คำค้นหา : การเข้าถึง

คำค้นหา : การเข้าถึง

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 830 ครั้ง
รายงานวิจัย โครงการเผยแพร่ข้อมูลด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับสากลสู่ประชาชนทั่วไป
https://cas.or.th/content?id=1116
Tags : -

รายงานวิจัย "โครงการเผยแพร่ข้อมูลด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับสากลสู่ประชาชนทั่วไป" นำเสนอการดำเนินงานเผยแพร่ข้อมูลและมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากนานาประเทศสู่สาธารณชนไทยผ่านสื่อออนไลน์ โดยประเมินการเข้าถึง การมีส่วนร่วม และประสิทธิผลของการสื่อสารบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อส่งเสริมความรู้ ความตระหนัก และการสนับสนุนนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย


This research report "Dissemination of international alcohol control measures to Thai public" presents the dissemination of international alcohol control information and policies to the Thai public through digital media platforms. The study evaluates audience reach, engagement, and communication effectiveness to enhance public awareness, knowledge, and support for alcohol control policies in Thailand.

รายงานวิจัย การศึกษามาตรการและแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกและต่อใบอนุญาตจำหน่ายสุราภายใต้นโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท จังหวัดพิษณุโลก
https://cas.or.th/content?id=1115
Tags : -

งานวิจัยเรื่อง “กการศึกษามาตรการและแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกและต่อใบอนุญาตจำหน่ายสุราภายใต้นโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท จังหวัดพิษณุโลก” ศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำกับดูแลการออกและต่ออายุใบอนุญาตจำหน่ายสุรา โดยเปรียบเทียบมาตรการในต่างประเทศกับบริบทของประเทศไทย และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายและกลไกที่ช่วยส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการกระจายอำนาจในระดับท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ


The study “A Study of Measures and Approaches to Promote Community Participation in the Issuance and Renewal of Liquor Licenses under Alcohol Control Policies in Semi-Urban and Semi-Rural Communities, Phitsanulok Province.” examines community participation in the regulation of liquor license issuance and renewal. By comparing international practices with the Thai context and analyzing factors influencing public participation in Phitsanulok Province, the study proposes policy recommendations and mechanisms to strengthen community involvement, improve local alcohol access control, and support effective decentralization.

รายงานวิจัย ผลของโปรแกรมลดการตีตรา เพื่อเพิ่มการเข้าสู่บริการของผู้มีปัญหาการใช้สุรา จังหวัดพัทลุง
https://cas.or.th/content?id=1114
Tags : -

งานวิจัยเรื่อง “ผลของโปรแกรมลดการตีตรา เพื่อเพิ่มการเข้าสู่บริการของผู้มีปัญหาการใช้สุรา จังหวัดพัทลุง” มุ่งศึกษาสถานการณ์และประสบการณ์การถูกตีตราของผู้มีปัญหาจากการดื่มสุรา ทั้งจากตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และบุคลากรสุขภาพ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงการบำบัดรักษา พร้อมทั้งพัฒนาและทดสอบโปรแกรมลดการตีตราเพื่อส่งเสริมการยอมรับ การสนับสนุนทางสังคม และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพของผู้มีปัญหาสุรา อันนำไปสู่การดูแลรักษาและการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


The study “The Effectiveness of Reduce Stigma Program for Enhancing Service among Alcohol used Disorder” investigates the experiences and forms of stigma faced by people with alcohol use problems, including self-stigma and stigma from families, communities, society, and healthcare providers, which can hinder access to treatment. The study develops and evaluates a stigma reduction program aimed at enhancing social support, reducing discrimination, and increasing access to healthcare and treatment services, thereby improving recovery and long-term care outcomes.

