยายเวลาการขาย การทำงานเชิงนโยบายจึงต้องอาศัยหลายภาคส่วนที่อยู่นอกภาคสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการคลัง เศรษฐกิจ สื่อ อาหาร การศึกษา และแรงงาน

“สิ่งสำคัญคือการทำให้การดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่เรื่องปกติ หรือที่เรียกว่า denormalize การดื่ม ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในระยะยาว”

ประชาชน 82.8% หนุนคงมาตรการจำกัดเวลาขายเหล้า–เบียร์ ศวส. เตือนรัฐฟังเสียงส่วนใหญ่ ก่อนขยายเวลาและย้ำบทเรียน “ตีสี่” สร้างต้นทุนสุขภาพสูงกว่าประโยชน์เศรษฐกิจ
https://cas.or.th/content?id=1063
Tags : -

ประชาชน 82.8% หนุนคงมาตรการจำกัดเวลาขายเหล้า–เบียร์ ศวส. เตือนรัฐฟังเสียงส่วนใหญ่ ก่อนขยายเวลาและย้ำบทเรียน “ตีสี่” สร้างต้นทุนสุขภาพสูงกว่าประโยชน์เศรษฐกิจ

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อร่าง พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของภาครัฐ โดยเฉพาะ ประเด็นการกำหนดเวลาในการขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ภาคธุรกิจบางส่วนเสนอให้ “ขยายเวลาจำหน่าย” จากเดิมที่กฎหมายกำหนดช่วงห้ามขายระหว่าง 14.00–17.00 น. เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน กรมควบคุมโรคกำลังเตรียมจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ และคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติในไม่กี่วันนี้ เพื่อพิจารณาทิศทางนโยบายดังกล่าว ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้ง

เพื่อตอบต่อสถานการณ์ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เปิดเผย ผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เพื่อสะท้อนเสียงประชาชนและเตือนให้รัฐใช้ “ข้อมูลวิจัยเชิงประจักษ์” เป็นฐานในการตัดสินใจ มากกว่าการตอบสนองต่อแรงผลักจากกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะ ซึ่งผลจากการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย จากกลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น.

รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวย้ำว่า “เสียงประชาชนส่วนใหญ่ชัดเจนว่าต้องการให้คงเวลาห้ามขายไว้ตามเดิม เพราะมองว่าเป็นมาตรการสำคัญในการลดอุบัติเหตุและปัญหาความรุนแรง แต่ภาครัฐกลับกำลังพิจารณาขยายเวลาขายในช่วง 14.00–17.00 น. ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่สถิติอุบัติเหตุสูงสุดของวัน” โดยข้อมูลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้ว่า ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. เป็นช่วงที่มีอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุดของวัน และเป็นช่วงที่ นักเรียน นักศึกษา และพนักงานกำลังเดินทางกลับบ้าน หากยกเลิกช่วงห้ามขายในเวลานี้ จะเพิ่มโอกาสการดื่มก่อนขับขี่ และทำให้อุบัติเหตุในช่วงเย็นเพิ่มขึ้น ในด้านเศรษฐกิจและสุขภาพ ผลการประเมินของโครงการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคมจากการผ่อนคลายมาตรการแอลกอฮอล์ ปี 2566 พบว่า การขยายเวลาขายอาจเพิ่มความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุและความรุนแรงในครอบครัว เพิ่มต้นทุนทางสังคมและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และในมิติทางสังคม ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนและผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกัน หากรัฐเปิดทางให้ผู้ผลิตรายย่อยเพิ่มจำนวนหรืออนุญาตพื้นที่พิเศษเพื่อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับการท่องเที่ยวยามค่ำคืน โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด จะสร้าง “เขตยกเว้นกฎหมาย” และขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มุ่งคุ้มครองสุขภาพประชาชน

จากบทเรียนนโยบายขยายเวลา “ตีสี่” ผลจากการศึกษาโดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิที่กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้ง เพื่อติดตามผลกระทบการขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 ใน 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และเกาะสมุย พบว่า อัตราการเสียชีวิตช่วงตีสองถึงหกโมงเช้าเพิ่มขึ้น 13.4% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า (117%) และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 3 รายจากเหตุคนเมาขับชน ผู้ประกอบการในเขตโซนนิ่งส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการควบคุม เช่น ไม่ตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนขับกลับ และขายให้ผู้มึนเมา

