คำค้นหา : การทบทวนวรรณกรรม

คำค้นหา : การทบทวนวรรณกรรม

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 240 ครั้ง
ผลการทบทวนวรรณกรรม เรื่อง นโยบายจำกัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดระดับต่ำ กลไก ผลกระทบ และการบังคับใช้ในต่างประเทศและประเทศไทย
https://cas.or.th/content?id=1146
Tags : -

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เผยผลการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับนโยบายจำกัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดระดับต่ำ พบหลักฐานจากต่างประเทศชี้ว่า การลดเกณฑ์ BAC สามารถสัมพันธ์กับการลดพฤติกรรมดื่มแล้วขับ อุบัติเหตุ และการบาดเจ็บ แต่ประสิทธิผลของนโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ตัวเลข BAC” เพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมาย เทคโนโลยี ระบบข้อมูล การฟื้นฟูผู้กระทำผิด และการสื่อสารสาธารณะที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

24 ประเทศใช้เกณฑ์ BAC ≤ 0.02 g/dL หรือ Zero Tolerance

ผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบครอบคลุมการศึกษา 39 เรื่อง จาก 5 ภูมิภาคทั่วโลก โดยพิจารณา 3 มิติสำคัญ ได้แก่ กลไกและการดำเนินนโยบาย BAC ระดับต่ำในต่างประเทศ ผลกระทบเชิงประจักษ์ของการลดเกณฑ์ BAC ต่ำกว่า 0.05 g/dL และ Zero Tolerance รวมถึงบริบทกฎหมายและระบบบังคับใช้ของประเทศไทย งานวิจัยส่วนใหญ่อยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลางตามการประเมินด้วย ROBINS-I และไม่พบการศึกษาที่มีความเสี่ยงวิกฤต

การทบทวนพบว่า มี 24 ประเทศ ที่กำหนด BAC สำหรับผู้ขับขี่ทั่วไปที่ระดับไม่เกิน 0.02 g/dL หรือใช้แนวทาง Zero Tolerance โดยแบ่งเป็นประเทศที่ใช้เกณฑ์ BAC 0.02 g/dL จำนวน 10 ประเทศ เช่น นอร์เวย์ สวีเดน โปแลนด์ เอสโตเนีย โปรตุเกส และจีน และประเทศที่ใช้ Zero Tolerance หรือ BAC 0.00 g/dL จำนวน 14 ประเทศ สะท้อนแนวโน้มของนโยบายเชิงป้องกันที่เข้มงวดขึ้นเพื่อมุ่งลดการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน

หลักฐานต่างประเทศชี้ “ลด BAC” มีผล แต่บริบทการบังคับใช้สำคัญ

หลักฐานที่ทบทวนชี้ว่า การลดเกณฑ์ BAC จากระดับเดิมลงสู่ 0.03 หรือ 0.02 g/dL สามารถสัมพันธ์กับการลดพฤติกรรมดื่มแล้วขับ อุบัติเหตุ และการบาดเจ็บ ขณะที่ Zero Tolerance ให้ผลแตกต่างกันไปตามบริบท โดยความเข้มแข็งของระบบบังคับใช้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ

ตัวอย่างเช่น ชิลี หลังลดเกณฑ์ BAC เหลือ 0.03 g/dL พบการบาดเจ็บลดลง 31–36% และอุบัติเหตุลดลง 32% ทันที ขณะที่ ไต้หวัน หลังลดเกณฑ์เหลือ 0.03 g/dL พบการเสียชีวิตและการบาดเจ็บลดลง 18% ในเวลากลางคืน ส่วน นอร์เวย์ ภายใต้เกณฑ์ BAC 0.02 g/dL พบสัดส่วนผู้ขับขี่ที่งดดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดก่อนขับเพิ่มขึ้นจาก 82% เป็น 91% ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานไปสู่แนวคิด “ดื่มแล้วไม่ขับ” และ จีน พบว่าสัดส่วนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ลดลง 7% ภายใต้เกณฑ์ BAC 0.02 g/dL