รายงานวิจัย การพัฒนารูปแบบชุมชนเพื่อคัดกรอง บำบัดแบบสั้น ส่งต่อระบบบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตและสังคมของผู้ที่มีปัญหาการใช้สุรา แบบครบวงจร
https://cas.or.th/content?id=1109

งานวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบชุมชนเพื่อคัดกรอง บำบัดแบบสั้น ส่งต่อระบบบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตและสังคมของผู้ที่มีปัญหาการใช้สุรา แบบครบวงจร” มุ่งศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงบริการของผู้มีปัญหาจากการดื่มสุรา พร้อมพัฒนารูปแบบการคัดกรอง การบำบัดแบบสั้น การส่งต่อ และการฟื้นฟูทางจิตสังคมในระดับชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ดื่ม ครอบครัว ชุมชน และบุคลากรสาธารณสุข เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาและสนับสนุนการลด ละ เลิกสุราอย่างยั่งยืน


The study “Community Model Development for Screening Brief Intervention referral system to complete cycle of Treatment, and Psychosocial Rehabilitation” aims to examine factors influencing access to care and to develop a community-based approach for alcohol screening, brief intervention, referral, and psychosocial rehabilitation. The model emphasizes the involvement of drinkers, families, communities, and healthcare providers to improve access to treatment and support sustainable alcohol reduction and recovery.

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง
https://cas.or.th/content?id=1098
Tags : -

เอกสาร Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งมุ่งสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้บริบทการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568

สาระสำคัญของการประชุมสะท้อนแนวคิด “สมดุลแห่งอนาคต” ที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเน้นว่าการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มิใช่การจำกัดโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้การเติบโตเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดี

การประชุมได้เน้นบทบาทสำคัญของ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกลไกใหม่ภายใต้กฎหมายฉบับล่าสุดในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งเมืองท่องเที่ยว ย่านเศรษฐกิจกลางคืน พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่ใกล้สถานศึกษา

อีกประเด็นสำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Data-Driven Policy) ผ่านการนำเสนอกรณีศึกษาจากหลายจังหวัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้ข้อมูลสถานการณ์จริงสามารถนำไปสู่การพัฒนามาตรการ การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ การประชุมยังให้ความสำคัญกับการป้องกันเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบางจากผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยนำเสนอผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศเกี่ยวกับการลดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ปลอดแอลกอฮอล์ และการใช้ทุนทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนเป็นเครื่องมือในการลดปัจจัยเสี่ยง

โดยสรุป การประชุมครั้งนี้ได้เสนอทิศทางสำคัญของการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และประสบการณ์จากการดำเนินงานในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและมาตรการที่สามารถคุ้มครองสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบทางสังคม เสริมสร้างความปลอดภัยของชุมชน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ
https://cas.or.th/content?id=1091
Tags : -

เอกสาร Proceedings ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับภูมิภาค ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ของประเทศไทย

เนื้อหาภายในเล่มครอบคลุมทั้งการปาฐกถาพิเศษ การบรรยายสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ เวทีเสวนาเชิงนโยบาย กรณีศึกษาการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด ตลอดจนบทคัดย่อผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ โดยมุ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างมิติสุขภาพ ความปลอดภัย การท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างสมดุลและยั่งยืน

เอกสารฉบับนี้ยังนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ ทั้งด้านพฤติกรรมการดื่ม การเข้าถึงจุดจำหน่าย ผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยทางถนนและผลกระทบทางสังคม พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่เน้นการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นฐานในการกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนบทบาทของภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมกันสร้างกลไกการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละจังหวัด

Proceedings เล่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกกิจกรรมของการประชุม หากแต่เป็นฐานองค์ความรู้และพื้นที่รวบรวมบทเรียนสำคัญสำหรับนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายภาคสังคม ในการนำไปใช้ต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และการขับเคลื่อนงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ อันจะนำไปสู่สังคมที่ปลอดภัย มีสุขภาวะ และมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รับผิดชอบและยั่งยืน

ถอดรหัสผลกระทบเชิงลึก: การปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์ กับวิกฤตอุบัติเหตุทางถนนที่ซ่อนเร้นช่วงปีใหม่ 2569
https://cas.or.th/content?id=1078
Tags : -

ถอดรหัสผลกระทบเชิงลึก: การปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์กับวิกฤตอุบัติเหตุทางถนนที่ซ่อนเร้นช่วงปีใหม่ 2569


โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษมศักดิ์ จันดี สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จากที่รัฐบาลประกาศปลดล็อคให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ตามประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ครอบคลุมช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 จึงนำไปสู่การติดตามประเมินผลนโยบายดังกล่าวผ่านข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ซึ่งบทความนี้เขียนจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่เจาะลึกลงไปในข้อมูลรายวัน รายพื้นที่ และรายกลุ่มอายุ ด้วยการเปรียบเทียบสถิติตามกรอบเวลา “7 วันอันตราย” ภายใต้การรณรงค์ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เพื่อแสดงให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวได้สร้างรูปแบบความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย โดยมีพฤติกรรม "ดื่มแล้วขับ" เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยตรง และหลักฐานเชิงประจักษ์ในระดับสากลยืนยันว่า "มาตรการควบคุมความพร้อมในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะการจำกัดวันและเวลาจำหน่าย เป็นมาตรการเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิผลสูง" การผ่อนปรนนโยบายนี้จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่สวนทางกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ได้รับการยอมรับ โดยผลจากการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงข้อค้นพบสำคัญ (Key Findings) 3 ประการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขภาพรวม อันได้แก่ การเกิดพื้นที่เสี่ยงใหม่ในจังหวัดท่องเที่ยว ผลกระทบที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มเยาวชน และความรุนแรงที่กระจุกตัวในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

 

ข้อค้นพบที่ 1: ความรุนแรงที่กระจุกตัวใน "วันที่มีการเฉลิมฉลองและเดินทางสูงสุด" ของเทศกาลปีใหม่ 2569

การพิจารณาสถิติในภาพรวมตลอดช่วง "7 วันอันตราย" อาจบดบังแนวโน้มที่อันตรายซึ่งเกิดขึ้นในบางช่วงเวลาได้ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบรายวันที่เปรียบเทียบสถิติตามกรอบเวลา “7 วันอันตราย” กับปีก่อนหน้าจึงเผยให้เห็นความจริงที่น่ากังวล แม้ภาพรวมตลอด 7 วันของปีใหม่ พ.ศ. 2569 จะมีจำนวนอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 22.6 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 22.3 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 22.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 2 และวันที่ 3 ของเทศกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเฉลิมฉลองและเดินทางสูงสุด ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนี้

  • วันที่ 3 ของเทศกาล พบจำนวนอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.7 ผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6 และที่น่าตกใจคือจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับวันเดียวกันของเทศกาลในปีก่อนหน้า
  • วันที่ 2-3 ของเทศกาล พบสัดส่วนการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจาก 'ดื่มแล้วขับ' เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในวันที่ 2 ซึ่งมีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วน (Absolute change in proportion) เพิ่มขึ้นสูงสุด โดยการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น 9.3 จุดเปอร์เซ็นต์ และการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 7.2 จุดเปอร์เซ็นต์

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่มแล้วขับที่อาจสัมพันธ์โดยตรงกับการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อค้นพบจากงานวิจัยในระดับนานาชาติที่ชี้ว่า การขยายเวลาจำหน่ายมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุและความรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเดินทางและเฉลิมฉลอง สูงสุด4, 5, 6 ข้อมูลนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า แม้ภาพรวมจะดีขึ้น แต่ความเสี่ยงได้กระจุกตัวและทวีความรุนแรงขึ้นในบางช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด นอกจากช่วงเวลาแล้ว บริบทเชิงพื้นที่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

การวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยปรับปัจจัยวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ รวมถึงความแตกต่างระหว่างวันธรรมดาและวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อสะท้อนโครงสร้างความเสี่ยงเชิงระบาดวิทยา ซึ่งได้ร่วมอภิปรายเชิงวิชาการกับ Professor Dr. Jürgen Rehm ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านแอลกอฮอล์ พบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และ 1 มกราคม 2569 สูงกว่าที่คาดหมาย แม้แนวโน้มระยะยาวจะลดลง โดยบทบาทของแอลกอฮอล์เด่นชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 14 ในภาพรวมของช่วงเทศกาล เพิ่มเป็นร้อยละ 22 ในวันที่ 1 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุด ผลการศึกษานี้แม้ยังไม่สามารถสรุปเชิงเหตุผลโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ แต่สะท้อนสัญญาณความเสี่ยงจากอิทธิพลทางอ้อมของการทำให้การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง

 

ข้อค้นพบที่ 2: พื้นที่ท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่กลายเป็น "จุดเสี่ยงใหม่" ของการเสียชีวิตจากดื่มแล้วขับ