แม้ภาครัฐคาดหวังผลเชิงเศรษฐกิจจากนโยบายดังกล่าว แต่ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปี 2023 ชี้ว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวหรูเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ 71,933 บาท และส่วนใหญ่ (81%) เดินทางมาเพื่อพักผ่อน ไม่ได้เน้นการท่องเที่ยวยามค่ำคืนเป็นหลัก โดยกิจกรรมยอดนิยม คือ การกินอาหารไทยสูงถึง 90% จึงสะท้อนว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “การดื่มยามค่ำคืน” ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการท่องเที่ยวคุณภาพ

ศวส. เสนอข้อพิจารณาต่อรัฐบาลและคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ดังนี้

  1. คงช่วงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามเดิม (14.00–17.00 น.) เพื่อสอดคล้องกับเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ (82.8%) และลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบาง
  2. ยกระดับระบบการสื่อสารสาธารณะและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดการละเมิดโดยไม่ตั้งใจ ทั้งในกลุ่มผู้ขายและผู้บริโภค
  3. ไม่ขยายเวลาขายหลังเที่ยงคืนเพิ่มเติม จากบทเรียน “ตีสี่” ที่ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
  4. ให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติใช้ข้อมูลวิจัยเชิงประจักษ์เป็นฐานตัดสินใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้การออกกฎหมายสอดคล้องกับเจตนารมณ์การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนไทย

หากรัฐบาลยืนยันจะขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดำเนินงานจำเป็นต้องมีกลไก “ลดความเสียหายและเฝ้าระวังผลกระทบ” ที่เข้มแข็งกว่าปัจจุบันอย่างมาก เพื่อไม่ให้สังคมต้องแบกรับต้นทุนด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจสูงขึ้น ศูนย์วิจัยปัญหาสุราเสนอให้ใช้แนวทาง “ขยายอย่างมีเงื่อนไข–ควบคุมเข้มกว่าก่อน” โดยต้องมาพร้อมกับกลไกเฝ้าระวังผลกระทบรายเดือน, มาตรการรับผิดร่วมของผู้ขาย, โซนนิ่งจำกัดพื้นที่, และการสื่อสารสาธารณะเข้มข้น มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “ทางเลือกรอง” แต่เป็น “เส้นกันชนสุดท้าย” ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้นำไปสู่การสูญเสียชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชนอย่างที่เคยเกิดขึ้นจากบทเรียน “ตีสี่” ในปีที่ผ่านมา “หากรัฐต้องการขยายเวลาเพื่อเศรษฐกิจ ก็ต้องขยายระบบป้องกันเพื่อชีวิตคนด้วย” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว

 

8 ประเด็นสำคัญ ในการกำหนดทิศทางของการบังคับใช้จริง หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้วันนี้ (8 พ.ย. 2568)
https://cas.or.th/content?id=1023
Tags : -

8 ประเด็นสำคัญ ในการกำหนดทิศทางของการบังคับใช้จริง
หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้วันนี้ (8 พ.ย. 2568)


8 พฤศจิกายน 2568 เมื่อพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ พระราชบัญญัตินี้ถือเป็นการปรับปรุงจากกฎหมายเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ให้ทันต่อสถานการณ์ของสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล เทคโนโลยีสื่อสาร และรูปแบบการตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ซับซ้อนขึ้น

กฎหมายฉบับใหม่นี้มีความก้าวหน้าในหลายด้าน โดยเฉพาะการเติมเต็มช่องว่างที่กฎหมายเดิมยังไม่ครอบคลุม ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้

  • การขยายคำนิยามให้ครอบคลุมสื่อยุคใหม่

พ.ร.บ. ฉบับที่ 2 ได้เพิ่มคำนิยาม “การสื่อสารทางการตลาด” เพื่อให้สามารถควบคุมพฤติกรรมการโฆษณาเชิงแฝง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การรีวิว การใช้สัญลักษณ์หรือโลโก้ที่สื่อถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกช่องทาง ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ สอดคล้องกับมาตรา 32/1–32/5 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอุดช่องว่างการตลาดสมัยใหม่ที่เข้าถึงเยาวชนได้ง่าย

  • การคุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง

ย้ำข้อห้ามในการจำหน่ายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และผู้ที่อยู่ในสภาพมึนเมา พร้อมเพิ่มบทลงโทษแก่ผู้ขายและสถานประกอบการที่ฝ่าฝืน เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการกับสังคม

  • การกำหนดพื้นที่และเวลาการขาย

ยังคงช่วงเวลาอนุญาตให้ขายไว้ที่ 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น. ตามเดิม พร้อมให้อำนาจรัฐมนตรีในการประกาศเพิ่มเติมพื้นที่ห้ามขาย เช่น รอบสถานศึกษา วัด โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ เพื่อป้องกันการเข้าถึงที่ง่ายเกินไปของกลุ่มเสี่ยง

  • การเพิ่มบทลงโทษและความรับผิดทางแพ่งของผู้ประกอบการ

นับเป็นการยกระดับความรับผิดชอบของธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีหน้าที่ตรวจสอบสถานะผู้ซื้อ และหากปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหาย อาจต้องร่วมรับผิดทางแพ่งร่วมกับผู้กระทำความผิดโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวิชาการ การประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ยังต้องการความชัดเจนในการตีความ ซึ่งการทำให้กฎหมายเกิดผลจริงจำเป็นต้องอาศัย “กฎหมายลำดับรอง” ได้แก่ กฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบปฏิบัติ ที่จะกำหนดรายละเอียดเชิงปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายแม่บท

 

ศวส. เห็นว่า “ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้” คือ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะจะเป็นการกำหนดทิศทางของการบังคับใช้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้

1. ความชัดเจนของคำนิยามและขอบเขตการบังคับใช้

นักวิชาการเสนอให้มี การนิยามคำสำคัญให้ตรงกันในทุกประกาศ เช่น คำว่า “สถานที่หรือบริเวณห้ามขาย”, “บริเวณสาธารณะ”, “การจัดเลี้ยงตามประเพณี” และ “พื้นที่ของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ” เพื่อป้องกันปัญหาการตีความแตกต่างกันระหว่างเจ้าหน้าที่แต่ละพื้นที่ และควรกำหนดหลักเกณฑ์เชิงปฏิบัติ ว่า “การจัดเลี้ยงตามประเพณี” หมายถึงงานใดบ้าง (เช่น งานศพ งานแต่ง งานทำบุญประจำปี) เพื่อป้องกันการอ้างเป็นข้อยกเว้นโดยมิชอบ

2. การซ้ำซ้อนของพื้นที่ห้ามขาย/บริโภค

ประกาศหลายฉบับ (เช่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานรัฐ พื้นที่ราชการ สถานีขนส่ง สวนสาธารณะ ทาง และ ท่าเรือ) มีลักษณะพื้นที่ทับซ้อนกัน จึงควรมี “ผังหรือแนวทางบูรณาการพื้นที่ควบคุม” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจขอบเขตเดียวกันและไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการจับกุมหรือดำเนินคดี และเสนอให้จัดทำภาคผนวกแผนที่ (GIS Mapping) แสดงพื้นที่ควบคุม เพื่อให้ตีความตรงกันทั่วประเทศ

3. การกำหนดข้อยกเว้นต้องระบุเงื่อนไขอย่างรัดกุม

หลายร่างประกาศมีการยกเว้น “บริเวณที่จัดไว้เป็นร้านค้า สโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี” ซึ่งอาจเปิดช่องให้ตีความกว้างเกินไป เสนอให้ระบุเงื่อนไขการอนุญาต (เช่น เฉพาะกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ หรือมีระบบควบคุมไม่ให้เยาวชนเข้าถึง) เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บทที่มุ่งจำกัดการเข้าถึง

4.กระบวนการคัดเลือกกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีหลายฉบับ (มาตรา 10 (4)-(8)) กำหนดกระบวนการคัดเลือกผู้แทนองค์กรต่าง ๆ นักวิชาการเห็นว่าควรเพิ่มหลักเกณฑ์ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ, คุณสมบัติด้านจริยธรรมและความเป็นกลางของผู้แทนภาคธุรกิจ, และมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างผู้แทนกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งเสนอให้มีกระบวนการสรรหาโดยคณะกรรมการอิสระร่วมกับภาควิชาการ เพื่อยืนยันความโปร่งใส