สำหรับ Zero Tolerance หรือ BAC 0.00 g/dL ผลลัพธ์ในประชากรทั่วไปมีความหลากหลายตามบริบทและความเข้มข้นของการบังคับใช้ ตัวอย่างเช่น บราซิล เมื่อใช้นโยบาย Zero Tolerance ควบคู่กับการบังคับใช้อย่างเข้มงวด พบว่าสามารถป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 440,599 ครั้ง ขณะที่ อุรุกวัย หลังใช้ BAC 0.00 g/dL พบอุบัติเหตุรุนแรงถึงชีวิตลดลง 21% ในช่วง 12 เดือนแรก

ไม่ใช่แค่ “ลดตัวเลข” แต่ต้องสร้างระบบบังคับใช้ให้พร้อม

การกำหนด BAC ระดับต่ำทำงานผ่านหลายกลไกร่วมกัน ทั้งการสร้างบรรทัดฐานใหม่เพื่อลด “พื้นที่สีเทา” ในการตัดสินใจและส่งสัญญาณว่า “ดื่มแล้วไม่ขับ” การเพิ่มความแน่นอนในการถูกตรวจจับผ่านการสุ่มตรวจลมหายใจหรือ Random Breath Testing (RBT) การใช้บทลงโทษแบบขั้นบันไดที่ได้สัดส่วนกับระดับ BAC และประวัติการกระทำผิด ตลอดจนการใช้เทคโนโลยี เช่น Alcohol Interlock ควบคู่กับโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการฟื้นฟูผู้กระทำผิดซ้ำ

ดังนั้น การลดเกณฑ์เพียงอย่างเดียวจึงมีข้อจำกัด โดยเฉพาะต่อกลุ่มผู้ดื่มหนักและผู้กระทำผิดซ้ำ ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมและการบังคับใช้อย่างจริงจัง เอกสารสรุปว่า ประสิทธิผลสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อการกำหนด BAC ดำเนินควบคู่กับ การบังคับใช้กฎหมาย เทคโนโลยี การฟื้นฟู การสื่อสารสาธารณะ และระบบสนับสนุนอื่นอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

ประเทศไทยยังมี “5 ช่องว่าง” ของระบบบังคับใช้

ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดเกณฑ์ BAC แตกต่างกันตามกลุ่มผู้ขับขี่ โดยผู้ขับขี่ทั่วไปอยู่ที่ 0.05 g/dL ขณะที่กลุ่มเฉพาะ 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ผู้ใช้ใบอนุญาตขับขี่ชั่วคราว ผู้ใช้ใบอนุญาตผิดประเภท และผู้ไม่มีหรือถูกพักใช้ใบอนุญาต อยู่ที่ 0.02 g/dL ส่วนรถสาธารณะ/รถพาณิชย์กำหนดที่ 0.00 g/dL ตามข้อมูลที่รายงานในเอกสาร

อย่างไรก็ตาม การทบทวนพบช่องว่างเชิงระบบของการบังคับใช้กฎหมาย BAC ในประเทศไทย 5 ประการ ได้แก่ (1) การตรวจไม่ครอบคลุม โดยมักเข้มข้นในช่วงเทศกาล (2) ผลตรวจล่าช้าในคดีรุนแรง ซึ่งอาจทำให้ค่าที่ตรวจได้คลาดเคลื่อนจากระดับขณะขับขี่ (3) ฐานข้อมูลผู้กระทำผิดซ้ำไม่เชื่อมโยง (4) บทลงโทษไม่ผูกกับระดับ BAC ทำให้ผู้มีความเสี่ยงสูงอาจได้รับโทษใกล้เคียงกับผู้ที่เกินเกณฑ์เพียงเล็กน้อย และ (5) การสื่อสารไม่ต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนมองว่าการบังคับใช้มุ่งจับผิดเพื่อค่าปรับมากกว่าการสร้างความปลอดภัย

จาก “การลดตัวเลข BAC” สู่ “การสร้างระบบที่พร้อม”