นโยบายแบบ "หนึ่งเดียวใช้กับทุกคน" (one-size-fits-all) อาจไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยที่มีความหลากหลายเชิงพื้นที่และสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของจุดจำหน่ายแอลกอฮอล์และกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างเข้มข้น ผลการวิเคราะห์พบว่าจังหวัดพิษณุโลกและภูเก็ตมีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนอุบัติเหตุและการเสียชีวิตจาก "ดื่มแล้วขับ" อย่างมีนัยสำคัญ

  • จังหวัดพิษณุโลก มีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนอุบัติเหตุจาก "ดื่มแล้วขับ" +32.5 (จุดเปอร์เซ็นต์) และส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนการเสียชีวิตจาก"ดื่มแล้วขับ" +62.5 (จุดเปอร์เซ็นต์)
  • จังหวัดภูเก็ต มีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนอุบัติเหตุจาก "ดื่มแล้วขับ" +6.5 (จุดเปอร์เซ็นต์) และส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนการเสียชีวิตจาก"ดื่มแล้วขับ" +25 (จุดเปอร์เซ็นต์)

แนวโน้มทางสถิตินี้สะท้อนให้เห็นผ่านเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริง เช่น กรณีอุบัติเหตุบนเกาะช้าง ซึ่งผู้ขับขี่มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ได้ขับรถชนผู้เสียชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เป็นการตอกย้ำถึงผลกระทบในวงกว้างต่อชุมชนจาก "ความเสี่ยงใหม่" ในพื้นที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ และสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการเกิด "อุบัติการณ์ใหม่" (new incidence) ในพื้นที่ซึ่งเคยควบคุมสถานการณ์ได้ดี โดยในจังหวัดพิษณุโลก มีสถิติผู้เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับเพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่เป็นศูนย์ในปีที่แล้ว ในมุมมองทางระบาดวิทยา การปรากฏขึ้นของผู้เสียชีวิตในจังหวัดที่เคยรายงานตัวเลขเป็นศูนย์ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่สำคัญอย่างยิ่ง (critical danger signal) สิ่งนี้ชี้ว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้เพียงแค่ซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่เดิม แต่กำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่ถึงแก่ชีวิตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เคยปลอดภัย ในทางตรงกันข้าม สถิติในกรุงเทพมหานครกลับมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบขนส่งสาธารณะและความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างจากพื้นที่ท่องเที่ยว

 

ข้อค้นพบที่ 3: กลุ่มเยาวชนเผชิญความเสี่ยง "ดื่มแล้วขับ" พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับกลุ่มวัยอื่น

ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดจากการวิเคราะห์ครั้งนี้คือ ผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างกลุ่มอายุ โดยข้อมูลชี้ชัดว่ากลุ่มเยาวชนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้ ข้อมูลสำคัญที่สุดเผยให้เห็นว่า กลุ่มเยาวชน (อายุ 15–19 ปี) เป็นกลุ่มอายุเพียงกลุ่มเดียวที่สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจาก "ดื่มแล้วขับ" พุ่งสูงขึ้นจากร้อยละ 11.2 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 19.4 ในปี 2569 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับกลุ่มวัยทำงานที่มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้

  • กลุ่มเยาวชน (15–19 ปี) พบสัดส่วนเพิ่มขึ้น +43.3 เปอร์เซ็นต์
  • กลุ่มวัยทำงาน (30–39 ปี) มีสัดส่วนลดลงมากที่สุดถึง -42.6 เปอร์เซ็นต์
  • กลุ่มวัยทำงาน (20–29 ปี) มีสัดส่วนลดลง -36.8 เปอร์เซ็นต์

ปรากฏการณ์ที่สถิติของกลุ่มเยาวชนพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับกลุ่มอื่น ๆ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของมาตรการควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มผู้เยาว์ การที่ตัวเลขปี 2569 ไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่ยังเป็นการเบี่ยงเบนจากแนวโน้มเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งตอกย้ำว่านโยบายผ่อนปรนนี้อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มเยาวชนรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากเป็นวัยที่ยังขาดวุฒิภาวะและมีความเสี่ยงสูงต่อพฤติกรรมอันตราย ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงกับอนาคตของชาติกลุ่มนี้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนต้องทบทวนนโยบายดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

บทสรุปของการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2569 ได้สังเคราะห์ประเด็นสำคัญ 3 ประการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล คือ ความเสี่ยงที่กระจุกตัวในวันที่ 2-3 ของเทศกาลซึ่งสอดคล้องกับวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ซึ่งเป็นช่วงที่มีกิจกรรมเฉลิมฉลองและการเดินทางหนาแน่นสูงสุด การเกิดอุบัติการณ์ใหม่ในพื้นที่ท่องเที่ยว และผลกระทบที่รุนแรงต่อกลุ่มเยาวชน นำมาสู่ข้อสรุปหลักที่ชัดเจนว่า “แม้สถิติภาพรวมจะดีขึ้น แต่นโยบายขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้สร้างวิกฤตซ่อนเร้นที่มีความรุนแรง” และผลกระทบของนโยบายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม แต่กลับกระจุกความเสี่ยงในบางช่วงเวลา (วันที่ 2-3 ของเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่) ในบางพื้นที่ (จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่) และในบางกลุ่มประชากร (เยาวชน) รูปแบบดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้จากการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงแอลกอฮอล์ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบที่สถิติภาพรวมบดบังไว้ ผลการวิเคราะห์นี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยทั่วโลก ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล้วนนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบ

ข้อมูลที่นำเสนอในบทความนี้มิได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ หากแต่เป็นหลักฐานเชิงวิชาการที่สะท้อนรูปแบบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนนในบริบทของการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ผลการศึกษานี้ยังไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุเป็นผลเชิงตรงกับการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างเด็ดขาด แต่ข้อค้นพบชี้ให้เห็นถึง “สัญญาณความเสี่ยงจากอิทธิพลทางอ้อมของการเพิ่มการเข้าถึงและการทำให้การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง” ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวควรถูกนำไปใช้เป็นฐานประกอบการทบทวนและกำหนดนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืน ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบนโยบายอย่างรอบด้านและเสริมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับการกำหนดนโยบายในอนาคต

 

เอกสารอ้างอิง:

1) ไทยรัฐออนไลน์. มีผลวันนี้ ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชม.. ไทยรัฐออนไลน์. https://www.thairath.co.th/news/politic/2899495

2) Shield K, Manthey J, Rylett M, et al. National, regional, and global burdens of disease from 2000 to 2016 attributable to alcohol use: a comparative risk assessment study. The Lancet Public Health. 2020;5(1):e51-e61.

3) World Health Organization (WHO). Global status report on road safety 2018. 2018:403. 17 June 2018. https://www.who.int/publications/i/item/9789241565684

4) Babor TF, Casswell S, Graham K, et al. Alcohol: No Ordinary Commodity: Research and public policy. Oxford University Press; 2022.

5) Nepal S, Kypri K, Tekelab T, et al. Effects of Extensions and Restrictions in Alcohol Trading Hours on the Incidence of Assault and Unintentional Injury: Systematic Review. J Stud Alcohol Drugs. Jan 2020;81(1):5-23.

6) Popova S, Giesbrecht N, Bekmuradov D, Patra J. Hours and days of sale and density of alcohol outlets: impacts on alcohol consumption and damage: a systematic review. Alcohol Alcohol. Sep-Oct 2009;44(5):500-16. doi:10.1093/alcalc/agp054

7) Sherk A, Stockwell T, Chikritzhs T, et al. Alcohol Consumption and the Physical Availability of Take-Away Alcohol: Systematic Reviews and Meta-Analyses of the Days and Hours of Sale and Outlet Density. J Stud Alcohol Drugs. Jan 2018;79(1):58-67.

8) ข่าวสด. ทหารเรือเมาซิ่งชน “ดร.ต่าย” เสียชีวิตขณะออกกำลังกาย. ข่าวสด. https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10083646

9) Duailibi S, Ponicki W, Grube J, Pinsky I, Laranjeira R, Raw M. The effect of restricting opening hours on alcohol-related violence. Am J Public Health. Dec 2007;97(12):2276-80. doi:10.2105/ajph.2006.092684

10) Jiang H, Tran A, Petkevičienė J, Štelemėkas M, Lange S, Rehm J. Are restrictions in sales hours of alcohol associated with fewer emergency room visits in Lithuania? An interrupted time-series analysis. Drug Alcohol Rev. Feb 2023;42(2):487-494. doi:10.1111/dar.13584

11) Kolosnitsyna M, Sitdikov M, Khorkina N. Availability restrictions and alcohol consumption: A case of restricted hours of alcohol sales in Russian regions. International Journal of Alcohol and Drug Research. 2014;3(3):193–201-193–201.