5. การบังคับใช้ในพื้นที่ท้องถิ่น

มีความกังวลว่าหน่วยงานท้องถิ่นบางแห่งยังขาดความเข้าใจและศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมาย จึงควรกำหนดในกฎหมายลำดับรองให้ชัดว่า

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างไรในการตรวจสอบและแจ้งเบาะแส
  • จะมีระบบประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไร
  • เสนอให้ระบุช่องทางร้องเรียน E-Complaint หรือ Hotline ในระเบียบ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ

6. การตีความเกี่ยวกับ “งานเลี้ยงตามประเพณี” และ “กิจกรรมพิเศษ”

ร่างประกาศบางฉบับ (เช่น ประกาศว่าด้วยทางรถไฟ และรัฐวิสาหกิจ) อนุญาตให้บริโภคได้ใน “งานเลี้ยงตามประเพณี” หรือ “กิจกรรมพิเศษ” เสนอให้ระบุเกณฑ์ชัด ๆ เช่น

  • ต้องเป็นงานที่มีลักษณะตามวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือศาสนา
  • ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหน่วยงานที่กำกับพื้นที่
  • มีมาตรการควบคุมไม่ให้เยาวชนหรือบุคคลเมาเข้าร่วม

7. ผลกระทบต่อการบังคับใช้และความเข้าใจของประชาชน

หากข้อความในประกาศยังใช้ภาษากฎหมายทั่วไปโดยไม่ระบุแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จะเกิดปัญหาการตีความต่างกันระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชน เสนอให้มี “คู่มือการตีความและการบังคับใช้ (Implementation Guideline)” ออกพร้อมกับกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศยึดแนวเดียวกัน

8. ความจำเป็นของกลไกติดตามประเมินผล

เสนอให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการติดตามผลการบังคับใช้กฎหมายลำดับรอง เพื่อติดตามปัญหา ข้อร้องเรียน และเสนอปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยมีภาควิชาการและภาคประชาสังคมร่วมเป็นกรรมการ

ดังนั้น การออกกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ถือเป็นหัวใจสำคัญของการแปลง “เจตนารมณ์ของกฎหมาย” ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ภารกิจหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “การเขียนถ้อยคำให้ครบถ้วนตามมาตรา” แต่คือการทำให้กฎหมายเหล่านั้น สะท้อนคุณค่าของสังคมที่ให้ความสำคัญกับชีวิต สุขภาพ และศักดิ์ศรีของประชาชนไทยทุกคน ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายแม่บทที่ประกาศใช้แล้วจะมีความหมายต่อสุขภาพของคนไทยได้ ก็ต่อเมื่อกฎหมายลำดับรองเหล่านี้สามารถ กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม และยึดผลประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง เพราะในที่สุดแล้ว “กฎหมาย” มิใช่เพียงเครื่องมือควบคุม หากคือพันธะร่วมของรัฐและสังคมไทยในการปกป้องสุขภาพของประชาชน และสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าของชีวิตมากกว่าผลประโยชน์ทางการค้า

ศวส. ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง "ทางลัดเศรษฐกิจ หรือ ทางตันสาธารณสุข!?"
https://cas.or.th/content?id=1020
Tags : -

ศวส. ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง "ทางลัดเศรษฐกิจ หรือ ทางตันสาธารณสุข!?"


 

ข้อสั่งการล่าสุดของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขร่วมหารือศึกษาแนวทาง “เปิดเสรีแอลกอฮอล์” ไม่ว่าจะเป็น การยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00–17.00 น. ภายในเดือนมกราคม 2569 ถูกนำเสนอในฐานะมาตรการการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของรัฐและการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว แต่คำถามสำคัญคือ — เรากำลังแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่?

