คำค้นหา : กฎหมาย

คำค้นหา : กฎหมาย

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 1831 ครั้ง
สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรอง
https://cas.or.th/content?id=1072
Tags : -

สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรอง ตั้งแต่วันที่ 5 - 11 มกราคม 2569 จำนวน 4 ร่าง 

  1. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรที่เป็นนิติบุคคลเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ...
    https://forms.gle/fpKzeeCkQ6UfgKdeA
     
  2. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรเอกชนเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. .
    https://forms.gle/PsVRvq8Mo911rzVb8
     
  3. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ...
    https://forms.gle/3skuTdy48h3FUFKs9
     
  4. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ....
    https://forms.gle/CPDwSugrFPJfkH6z7

 

 

เจาะลึกสถิติ "ดื่มแล้วขับ" ปีใหม่ 2569: เด็กดื่มพุ่ง - เที่ยงคืน คือ นาทีวิกฤต! 
https://cas.or.th/content?id=1070
Tags : -

เจาะลึกสถิติ "ดื่มแล้วขับ" ปีใหม่ 2569: เด็กดื่มพุ่ง - เที่ยงคืน คือ นาทีวิกฤต! 


ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอเล่าข้อมูลเฝ้าระวังจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ 4 ม.ค. 69) พบสัญญาณอันตรายจากพฤติกรรมการดื่มแล้วขับที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขสถิติ โดยมี 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้ ดังนี้:

  1. เด็กและเยาวชน "ดื่มขับ" พุ่งพรวดกว่า 5% ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดในปีนี้คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน (อายุต่ำกว่า 20 ปี) มีสัดส่วนการดื่มแล้วขับสูงถึง 12.58% ซึ่งเมื่อเทียบกับปีใหม่ 2568 พบว่า เพิ่มขึ้นถึง 5.61% ในขณะที่ภาพรวมของผู้ขับขี่ทุกกลุ่มวัย พบการดื่มแล้วขับอยู่ที่ 23.56% (เพิ่มขึ้น 1.82%)
     
  2. "เที่ยงคืน" ช่วงเวลาวิกฤต กราฟสถิติรายชั่วโมงชี้ชัดว่า ช่วงเวลาที่พบอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับสูงที่สุดคือ 00.00 - 00.59 น. หรือช่วงเที่ยงคืนเข้าสู่วันใหม่ รองลงมาคือช่วงหัวค่ำ สอดคล้องกับผลตรวจเลือดที่พบแอลกอฮอล์สูงสุดในช่วงเวลาเดียวกัน
     
  3. เจาะพฤติกรรม: เมาแล้ว "ล้มเอง" ไม่ง้อคู่กรณี กว่าครึ่งของผู้ที่ดื่มแล้วขับ (51.74%) ประสบอุบัติเหตุในลักษณะ "ล้มเอง" โดยไม่มีคู่กรณี และเมื่อเจาะดูในกลุ่มที่ล้มเองนี้ พบว่าเป็น "รถจักรยานยนต์" สูงถึง 94.09% สะท้อนว่าแอลกอฮอล์ทำลายระบบประสาทสัมผัสและการทรงตัวของผู้ขี่มอเตอร์ไซค์อย่างรุนแรง
     
  4. ผลเลือดฟ้อง! เกินครึ่ง "เมาจริง" จากการส่งตรวจวิเคราะห์แอลกอฮอล์ในเลือด (ในกรณีที่เป่าไม่ได้) จำนวน 322 ตัวอย่าง พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ เกินกฎหมายกำหนดถึง 44% โดยกลุ่มอายุที่พบว่าเกินเกณฑ์มากที่สุดคือ วัยทำงานช่วงอายุ 40-49 ปี
     
  5. พื้นที่สีแดง: จังหวัดที่อัตราดื่มแล้วขับสูงสุด
  • อัตราดื่มแล้วขับสูงสุด: จ.บึงกาฬ, จ.นครพนม, จ.ยโสธร


บทสรุป: ข้อมูลปี 2569 ชี้ให้เห็นว่า "มอเตอร์ไซค์" + "เยาวชน" + "ช่วงวิกาล" คือสมการความเสี่ยงสูงสุดของการดื่มแล้วขับในปีนี้ การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ คนรอบข้างต้องช่วยกันเตือน "ดื่มไม่ขับ" เพื่อหยุดความสูญเสียที่ป้องกันได้

 

สรุปสาระสำคัญ "ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา" ตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 มาตรา 29
https://cas.or.th/content?id=1068
Tags : -

สรุปสาระสำคัญ "ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา"
ตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 มาตรา 29

เวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • 11.00 - 24.00 น.