12) de Goeij MC, Veldhuizen EM, Buster MC, Kunst AE. The impact of extended closing times of alcohol outlets on alcohol-related injuries in the nightlife areas of Amsterdam: a controlled before-and-after evaluation. Addiction. Jun 2015;110(6):955-64. doi:10.1111/add.12886

13) Giesbrecht N. Reducing alcohol-related damage in populations: rethinking the roles of education and persuasion interventions. Addiction. Sep 2007;102(9):1345-9. doi:10.1111/j.1360-0443.2007.01903.x

เหตุผลสำคัญที่แพทย์ไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ในการป้องกันโรคหัวใจ คือ แอลกอฮอล์แทบไม่เคยอยู่ลำพัง มักจะมาพร้อมกับบุหรี่ อาหารเค็ม อาหารรสจัด และการนอนหลับที่แย่ลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
https://cas.or.th/content?id=1040
Tags : -

เหตุผลสำคัญที่แพทย์ไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ในการป้องกันโรคหัวใจ คือ แอลกอฮอล์แทบไม่เคยอยู่ลำพัง มักจะมาพร้อมกับบุหรี่ อาหารเค็ม อาหารรสจัด และการนอนหลับที่แย่ลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

------------

อ.นพ.ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ
ภาควิชาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ร่วมให้ข้อมูลในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

อ.นพ.ปริญญ์ กล่าวในเวทีว่า ถ้าพูดกันตามแนวทางเวชปฏิบัติในปัจจุบัน ทั้งฝั่งอเมริกาและยุโรป เขาไม่ได้แนะนำให้คนที่ไม่เคยดื่ม เริ่มดื่มแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันโรคหัวใจเลย โดยแนวคิดที่ว่าแอลกอฮอล์ดีต่อหัวใจ เป็นความเข้าใจที่ล้าสมัยไปแล้ว สำหรับคนที่ไม่เคยดื่ม คำแนะนำชัดเจนคือ ไม่จำเป็นต้องเริ่มดื่ม ส่วนคนที่ดื่มอยู่และเลิกไม่ได้จริง ๆ แนวทางจึงแนะนำให้จำกัดปริมาณอย่างเข้มงวด คือไม่เกินวันละ 1 ยูนิต และไม่เกินสัปดาห์ละประมาณ 7 ยูนิต “โดยรวมแล้ว แนวทางแพทย์บอกตรงกันว่า ถ้าหยุดได้ก็หยุด ดีที่สุด”

เหตุผลสำคัญที่แพทย์ไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ในการป้องกันโรคหัวใจ คือแอลกอฮอล์แทบไม่เคยอยู่ลำพัง มักจะมาพร้อมกับบุหรี่ อาหารเค็ม อาหารรสจัด และการนอนหลับที่แย่ลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ในการป้องกันโรคหัวใจ ปัจจุบันมีแนวคิดที่เรียกว่า Life Essential 8 ซึ่งเป็นหัวใจของการดูแลสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การนอนหลับที่ดี โภชนาการที่เหมาะสม และการไม่สูบบุหรี่

นอกจากนี้ ข้อมูลการศึกษาของไทยพบว่า ในคนอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่ยังดื่มแอลกอฮอล์มีความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหัวใจเต้นระริก (Atrial Fibrillation) สูงกว่าคนไม่ดื่มถึง 2–3 เท่า โรคนี้อันตราย เพราะเมื่อเป็นแล้ว ผู้ป่วยต้องกินยาละลายลิ่มเลือดไปตลอดชีวิต และมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง

อาจารย์ปริญญ์อธิบายเพิ่มเติมว่า การศึกษาระยะยาวในคนไทยกว่า 30 ปี พบว่า คนที่ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ มีอายุสั้นลง เสียชีวิตโดยรวมสูงขึ้น และเป็นมะเร็งมากขึ้น แม้บางการศึกษาอาจไม่เห็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ไม่ใช่เพราะแอลกอฮอล์ปลอดภัย หากเป็นเพราะผู้ดื่มจำนวนมากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือมะเร็ง ก่อนจะมีอายุยืนพอที่จะเป็นโรคหัวใจ