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายในลักษณะเดียวกันที่ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัดในปี 2567 บ่งชี้ชัดว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

หลักฐานจากพื้นที่นำร่อง: บทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม
การประเมินผลกระทบจากการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงใน 5 จังหวัดนำร่อง ปี 2567 พบข้อค้นพบที่ควรทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องทบทวนอย่างจริงจัง

  • อุบัติเหตุและการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทันที หลังจากขยายเวลา ผู้บาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13% โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22%
  • คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เพิ่มขึ้นถึง 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง
  • ภาระระบบสาธารณสุขและความปลอดภัย โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก และเจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา
  • เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิงกลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก

ความเสี่ยงใหม่: เยาวชนและกลุ่มเปราะบาง
หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า

  • การเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น
  • การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
  • การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่เพียงประเด็น “เศรษฐกิจ” แต่คือเรื่อง “สุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ” โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

  1. รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ”
  2. หากมีการดำเนินการใด ๆ ต้อง คงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน
  3. ควรหันไป พัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม

 

นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็น “ทางลัดทางเศรษฐกิจ” แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่านี่คือ ทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศและที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง: คณะผู้ทรงคุณวุฒิอิสระเพื่อศึกษานโยบายการขยายเวลา. การประเมินผลกระทบของนโยบายการขยายเวลาปิดสถานบริการจากตีสองเป็นตีสี่ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัดของประเทศไทย 2567. วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย. 2567;3(2):1–6

 

ความคิดเห็นต่อการยกเลิกประกาศ ปว.253
https://cas.or.th/content?id=992
Tags : -

 

ความคิดเห็นต่อการยกเลิกประกาศ ปว.253

การยกเลิก คำสั่ง ปว.253 ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมอย่างกว้างขวาง หลายคนตีความว่า ประเทศไทย “ปลดล็อก” เวลาการขายเหล้าเบียร์แล้ว สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

การยกเลิก ปว. 253 ถูกตราไว้ใน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 เป็นการลบข้อกฎหมายเดิมที่ซ้ำซ้อน ส่วนพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2568 ยังคงให้จำหน่ายสุราในเวลา 11.00 น.-14.00 น.และเวลา 17.00 น.-24.00 น. เท่านั้น โดยมีข้อยกเว้นเพียง 3 กรณีคือ (1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ (2) การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และ (3) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ดังนั้นสถานที่ขายสุราอื่นนอกจากสามข้อดังกล่าว ต้องขายในเวลาที่กำหนดไว้เดิมทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการควบคุมฯ ที่จะมีขึ้นตาม พรบ.ใหม่ จะมีมติในเรื่องนี้อย่างไร ก็ต้องติดตามกันต่อไป

 

ทำไมเวลาห้ามขายจึงสำคัญต่อสังคมไทย

  1. ลดความสะดวกในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หลังเลิกงานหรือช่วงกลางคืน การจำกัดเวลาเป็น “เกราะบาง” สำคัญในการชะลอการบริโภค
  2. ลดอุบัติเหตุและความรุนแรงทางสังคม งานวิจัยจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่า ความพร้อมในการซื้อเครื่องดื่มทุกเวลา สัมพันธ์กับอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนน การทะเลาะวิวาท และอาชญากรรมที่สูงขึ้น
  3. คุ้มครองเยาวชน เวลาห้ามขายช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มได้ง่ายเกินไป โดยเฉพาะในชั่วโมงที่ครอบครัวและโรงเรียนไม่สามารถดูแลได้เต็มที่
  4. เป็นต้นแบบด้านนโยบายสาธารณะ ประเทศไทยได้รับการยกย่องในเวทีโลกว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งและสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพกับประโยชน์สาธารณะ การคงไว้ซึ่งเวลาห้ามขายถือเป็นเสาหลักสำคัญที่ไม่ควรถูกบั่นทอน

ดังนั้นข้อสรุปของเรื่องนี้คือ การยกเลิกคำสั่ง ปว.253 มิได้แปลว่าประชาชนจะซื้อขายสุราได้ตลอดเวลา เวลาห้ามขายยังคงอยู่ และยังคงจำเป็น ประเทศไทยไม่ควรเดินย้อนกลับไปสู่สังคมที่เปิดช่องให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกซื้อขายได้อย่างไร้ขอบเขต เพราะนั่นหมายถึงต้นทุนทางสุขภาพ อุบัติเหตุ และความรุนแรงที่จะตกกับครอบครัวและสังคมโดยรวม

การจำกัดเวลาขายจึงไม่ใช่การจำกัดเสรีภาพ หากแต่เป็น ภูมิคุ้มกันทางสังคมที่สำคัญ ที่ช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.