บุคคลที่ห้ามขายให้ ร้านมีสิทธิ์ “ปฏิเสธการขาย”

  1. ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
  2. ผู้ที่มีอาการมึนเมา

หน้าที่และอำนาจของร้านค้า

  1. หากสงสัยอายุผู้ซื้อ ต้องขอดู “บัตรประชาชน หรือเอกสารราชการที่ระบุอายุ”
  2. ผู้ขายมีหน้าที่ตรวจสอบอาการมึนเมา ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดี กำหนด

ร้านค้า-ผู้ขาย ฝ่าฝืนกฎหมาย “ต้องร่วมรับผิด”

  • กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นเหตุโดยตรงให้เกิดการเสียชีวิต บาดเจ็บ ปัญหาสุขภาพ หรือทรัพย์สินเสียหาย

ความผิดทางแพ่ง: ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ความผิดทางอาญา: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล
https://cas.or.th/content?id=1067
Tags : -

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล

 


ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) สนับสนุนกฎหมายใหม่ที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบความท้าทายสำคัญ คือ "การขาดความชัดเจนในแนวทางการตรวจสอบ" ทำให้ทั้งผู้ประกอบการร้านค้าและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเกิดความสับสนว่า ขอบเขตของคำว่า "มึนเมาจนครองสติไม่ได้" อยู่ตรงไหน และจะประเมินอย่างไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ใช้เพียงความรู้สึกส่วนตัว

เราสามารถเรียนรู้จาก บทเรียนในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และแคนาดา ประเทศเหล่านี้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยให้ผู้เสิร์ฟและเจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง โดยมีหลักเกณฑ์การสังเกตที่จับต้องได้ เช่น

  1. ออสเตรเลีย: รัฐควีนส์แลนด์ ได้ระบุไว้ว่า ให้พนักงานสังเกตที่ 4 อาการเป็นหลัก ได้แก่ การพูด (speech) การทรงตัว (balance) การประสานงาน (coordination) และพฤติกรรม (behavioral) โดยมี 5-6 อาการย่อย โดยหากพบ อาการผิดปกติหลายข้อร่วมกัน ก็ควรถือว่าลูกค้านั้นมึนเมาเกินควร (unduly intoxicated)
     
  2. แคนาดา: มีรายการตรวจสอบคนเมาหรือ VIP (visibility intoxicated person) โดยมี checklist จำนวน 50 อาการ สัญญาณที่มองเห็นได้ชัดเจน ครอบคลุมทั้งลักษณะภายนอก ทัศนคติ และปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ โดยมีหลักการสำคัญ คือ "If you're not sure, don't serve" หรือ "ถ้าไม่มั่นใจว่าเมาหรือไม่ ขอให้ไม่เสริฟ"


และที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศ คือ "พนักงานฯ ต้องผ่านโปรแกรมการอบรม" ซึ่งมีในรูปแบบออนไลน์ เช่น โปรแกรม RSA (Responsible Service of Alcohol) ของออสเตรเลีย โปรแกรม Smart Serve, Serve it Right, ProServe ของแคนนาดา

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ การร่วมมือกันสร้าง "แนวทางตรวจสอบอาการมึนเมาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน" เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความมั่นใจในการทำหน้าที่ และทำให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง:

  1. Oregon Liquor & Cannabis Commission. (Revised 2012, June). 50 Signs of Visible Intoxication. Retrieved September 17, 2025, from https://www.oregon.gov/.../50_signs_visible_intoxication.pdf
  2. Business Queensland. (2019, June 25). Signs that a person is unduly intoxicated. State of Queensland. Retrieved September 17, 2025, from https://www.business.qld.gov.au/.../unduly-intoxicated/signs

 

ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
https://cas.or.th/content?id=1043

"ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล"

------------

 

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถา ในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. อยากชวนทุกคนมองภาพใหญ่ของปัญหาแอลกอฮอล์ ทั้งในมิติข้อมูล ข้อถกเถียงสำคัญ และบทบาทที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันขับเคลื่อนได้

หลายคนอาจยังจำภาพรณรงค์ที่เขียนว่า “จน เครียด กินเหล้า” ได้ดี แม้ภาพนี้จะมีอายุกว่า 18 ปีแล้ว แต่ยังสะท้อนความจริงในสังคมไทยช่วงหนึ่ง ที่การดื่มแอลกอฮอล์ถูกมองเป็นทางออกของความเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

ในอดีต แอลกอฮอล์ไม่ได้หาซื้อง่ายเหมือนทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มักดื่มตามเทศกาลหรือโอกาสพิเศษ แต่ปัจจุบัน ร้านค้า จุดจำหน่าย และช่องทางการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงการตลาดบางรูปแบบ ทำให้การดื่มกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกิดขึ้นบ่อยขึ้น

ผลที่ตามมาคือ คนไทยสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับค่ารักษาพยาบาลและผลกระทบอื่น ๆ จากการดื่มแอลกอฮอล์ ตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกันอยู่ในระดับ หลักหมื่นล้านถึงแสนกว่าล้านบาทต่อปี

หากพูดถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ปัจจุบันเรามองปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ มลพิษทางอากาศ, ยาสูบ, อาหาร, การขาดกิจกรรมทางกาย และการดื่มแอลกอฮอล์

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้นำไปสู่ 5 กลุ่มโรค NCDs หลัก คือ เบาหวาน, โรคหัวใจและหลอดเลือด, มะเร็ง, โรคทางเดินหายใจ และปัญหาสุขภาพจิต “เมื่อรวมกันแล้ว โรคกลุ่มนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึงประมาณ 75% ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับระดับโลก”