ปัญหาใหญ่ของงานสาธารณสุข คือ คนจำนวนมากที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ยังดื่มแอลกอฮอล์อยู่ เพราะการดื่มไม่ได้ทำให้ทุกคนล้มป่วยหรือเสียชีวิตทันที คนที่รอดจะออกมาบอกว่า ดื่มก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ข้อเท็จจริงคือ ความเสี่ยงมันเพิ่มขึ้น และอายุขัยมันสั้นลง โดยที่คุณไม่รู้ตัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารเรื่องแอลกอฮอล์ต้องเน้น “ความเสี่ยง” ไม่ใช่ผลลัพธ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ และต้องอาศัยสื่อและโซเชียลมีเดียช่วยอธิบายอย่างต่อเนื่อง

หากยังไม่เคยดื่ม แนวทางยังคงยืนยันว่า ไม่ควรเริ่มดื่ม แม้จะเป็นไวน์ก็ตาม ในคนที่ดื่มเบียร์หรือวิสกี้อยู่ อาจมีคำแนะนำให้เปลี่ยนเป็นไวน์ได้ในบางกรณี แต่ในบริบทของไทยก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งการเข้าถึงและพฤติกรรมการดื่มที่มักหยุดไม่ได้แค่แก้วเดียว

สำหรับเบียร์นั้นชัดเจนว่าไม่ดี เพราะเป็นแคลอรีส่วนเกิน เพิ่มกรดยูริก และไม่เป็นประโยชน์ต่อหัวใจเลย

การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และขัดกับความเห็นประชาชนส่วนใหญ่
https://cas.or.th/content?id=1030

การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และขัดกับความเห็นประชาชนส่วนใหญ่

ในช่วงที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับเวลาในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ให้เห็นภาพที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณานโยบายอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข้อมูลที่สะท้อน “ความเห็นของประชาชน” และ “ผลกระทบด้านสุขภาพ–ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการกำหนดมาตรการสาธารณสุข

ผลสำรวจประชาชนจาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า 82.8% ไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหตุผลหลักเกี่ยวข้องกับความกังวลด้านความปลอดภัยบนท้องถนน การเข้าถึงของเยาวชน และผลกระทบทางสังคมที่อาจเพิ่มขึ้น หากมีการขยายชั่วโมงการจำหน่าย

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวก็มีประเด็นที่น่าสนใจเช่นกัน งานศึกษาหลายฉบับระบุว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้เลือกประเทศไทยจากเวลาเปิด–ปิดของการจำหน่ายแอลกอฮอล์ แต่ให้ความสำคัญกับอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์ในท้องถิ่นเป็นหลัก ข้อมูลนี้ช่วยยืนยันว่า “เวลาเปิดขาย” อาจไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวตามที่เข้าใจกัน

ด้านความปลอดภัย ข้อมูลจากพื้นที่ที่เคยมีการผ่อนปรนเวลาอย่างน้อยช่วงหนึ่ง พบว่า การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุช่วงกลางคืนเพิ่มขึ้น 13.4% คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่า 117% ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงความจำเป็นของมาตรการกำกับดูแล

ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศว่าจะมี การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เพื่อประเมินผลกระทบจากการปรับนโยบาย และนำไปใช้ประกอบการพิจารณาเชิงนโยบายอย่างรอบด้าน

แนวทางนี้ถือเป็นกลไกสำคัญของ “การกำกับนโยบายแบบอิงหลักฐาน (evidence-informed policy)” ที่ช่วยให้ประเทศสามารถประเมินผลกระทบจริงได้อย่างเป็นระบบ

แม้ในสังคมจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้ช่วยให้เรามองภาพรวมของผลกระทบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และช่วยย้ำว่า "การตัดสินใจเชิงนโยบายควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ"

ด้วยข้อมูลที่กำลังถูกรวบรวมอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เราทุกฝ่ายจะมีโอกาสประเมินร่วมกันว่า แนวทางใดสามารถรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชนได้ดีที่สุด

การค้าระหว่างประเทศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
https://cas.or.th/content?id=1029

การค้าระหว่างประเทศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน


โดย ศ.ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์
สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