ผลการศึกษาจึงเสนอให้ประเทศไทยพิจารณาความพร้อมของระบบควบคู่ไปกับการตัดสินใจเรื่องเกณฑ์ BAC โดยมีทางเลือกเชิงนโยบายตั้งแต่การคงเกณฑ์ 0.05 g/dL แต่เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้ การลดเหลือ 0.02 g/dL ทันทีทุกกลุ่ม การปรับลดแบบเป็นระยะ (Phased-in) ไปจนถึงการควบคุมเข้มเฉพาะกลุ่มหรือพื้นที่เสี่ยง ทั้งนี้ เอกสารเตือนว่า หากระบบยังไม่มีความพร้อม การประกาศลดเกณฑ์ทันทีอาจเพิ่มภาระต่อระบบศาลและโรงพยาบาลมากกว่าการสร้างผลลัพธ์ด้านความปลอดภัย

ข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติประกอบด้วย การสุ่มตรวจตลอดปี (RBT) ให้เป็นมาตรการประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะเทศกาล การจัดทำแนวปฏิบัติกลาง (SOP) และมาตรฐานเดียวในการตรวจ BAC ในกรณีอุบัติเหตุรุนแรง การกำหนดบทลงโทษแบบขั้นบันไดให้สอดคล้องกับปริมาณแอลกอฮอล์และประวัติคดี การพัฒนาฐานข้อมูลบูรณาการเชื่อมโยงตำรวจ–ศาล–ขนส่ง–คุมประพฤติ–สาธารณสุข การใช้มาตรการฟื้นฟูและบำบัดรักษาควบคู่กับการลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดซ้ำ และการประเมินความพร้อมของระบบก่อนประกาศใช้เกณฑ์ 0.02 g/dL ทั่วประเทศ

ท้ายที่สุด เป้าหมายของนโยบายไม่ควรหยุดอยู่ที่การถกเถียงว่า “ตัวเลข BAC ควรเป็นเท่าไร” แต่ควรมุ่งไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้มาตรการเกิดผลจริง ทั้งการตรวจจับที่ครอบคลุม การบังคับใช้ที่แน่นอนและเป็นธรรม ระบบข้อมูลที่เชื่อมโยง และการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เพื่อบรรลุเป้าหมายปลายทาง คือ “ลดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และการเสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับ”

อ้างอิง: พลเทพ วิจิตรคุณากร, อัจฉรา ประจงจีบ, และชฎาบุญ เจียรธนกฤติ. (2569). รายงานการศึกษาและทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ เรื่อง กลไกและผลกระทบการดำเนินนโยบายจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดระดับต่ำในต่างประเทศ และสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย. ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT
https://cas.or.th/content?id=1096
Tags : -

แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT

ผู้เขียน: รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร 

เผยแพร่เมื่อ: พฤษภาคม 2569


1. Highlight

ในแวดวงสาธารณสุขและการแพทย์ปฐมภูมิ เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT ถือเป็นมาตรฐานระดับสากลที่ใช้ในการคัดกรองพฤติกรรมการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างแพร่หลาย แม้ว่างานวิจัยเชิงระบาดวิทยาจะชี้ชัดว่า คะแนนที่ได้จากเครื่องมือทั้งสองชิ้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (r = 0.82 - 0.83, p < 0.001) ซึ่งสะท้อนความสอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญในระดับกลุ่มประชากร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติระดับบุคคล มีข้อจำกัดทางเทคนิคที่ไม่สามารถนำคะแนนดิบมาเปรียบเทียบ เทียบเคียง หรือแปลงค่าแปรผันตรงร่วมกันได้โดยตรง เนื่องด้วยความแตกต่างทางโครงสร้างและกรอบเวลาการประเมิน

2. บทนำ: เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT คืออะไร?

การคัดกรองผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและบำบัดรักษาในระบบสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) จึงได้พัฒนาเครื่องมือมาตรฐานขึ้นมา 2 ชนิด ซึ่งได้รับการแปลและทดสอบความเที่ยงตรงในบริบทประเทศไทยแล้ว ได้แก่:

  • ASSIST (Alcohol, Smoking and Substance Involvement Screening Test): เป็นแบบคัดกรองที่ออกแบบมาเพื่อประเมินการใช้สารเสพติดและสารกระตุ้นทุกประเภทแบบองค์รวมในชุดคำถามเดียว โครงสร้างประกอบด้วยคำถาม 8 ข้อ ครอบคลุมสารเสพติด 10 ชนิด (เช่น ยาสูบ แอลกอฮอล์ กัญชา ยาบ้า สารระเหย ฯลฯ) โดยมุ่งเน้นการให้คะแนน "ระดับการเกี่ยวข้องกับสาร" (Specific Substance Involvement Score) เพื่อจำแนกผู้รับการประเมินออกเป็นกลุ่มความเสี่ยงระดับต่ำ ปานกลาง และสูง
  • AUDIT (Alcohol Use Disorders Identification Test): เป็นแบบคัดกรองที่จำเพาะเจาะจง (Specific เครื่องมือ) ต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ ประกอบด้วยชุดคำถาม 10 ข้อ ที่มุ่งเจาะลึก 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ปริมาณและความถี่ในการดื่ม (คำถามข้อ 1-3), อาการของการติดสุรา (คำถามข้อ 4-6) และผลกระทบหรือปัญหาที่เกิดจากการดื่ม (คำถามข้อ 7-10) เครื่องมือนี้ได้รับยอมรับว่ามีความไว (Sensitivity) และความจำเพาะ (Specificity) สูงในการคัดกรอง ตั้งแต่ผู้ดื่มระดับเสี่ยงไปจนถึงผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงหรือติดแอลกอฮอล์

3. ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของ ASSIST และ AUDIT

จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อทดสอบความเที่ยงตรง (Validation Studies) พบหลักฐานที่สอดคล้องกันทั่วโลก โดยงานวิจัยชิ้นสำคัญของ Humeniuk และคณะ (2008) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พัฒนาเครื่องมือ ASSIST ได้แสดงให้เห็นว่า คะแนน ASSIST ในส่วนที่ประเมินแอลกอฮอล์ มีค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's r) กับคะแนนรวมของ AUDIT สูงถึง 0.82 (p < 0.001)

นอกจากนี้ การศึกษาในบริบทวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น การทดสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือฉบับภาษาฝรั่งเศสโดย Khan และคณะ (2011) ก็ยืนยันผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน โดยพบค่าสหสัมพันธ์สูงถึง 0.83 (p < 0.001) ข้อค้นพบเหล่านี้นำมาสู่ข้อสรุปทางสถิติว่า เครื่องมือทั้งสองชิ้นสามารถประเมินแนวโน้มพฤติกรรมปัญหาของผู้บริโภคสุราได้สอดคล้องกันประมาณ 82-83% ในระดับภาพรวมประชากร กล่าวคือ หากกลุ่มประชากรใดได้คะแนน ASSIST ด้านแอลกอฮอล์สูง ก็มักจะมีแนวโน้มได้คะแนน AUDIT สูงตามไปด้วย

4. ข้อจำกัดและข้อควรระวังในการใช้คะแนนข้ามเครื่องมือ

แม้เครื่องมือทั้งสองจะให้ผลลัพธ์ที่สอดประสานกันในทางสถิติ แต่ในทางคลินิกหรือการประเมินรายบุคคล ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องตระหนักถึงข้อจำกัดและไม่ควรนำคะแนนมาคำนวณทดแทนกันเนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้:

  • กรอบเวลาการประเมินที่แตกต่างกัน: เครื่องมือ ASSIST มุ่งสำรวจพฤติกรรมการใช้สารในช่วง 3 เดือนล่าสุด เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ขณะที่ AUDIT มุ่งประเมินพฤติกรรมการดื่มย้อนหลังตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งยาวนานกว่า

  • ระบบการให้คะแนนและช่วงคะแนนดิบ: ช่วงคะแนนรวมของเครื่องมือทั้งสองไม่เท่ากัน (ASSIST แอลกอฮอล์ มีช่วงคะแนน 0-39 ส่วน AUDIT มีช่วงคะแนน 0-40) และมีโครงสร้างการถ่วงน้ำหนักคะแนนรายข้อที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่มีสูตรคณิตศาสตร์มาตรฐานในการแปลงคะแนนจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งได้โดยตรง

  • ความคลาดเคลื่อนในระดับบุคคล: รูปแบบพฤติกรรมการดื่มเฉพาะบุคคล (เช่น ผู้ที่เพิ่งหยุดดื่มหนักมา 4 เดือน หรือผู้ที่ดื่มเฉพาะช่วงเทศกาล) อาจทำให้คะแนน ASSIST อยู่ในระดับความเสี่ยงหนึ่ง แต่คะแนน AUDIT ตกอยู่ในอีกระดับหนึ่ง การแปรผลจึงต้องอาศัยดุลยพินิจทางคลินิก และข้อมูลปัจจัยร่วม เช่น อายุ เพศ โรคร่วม และบริบททางสังคม

5. ควรเลือกใช้ ASSIST หรือ AUDIT เมื่อใด?