วันนี้คนไทยเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อน้อยลง แต่ส่วนใหญ่กลับเสียชีวิตจากมะเร็งและโรคหัวใจมากขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าระบบสุขภาพต้องหันมาโฟกัสที่การป้องกันมากกว่าการรักษาอย่างเดียว

การจัดการปัญหา NCDs มีอยู่สองขาหลัก ขาที่หนึ่ง คือ ขาการรักษา ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล แต่ต้องยอมรับว่าระบบการรักษาพยาบาลของไทยทำได้ดีและทัดเทียมระดับภูมิภาค ขาที่สอง คือ ขาการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่า เพราะไม่สามารถแก้ได้ในโรงพยาบาล และไม่ใช่แค่เรื่องยา

ปัจจุบัน ประเทศไทยมี

  • ผู้สูบบุหรี่ประมาณ 11 ล้านคน
  • ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 17 ล้านคน
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนประมาณ 27 ล้านคน
  • ผู้ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอประมาณ 25 ล้านคน

แม้ในระดับโลกจะมี Voluntary Target ที่ไทยให้คำมั่นไว้ แต่จาก 9 ตัวชี้วัด ประเทศไทยผ่านเพียง 2 ตัวชี้วัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลดการตายก่อนวัยอันควรและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงยังไม่ผ่าน

ประเทศไทยถือว่ามีมาตรการด้านกฎหมายที่ค่อนข้างก้าวหน้า เช่น ภาษีบุหรี่ ภาษีเหล้า ภาษีความหวาน และการควบคุมโฆษณา ซึ่งช่วยลดจำนวนผู้สูบและผู้ดื่มได้ระดับหนึ่ง จนไทยถูกจัดอยู่ใน อันดับ 3 ของโลก ด้านการควบคุมยาสูบและแอลกอฮอล์

“แต่การอยู่ระดับ 3 ไม่ได้แปลว่าเราประสบความสำเร็จ เพราะยังมีช่องว่างใหญ่ในเรื่องการนำไปปฏิบัติจริง”

กฎหมายหลายฉบับดูเหมือนเป็น “ยาแรง” แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกลดความเข้มข้น ถูกต่อต้าน หรือถูกล็อบบี้ จนประสิทธิผลลดลง

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า คนไทยกว่า 90% ยังไม่รู้พิษภัยของแอลกอฮอล์เพียงพอ หลายคนยังยึดติดกับความเชื่อเก่า เช่น การดื่มช่วยป้องกันโรคหัวใจ ทั้งที่ปัจจุบันมีการพูดถึง zero safety level อย่างชัดเจน

“วันนี้ เราต้องเปลี่ยนการสื่อสารจาก ‘เมาแล้วไม่ให้ขับ’ เป็น ‘ดื่มไม่ให้ขับ’ เพราะแค่ดื่มก็มีผลกระทบแล้ว”

นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและชุมชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นปัญหาสังคม

ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคของ Commercial Determinant of Health ที่กลไกตลาดและการค้าเข้ามามีบทบาทต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องแอลกอฮอล์ ทั้งการตลาด การโฆษณา และการขยายเวลาการขาย การทำงานเชิงนโยบายจึงต้องอาศัยหลายภาคส่วนที่อยู่นอกภาคสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการคลัง เศรษฐกิจ สื่อ อาหาร การศึกษา และแรงงาน

“สิ่งสำคัญคือการทำให้การดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่เรื่องปกติ หรือที่เรียกว่า denormalize การดื่ม ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในระยะยาว”

ประชาชน 82.8% หนุนคงมาตรการจำกัดเวลาขายเหล้า–เบียร์ ศวส. เตือนรัฐฟังเสียงส่วนใหญ่ ก่อนขยายเวลาและย้ำบทเรียน “ตีสี่” สร้างต้นทุนสุขภาพสูงกว่าประโยชน์เศรษฐกิจ
https://cas.or.th/content?id=1063
Tags : -

ประชาชน 82.8% หนุนคงมาตรการจำกัดเวลาขายเหล้า–เบียร์ ศวส. เตือนรัฐฟังเสียงส่วนใหญ่ ก่อนขยายเวลาและย้ำบทเรียน “ตีสี่” สร้างต้นทุนสุขภาพสูงกว่าประโยชน์เศรษฐกิจ

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อร่าง พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของภาครัฐ โดยเฉพาะ ประเด็นการกำหนดเวลาในการขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ภาคธุรกิจบางส่วนเสนอให้ “ขยายเวลาจำหน่าย” จากเดิมที่กฎหมายกำหนดช่วงห้ามขายระหว่าง 14.00–17.00 น. เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน กรมควบคุมโรคกำลังเตรียมจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ และคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติในไม่กี่วันนี้ เพื่อพิจารณาทิศทางนโยบายดังกล่าว ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้ง

เพื่อตอบต่อสถานการณ์ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เปิดเผย ผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เพื่อสะท้อนเสียงประชาชนและเตือนให้รัฐใช้ “ข้อมูลวิจัยเชิงประจักษ์” เป็นฐานในการตัดสินใจ มากกว่าการตอบสนองต่อแรงผลักจากกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะ ซึ่งผลจากการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย จากกลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น.

รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวย้ำว่า “เสียงประชาชนส่วนใหญ่ชัดเจนว่าต้องการให้คงเวลาห้ามขายไว้ตามเดิม เพราะมองว่าเป็นมาตรการสำคัญในการลดอุบัติเหตุและปัญหาความรุนแรง แต่ภาครัฐกลับกำลังพิจารณาขยายเวลาขายในช่วง 14.00–17.00 น. ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่สถิติอุบัติเหตุสูงสุดของวัน” โดยข้อมูลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้ว่า ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. เป็นช่วงที่มีอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุดของวัน และเป็นช่วงที่ นักเรียน นักศึกษา และพนักงานกำลังเดินทางกลับบ้าน หากยกเลิกช่วงห้ามขายในเวลานี้ จะเพิ่มโอกาสการดื่มก่อนขับขี่ และทำให้อุบัติเหตุในช่วงเย็นเพิ่มขึ้น ในด้านเศรษฐกิจและสุขภาพ ผลการประเมินของโครงการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคมจากการผ่อนคลายมาตรการแอลกอฮอล์ ปี 2566 พบว่า การขยายเวลาขายอาจเพิ่มความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุและความรุนแรงในครอบครัว เพิ่มต้นทุนทางสังคมและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และในมิติทางสังคม ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนและผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกัน หากรัฐเปิดทางให้ผู้ผลิตรายย่อยเพิ่มจำนวนหรืออนุญาตพื้นที่พิเศษเพื่อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับการท่องเที่ยวยามค่ำคืน โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด จะสร้าง “เขตยกเว้นกฎหมาย” และขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มุ่งคุ้มครองสุขภาพประชาชน

จากบทเรียนนโยบายขยายเวลา “ตีสี่” ผลจากการศึกษาโดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิที่กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้ง เพื่อติดตามผลกระทบการขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 ใน 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และเกาะสมุย พบว่า อัตราการเสียชีวิตช่วงตีสองถึงหกโมงเช้าเพิ่มขึ้น 13.4% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า (117%) และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 3 รายจากเหตุคนเมาขับชน ผู้ประกอบการในเขตโซนนิ่งส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการควบคุม เช่น ไม่ตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนขับกลับ และขายให้ผู้มึนเมา

แม้ภาครัฐคาดหวังผลเชิงเศรษฐกิจจากนโยบายดังกล่าว แต่ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปี 2023 ชี้ว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวหรูเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ 71,933 บาท และส่วนใหญ่ (81%) เดินทางมาเพื่อพักผ่อน ไม่ได้เน้นการท่องเที่ยวยามค่ำคืนเป็นหลัก โดยกิจกรรมยอดนิยม คือ การกินอาหารไทยสูงถึง 90% จึงสะท้อนว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “การดื่มยามค่ำคืน” ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการท่องเที่ยวคุณภาพ

ศวส. เสนอข้อพิจารณาต่อรัฐบาลและคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ดังนี้

  1. คงช่วงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามเดิม (14.00–17.00 น.) เพื่อสอดคล้องกับเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ (82.8%) และลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบาง
  2. ยกระดับระบบการสื่อสารสาธารณะและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดการละเมิดโดยไม่ตั้งใจ ทั้งในกลุ่มผู้ขายและผู้บริโภค
  3. ไม่ขยายเวลาขายหลังเที่ยงคืนเพิ่มเติม จากบทเรียน “ตีสี่” ที่ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
  4. ให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติใช้ข้อมูลวิจัยเชิงประจักษ์เป็นฐานตัดสินใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้การออกกฎหมายสอดคล้องกับเจตนารมณ์การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนไทย

หากรัฐบาลยืนยันจะขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดำเนินงานจำเป็นต้องมีกลไก “ลดความเสียหายและเฝ้าระวังผลกระทบ” ที่เข้มแข็งกว่าปัจจุบันอย่างมาก เพื่อไม่ให้สังคมต้องแบกรับต้นทุนด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจสูงขึ้น ศูนย์วิจัยปัญหาสุราเสนอให้ใช้แนวทาง “ขยายอย่างมีเงื่อนไข–ควบคุมเข้มกว่าก่อน” โดยต้องมาพร้อมกับกลไกเฝ้าระวังผลกระทบรายเดือน, มาตรการรับผิดร่วมของผู้ขาย, โซนนิ่งจำกัดพื้นที่, และการสื่อสารสาธารณะเข้มข้น มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “ทางเลือกรอง” แต่เป็น “เส้นกันชนสุดท้าย” ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้นำไปสู่การสูญเสียชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชนอย่างที่เคยเกิดขึ้นจากบทเรียน “ตีสี่” ในปีที่ผ่านมา “หากรัฐต้องการขยายเวลาเพื่อเศรษฐกิจ ก็ต้องขยายระบบป้องกันเพื่อชีวิตคนด้วย” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว

 

8 ประเด็นสำคัญ ในการกำหนดทิศทางของการบังคับใช้จริง หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้วันนี้ (8 พ.ย. 2568)
https://cas.or.th/content?id=1023
Tags : -

8 ประเด็นสำคัญ ในการกำหนดทิศทางของการบังคับใช้จริง
หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้วันนี้ (8 พ.ย. 2568)


8 พฤศจิกายน 2568 เมื่อพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ พระราชบัญญัตินี้ถือเป็นการปรับปรุงจากกฎหมายเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ให้ทันต่อสถานการณ์ของสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล เทคโนโลยีสื่อสาร และรูปแบบการตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ซับซ้อนขึ้น

กฎหมายฉบับใหม่นี้มีความก้าวหน้าในหลายด้าน โดยเฉพาะการเติมเต็มช่องว่างที่กฎหมายเดิมยังไม่ครอบคลุม ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้

  • การขยายคำนิยามให้ครอบคลุมสื่อยุคใหม่

พ.ร.บ. ฉบับที่ 2 ได้เพิ่มคำนิยาม “การสื่อสารทางการตลาด” เพื่อให้สามารถควบคุมพฤติกรรมการโฆษณาเชิงแฝง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การรีวิว การใช้สัญลักษณ์หรือโลโก้ที่สื่อถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกช่องทาง ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ สอดคล้องกับมาตรา 32/1–32/5 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอุดช่องว่างการตลาดสมัยใหม่ที่เข้าถึงเยาวชนได้ง่าย

  • การคุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง

ย้ำข้อห้ามในการจำหน่ายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และผู้ที่อยู่ในสภาพมึนเมา พร้อมเพิ่มบทลงโทษแก่ผู้ขายและสถานประกอบการที่ฝ่าฝืน เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการกับสังคม

  • การกำหนดพื้นที่และเวลาการขาย

ยังคงช่วงเวลาอนุญาตให้ขายไว้ที่ 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น. ตามเดิม พร้อมให้อำนาจรัฐมนตรีในการประกาศเพิ่มเติมพื้นที่ห้ามขาย เช่น รอบสถานศึกษา วัด โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ เพื่อป้องกันการเข้าถึงที่ง่ายเกินไปของกลุ่มเสี่ยง

  • การเพิ่มบทลงโทษและความรับผิดทางแพ่งของผู้ประกอบการ

นับเป็นการยกระดับความรับผิดชอบของธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีหน้าที่ตรวจสอบสถานะผู้ซื้อ และหากปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหาย อาจต้องร่วมรับผิดทางแพ่งร่วมกับผู้กระทำความผิดโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวิชาการ การประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ยังต้องการความชัดเจนในการตีความ ซึ่งการทำให้กฎหมายเกิดผลจริงจำเป็นต้องอาศัย “กฎหมายลำดับรอง” ได้แก่ กฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบปฏิบัติ ที่จะกำหนดรายละเอียดเชิงปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายแม่บท

 

ศวส. เห็นว่า “ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้” คือ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะจะเป็นการกำหนดทิศทางของการบังคับใช้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้

1. ความชัดเจนของคำนิยามและขอบเขตการบังคับใช้

นักวิชาการเสนอให้มี การนิยามคำสำคัญให้ตรงกันในทุกประกาศ เช่น คำว่า “สถานที่หรือบริเวณห้ามขาย”, “บริเวณสาธารณะ”, “การจัดเลี้ยงตามประเพณี” และ “พื้นที่ของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ” เพื่อป้องกันปัญหาการตีความแตกต่างกันระหว่างเจ้าหน้าที่แต่ละพื้นที่ และควรกำหนดหลักเกณฑ์เชิงปฏิบัติ ว่า “การจัดเลี้ยงตามประเพณี” หมายถึงงานใดบ้าง (เช่น งานศพ งานแต่ง งานทำบุญประจำปี) เพื่อป้องกันการอ้างเป็นข้อยกเว้นโดยมิชอบ

2. การซ้ำซ้อนของพื้นที่ห้ามขาย/บริโภค

ประกาศหลายฉบับ (เช่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานรัฐ พื้นที่ราชการ สถานีขนส่ง สวนสาธารณะ ทาง และ ท่าเรือ) มีลักษณะพื้นที่ทับซ้อนกัน จึงควรมี “ผังหรือแนวทางบูรณาการพื้นที่ควบคุม” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจขอบเขตเดียวกันและไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการจับกุมหรือดำเนินคดี และเสนอให้จัดทำภาคผนวกแผนที่ (GIS Mapping) แสดงพื้นที่ควบคุม เพื่อให้ตีความตรงกันทั่วประเทศ

3. การกำหนดข้อยกเว้นต้องระบุเงื่อนไขอย่างรัดกุม

หลายร่างประกาศมีการยกเว้น “บริเวณที่จัดไว้เป็นร้านค้า สโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี” ซึ่งอาจเปิดช่องให้ตีความกว้างเกินไป เสนอให้ระบุเงื่อนไขการอนุญาต (เช่น เฉพาะกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ หรือมีระบบควบคุมไม่ให้เยาวชนเข้าถึง) เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บทที่มุ่งจำกัดการเข้าถึง

4.กระบวนการคัดเลือกกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีหลายฉบับ (มาตรา 10 (4)-(8)) กำหนดกระบวนการคัดเลือกผู้แทนองค์กรต่าง ๆ นักวิชาการเห็นว่าควรเพิ่มหลักเกณฑ์ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ, คุณสมบัติด้านจริยธรรมและความเป็นกลางของผู้แทนภาคธุรกิจ, และมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างผู้แทนกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งเสนอให้มีกระบวนการสรรหาโดยคณะกรรมการอิสระร่วมกับภาควิชาการ เพื่อยืนยันความโปร่งใส