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการคัดกรองในชุมชนหรือสถานพยาบาล ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มีข้อเสนอแนะในการเลือกใช้เครื่องมือตามบริบท ดังนี้:

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ ASSIST:

    1. งานคัดกรองสุขภาพองค์รวมที่ต้องการตรวจหาการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกันในคราวเดียว เช่น การตรวจสุขภาพประจำปีของกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มเสี่ยง

    2. บริบทที่ผู้คัดกรองหรือผู้ตอบแบบสอบถามไม่มีความคุ้นเคยกับการคำนวณหน่วย "ดื่มมาตรฐาน" (Standard Drink) เนื่องจากข้อคำถามของ ASSIST ไม่ได้เจาะลึกเรื่องปริมาณและขนาดภาชนะโดยตรง

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ AUDIT:

    1. งานสร้างเสริมสุขภาพและบำบัดรักษาที่เน้นแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว

    2. ในสถานพยาบาลที่บุคลากรมีความเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับการแปลงปริมาณการดื่มของชาวบ้านให้เป็นหน่วยดื่มมาตรฐาน (เช่น การเทียบปริมาณเป็นฝา เหล้าแบน เหล้ากลม หรือจำนวนกระป๋อง/ขวดเบียร์)

    3. การคัดกรองกลุ่มประชากรที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แต่มีพฤติกรรมการดื่มหนักเป็นช่วง ๆ หรือดื่มตามเทศกาล (Binge Drinking) เนื่องจากกรอบเวลา 1 ปีของ AUDIT จะช่วยดักจับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ดีกว่า

6. บทสรุป

สรุปได้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีสูตรมาตรฐานในการแปลงคะแนนดิบระหว่าง ASSIST และ AUDIT อย่างไรก็ดี ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ "เกณฑ์ระดับความเสี่ยง" ของเครื่องมือแต่ละชิ้นมาอนุมานระดับความรุนแรงเพื่อวางแนวทางการช่วยเหลือ (Intervention) ที่สอดคล้องกันได้ เช่น การใช้คะแนน ASSIST ตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป หรือคะแนน AUDIT ตั้งแต่ 8 คะแนนขึ้นไป เป็นจุดตัดในการเริ่มให้การบำบัดแบบสั้น (Brief Intervention: BI) ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกบริบท ยึดหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของเครื่องมือนั้น ๆ เป็นหลัก และใช้ดุลยพินิจทางคลินิกร่วมด้วยเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้ป่วยและการตัดสินใจด้านสาธารณสุข

7. References

  • World Health Organization ASSIST Working Group. The alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST): development, reliability and feasibility. Addiction. 2002;97(9):1183-94.
  • Saunders JB, Aasland OG, Babor TF, de la Fuente JR, Grant M. Development of the alcohol use disorders identification test (AUDIT): WHO collaborative project on early detection of persons with harmful alcohol consumption-II. Addiction. 1993;88(6):791-804.
  • Humeniuk R, Ali R, Babor TF, et al. Validation of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Addiction. 2008;103(6):1039-47.
  • Khan R, Chatton A, Nallet A, Broers B, Thorens G, Achab-Arigo S, Poznyak V, Fleischmann A, Khazaal Y, Zullino D. Validation of the French version of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Eur Addict Res. 2011;17(4):190-7.

เผยแพร่โดย: ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

งานชิ้นนี้ได้รับอนุญาตภายใต้ครีเอทีฟคอมมอนส์ (CC BY-NC-ND) อนุญาตให้คัดลอกและเผยแพร่โดยไม่ดัดแปลง ต้องระบุแหล่งที่มา และห้ามใช้เพื่อการค้า

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.