5. การบังคับใช้ในพื้นที่ท้องถิ่น

มีความกังวลว่าหน่วยงานท้องถิ่นบางแห่งยังขาดความเข้าใจและศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมาย จึงควรกำหนดในกฎหมายลำดับรองให้ชัดว่า

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างไรในการตรวจสอบและแจ้งเบาะแส
  • จะมีระบบประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไร
  • เสนอให้ระบุช่องทางร้องเรียน E-Complaint หรือ Hotline ในระเบียบ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ

6. การตีความเกี่ยวกับ “งานเลี้ยงตามประเพณี” และ “กิจกรรมพิเศษ”

ร่างประกาศบางฉบับ (เช่น ประกาศว่าด้วยทางรถไฟ และรัฐวิสาหกิจ) อนุญาตให้บริโภคได้ใน “งานเลี้ยงตามประเพณี” หรือ “กิจกรรมพิเศษ” เสนอให้ระบุเกณฑ์ชัด ๆ เช่น

  • ต้องเป็นงานที่มีลักษณะตามวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือศาสนา
  • ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหน่วยงานที่กำกับพื้นที่
  • มีมาตรการควบคุมไม่ให้เยาวชนหรือบุคคลเมาเข้าร่วม

7. ผลกระทบต่อการบังคับใช้และความเข้าใจของประชาชน

หากข้อความในประกาศยังใช้ภาษากฎหมายทั่วไปโดยไม่ระบุแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จะเกิดปัญหาการตีความต่างกันระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชน เสนอให้มี “คู่มือการตีความและการบังคับใช้ (Implementation Guideline)” ออกพร้อมกับกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศยึดแนวเดียวกัน

8. ความจำเป็นของกลไกติดตามประเมินผล

เสนอให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการติดตามผลการบังคับใช้กฎหมายลำดับรอง เพื่อติดตามปัญหา ข้อร้องเรียน และเสนอปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยมีภาควิชาการและภาคประชาสังคมร่วมเป็นกรรมการ

ดังนั้น การออกกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ถือเป็นหัวใจสำคัญของการแปลง “เจตนารมณ์ของกฎหมาย” ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ภารกิจหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “การเขียนถ้อยคำให้ครบถ้วนตามมาตรา” แต่คือการทำให้กฎหมายเหล่านั้น สะท้อนคุณค่าของสังคมที่ให้ความสำคัญกับชีวิต สุขภาพ และศักดิ์ศรีของประชาชนไทยทุกคน ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายแม่บทที่ประกาศใช้แล้วจะมีความหมายต่อสุขภาพของคนไทยได้ ก็ต่อเมื่อกฎหมายลำดับรองเหล่านี้สามารถ กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม และยึดผลประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง เพราะในที่สุดแล้ว “กฎหมาย” มิใช่เพียงเครื่องมือควบคุม หากคือพันธะร่วมของรัฐและสังคมไทยในการปกป้องสุขภาพของประชาชน และสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าของชีวิตมากกว่าผลประโยชน์ทางการค้า

ศวส. ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง "ทางลัดเศรษฐกิจ หรือ ทางตันสาธารณสุข!?"
https://cas.or.th/content?id=1020
Tags : -

ศวส. ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง "ทางลัดเศรษฐกิจ หรือ ทางตันสาธารณสุข!?"


 

ข้อสั่งการล่าสุดของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขร่วมหารือศึกษาแนวทาง “เปิดเสรีแอลกอฮอล์” ไม่ว่าจะเป็น การยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00–17.00 น. ภายในเดือนมกราคม 2569 ถูกนำเสนอในฐานะมาตรการการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของรัฐและการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว แต่คำถามสำคัญคือ — เรากำลังแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่?

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายในลักษณะเดียวกันที่ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัดในปี 2567 บ่งชี้ชัดว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

หลักฐานจากพื้นที่นำร่อง: บทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม
การประเมินผลกระทบจากการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงใน 5 จังหวัดนำร่อง ปี 2567 พบข้อค้นพบที่ควรทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องทบทวนอย่างจริงจัง

  • อุบัติเหตุและการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทันที หลังจากขยายเวลา ผู้บาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13% โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22%
  • คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เพิ่มขึ้นถึง 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง
  • ภาระระบบสาธารณสุขและความปลอดภัย โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก และเจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา
  • เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิงกลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก

ความเสี่ยงใหม่: เยาวชนและกลุ่มเปราะบาง
หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า

  • การเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น
  • การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
  • การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่เพียงประเด็น “เศรษฐกิจ” แต่คือเรื่อง “สุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ” โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

  1. รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ”
  2. หากมีการดำเนินการใด ๆ ต้อง คงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน
  3. ควรหันไป พัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม

 

นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็น “ทางลัดทางเศรษฐกิจ” แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่านี่คือ ทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศและที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง: คณะผู้ทรงคุณวุฒิอิสระเพื่อศึกษานโยบายการขยายเวลา. การประเมินผลกระทบของนโยบายการขยายเวลาปิดสถานบริการจากตีสองเป็นตีสี่ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัดของประเทศไทย 2567. วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย. 2567;3(2):1–6

 

ความคิดเห็นต่อการยกเลิกประกาศ ปว.253
https://cas.or.th/content?id=992
Tags : -

 

ความคิดเห็นต่อการยกเลิกประกาศ ปว.253

การยกเลิก คำสั่ง ปว.253 ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมอย่างกว้างขวาง หลายคนตีความว่า ประเทศไทย “ปลดล็อก” เวลาการขายเหล้าเบียร์แล้ว สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

การยกเลิก ปว. 253 ถูกตราไว้ใน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 เป็นการลบข้อกฎหมายเดิมที่ซ้ำซ้อน ส่วนพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2568 ยังคงให้จำหน่ายสุราในเวลา 11.00 น.-14.00 น.และเวลา 17.00 น.-24.00 น. เท่านั้น โดยมีข้อยกเว้นเพียง 3 กรณีคือ (1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ (2) การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และ (3) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ดังนั้นสถานที่ขายสุราอื่นนอกจากสามข้อดังกล่าว ต้องขายในเวลาที่กำหนดไว้เดิมทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการควบคุมฯ ที่จะมีขึ้นตาม พรบ.ใหม่ จะมีมติในเรื่องนี้อย่างไร ก็ต้องติดตามกันต่อไป

 

ทำไมเวลาห้ามขายจึงสำคัญต่อสังคมไทย

  1. ลดความสะดวกในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หลังเลิกงานหรือช่วงกลางคืน การจำกัดเวลาเป็น “เกราะบาง” สำคัญในการชะลอการบริโภค
  2. ลดอุบัติเหตุและความรุนแรงทางสังคม งานวิจัยจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่า ความพร้อมในการซื้อเครื่องดื่มทุกเวลา สัมพันธ์กับอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนน การทะเลาะวิวาท และอาชญากรรมที่สูงขึ้น
  3. คุ้มครองเยาวชน เวลาห้ามขายช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มได้ง่ายเกินไป โดยเฉพาะในชั่วโมงที่ครอบครัวและโรงเรียนไม่สามารถดูแลได้เต็มที่
  4. เป็นต้นแบบด้านนโยบายสาธารณะ ประเทศไทยได้รับการยกย่องในเวทีโลกว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งและสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพกับประโยชน์สาธารณะ การคงไว้ซึ่งเวลาห้ามขายถือเป็นเสาหลักสำคัญที่ไม่ควรถูกบั่นทอน

ดังนั้นข้อสรุปของเรื่องนี้คือ การยกเลิกคำสั่ง ปว.253 มิได้แปลว่าประชาชนจะซื้อขายสุราได้ตลอดเวลา เวลาห้ามขายยังคงอยู่ และยังคงจำเป็น ประเทศไทยไม่ควรเดินย้อนกลับไปสู่สังคมที่เปิดช่องให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกซื้อขายได้อย่างไร้ขอบเขต เพราะนั่นหมายถึงต้นทุนทางสุขภาพ อุบัติเหตุ และความรุนแรงที่จะตกกับครอบครัวและสังคมโดยรวม

การจำกัดเวลาขายจึงไม่ใช่การจำกัดเสรีภาพ หากแต่เป็น ภูมิคุ้มกันทางสังคมที่สำคัญ ที่ช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

แอลกอฮอล์กับสุขภาพจิต: ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
https://cas.or.th/content?id=991
Tags : -

แอลกอฮอล์กับสุขภาพจิต: ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

เนื่องในโอกาสวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางจิตใจ โดยระบุว่าแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้ผู้ดื่มสูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเองและเกิดพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น โดยเฉพาะในผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว การดื่มอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ลงมือกระทำจริง แม้ในบางกรณีจะไม่ได้มีเจตนาโดยตรง แต่การขาดสติอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง เช่น การพลัดตกจากที่สูงโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกที่ระบุว่า ทุก 40 วินาทีมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย และทุก 10 วินาทีมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุหรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ

ในบริบทของประเทศไทย รายงานจากพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า การลดการบริโภคแอลกอฮอล์ในบางจังหวัดส่งผลให้จำนวนการฆ่าตัวตายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เผชิญกับความผิดหวังทางอารมณ์ เช่น ความรักหรือความเครียดจากชีวิตส่วนตัว การดื่มเพื่อหลีกหนีความทุกข์กลับกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคแอลกอฮอล์กับปัญหาสุขภาพจิตอย่างชัดเจน โดยมีข้อมูลระบุว่า ร้อยละ 20 ของผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในประเทศไทยมีประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย

แม้บางบุคคลจะใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือในการบรรเทาความทุกข์หรือ “self-medication” แต่นายแพทย์ปราการเสนอแนวทางที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์มากกว่า ได้แก่ การพูดคุยกับบุคคลที่ไว้วางใจหรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 การใช้แอปพลิเคชันให้คำปรึกษาทางจิต เช่น Line: @Khuikun หรือแอปจากสถาบันการศึกษา เช่น DMIND การทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น ร้องเพลง เดินเล่น สวดมนต์ หรือออกกำลังกาย การฝึกคิดเชิงบวกและมีเมตตาต่อตนเอง รวมถึงการฝึกขอบคุณสิ่งรอบตัว เพื่อเสริมสร้างพลังใจและความมั่นคงทางอารมณ์ โดยนายแพทย์ปราการเน้นย้ำว่า “ทุกคนผิดพลาดได้ อย่าโทษตัวเองซ้ำ ๆ จนหมดพลัง” พร้อมเสนอว่าการช่วยเหลือผู้อื่นและการคิดบวกจะเป็นพลังสะท้อนกลับมาช่วยเยียวยาตนเองในยามที่ต้องการมากที่สุด

ในด้านนโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ องค์การอนามัยโลกได้เสนอกรอบแนวทาง “SAFER” เพื่อควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยการห้ามส่งเสริมและโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกช่องทาง การจำกัดการเข้าถึงโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน การเพิ่มภาษีเพื่อควบคุมการบริโภค การบังคับใช้กฎหมาย “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” อย่างเข้มงวด และการส่งต่อผู้มีปัญหาการดื่มเข้าสู่ระบบบำบัดอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวในระดับหนึ่ง เช่น การห้ามโฆษณา การจำกัดอายุผู้ซื้อ และการลงโทษผู้ฝ่าฝืน อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องขยายผลกระทบของนโยบายไปสู่ระดับครอบครัวและชุมชน เพื่อป้องกันผลกระทบทางอ้อม เช่น ความรุนแรงในครอบครัวและภาวะซึมเศร้าในผู้ใกล้ชิด

แม้รายได้จากการจำหน่ายแอลกอฮอล์ในประเทศไทยจะสูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี แต่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ อุบัติเหตุ และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์สูงถึง 170,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงภาระทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ในด้านการรณรงค์ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทยมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานเชิงวิชาการ การสร้างเครือข่าย และการผลักดันนโยบายสาธารณะ โดยเน้นการให้ความรู้เรื่องสุขภาพจิต การลดการใช้แอลกอฮอล์ในสังคม และการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจในกลุ่มเสี่ยง เช่น เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ประสบปัญหาชีวิต นอกจากนี้ สมาคมยังสนับสนุนการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ เช่น การงดให้ของขวัญเป็นแอลกอฮอล์ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลและคำปรึกษาได้อย่างเท่าเทียม โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการลดอัตราการฆ่าตัวตายและส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจของประชาชนในระยะยาว

โดย ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร
นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ
https://cas.or.th/content?id=990
Tags : -

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สังคมไทยได้รับรู้ข่าวสองเรื่องที่สะท้อนภาพต่างขั้วของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชีวิตประจำวัน

  • ข่าวเศร้าจากนครศรีธรรมราช: พระรูปหนึ่งใช้ขวดสุราฟาดศีรษะลูกศิษย์วัดจนเสียชีวิต โดยมีรายงานว่าเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องเงินซื้อเหล้า
  • ข่าวสร้างสรรค์จากสงขลา: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชน “ตาคียะ (TAKIYA)” ซึ่งผลิตสุราพื้นบ้านจากน้ำตาลโตนดอย่างมีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันเป็นต้นแบบ soft power ไทย

สองข่าวนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันโดยตรง แต่สะท้อนความซับซ้อนของบทบาทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย—ทั้งในฐานะ “ปัจจัยเสี่ยง” และ “ทรัพยากรชุมชน”

 

เรากำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือสวนทางกัน?

ในขณะที่ภาครัฐส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านสุราพื้นบ้านอย่างมีเป้าหมายและความหวัง หลายชุมชนยังเผชิญกับปัญหาความรุนแรง ความยากจน และการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไร้การควบคุม

บทบาทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ผลิตภัณฑ์” แต่เป็นเรื่องของ “บริบท” และ “ระบบสนับสนุน” ที่ต้องพิจารณาร่วมกัน

 

พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่: ความหวังที่ต้องมีทิศทาง

ในช่วงที่สังคมกำลังรอประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ และการออกกฎหมายลำดับรอง

คำถามสำคัญคือ:

  • นโยบายสาธารณะในปัจจุบันตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนหรือไม่?
  • หน่วยงานรัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการกำกับดูแลและเป็นแบบอย่างต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ?

การตั้งคำถามแบบนี้ไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมกันออกแบบนโยบายที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ได้รับผลกระทบ แน่นอนว่าสุราพื้นบ้านสามารถเป็น soft power ได้ หากอยู่ในระบบที่มีความรับผิดชอบ มีมาตรฐาน และมีการควบคุมที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การควบคุมการเข้าถึงและการบริโภคสุราในบริบทเปราะบาง เช่น วัด ชุมชนยากจน หรือกลุ่มเสี่ยง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้จึงไม่ใช่การตัดสิน แต่เป็นการชวนให้สังคมไทยร่วมกันตั้งคำถาม และออกแบบอนาคตของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศอย่างมีสติ มีความหวัง และมีความรับผิดชอบร่วมกัน

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.