การประชุมวิชาการประจำปี “การค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ” ระหว่างวันที่ 4 - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 มีผู้แทนจากองค์การค้าโลก กระทรวงการต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งนักวิชาการ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มาร่วมประชุมและให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับสถานการณ์การเจรจาค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะแนวทางที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วันสุดท้ายของการประชุมมีประเด็นของแนวทางปฏิบัติเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเสริมพลังระหว่างนโยบายการค้าและสุขภาพ และประเด็นพลังของหลักฐานในการทำให้เกิดความสอดคล้องระหว่างนโยบายการค้าและนโยบายสุขภาพ ซึ่งมีการเสนอต่อวิทยากรและผู้เข้าร่วมประชุมว่า ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ (สุรา ยาสูบ อาหารแปรรูป และพลังงานจากฟอสซิล) เป็นอุปสรรคสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีการขับเคลื่อนในองค์การสหประชาชาติให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ใช้หลักการ “ผู้ก่อความเสียหาย ต้องชดใช้” เนื่องจาก บริษัทข้ามชาติทั้ง 4 ประเภท ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ แต่เหตุใดจึงไม่มีการกล่าวถึง ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ ในการประชุม

บริษัทข้ามชาติ 4 ประเภท ถูกบ่งชี้ว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตถึงหนึ่งในสามของประชากรโลกที่เกิดจากโรคไม่ติดต่อ (Gilmore AB, Fabbri A, Baum F, et al., 2021.) การประชุมระดับสูงที่องค์การสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ. 2011 เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อ สรุปว่าองค์กรธุรกิจเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่ระบาดระดับโลกของโรคไม่ติดต่อ ซึ่งจากการศึกษาภาระโรคระดับโลกเมื่อปี ค.ศ. 2019 บ่งชี้ว่าบริษัทข้ามชาติ 4 ประเภทดังกล่าวเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต 19 ล้านคนต่อปี (หรือร้อยละ 41 จากการเสียชีวิต 42 ล้านรายจากโรคไม่ติดต่อ) มีการวิเคราะห์เชิงลึกถึงพฤติกรรมองค์การ และแนวทางปฏิบัติของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการแทรกแซงนโยบายและครอบงำเพื่อโน้มน้าวผู้กำหนดนโยบายให้เอื้อต่อภาคธุรกิจมากกว่าประโยชน์สาธารณะ อีกทั้งให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในบางกรณีเพื่อให้นโยบายควบคุมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ด้อยประสิทธิผลและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ และสังคม


ก่อนการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-19 กรอบการเจรจาการค้าเสรีเน้นเสรีภาพและสิทธิส่วนบุคคลมากกว่ากฎ ระเบียบและมาตรการในการควบคุมโดยภาครัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคมากเกินความจำเป็น (Gilmore AB, Fabbri A, Baum F, et al., 2021.) ในขณะเดียวกันภาคธุรกิจโน้มน้าวภาครัฐเพื่อให้เกิดการควบคุมตนเอง (เพื่อไม่ให้ภาครัฐกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมภาคธุรกิจ)

อย่างไรก็ตาม หลังการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-19 มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการวางกรอบมาตรฐานและควบคุมการตลาดโดยภาครัฐ เพื่อควบคุมโครงสร้างอำนาจของภาคธุรกิจ และลดอันตรายจากพลังอำนาจทางธุรกิจ ในขณะเดียวกันส่งเสริมความเป็นอยู่ทางสังคมให้ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นความก้าวหน้าทางสังคมด้วยเศรษฐกิจแนวใหม่ เช่น การนำเศรษฐกิจกลับสู่ความสมดุลของโลก (degrowth) ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาศักยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อชีวิตที่รุ่งเรือง ยืนยาว และสุขภาพดีของผู้คน และแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ด้วยการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Friel S, Collin J, Daube M, Depoux A, Freudenberg N, Gilmore AB, Johns P, Laar A, Marten R, McKee M, Mialon M, 2023.) หรือ เศรษฐกิจโดนัท (Doughnuts Economics) ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจที่ปกป้องความยุติธรรมทางสังคมและความคุ้มครองทางนิเวศวิทยา ไม่ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะเติบโต ถดถอย หรือคงที่ (Raworth K, 2017.)

กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลก ไม่ต่างไปจากกลยุทธ์ของบริษัทยาสูบข้ามชาติในการขาย “สารเสพติด” การคุกคามสุขภาพประชากรโลกโดยบริษัทยาสูบข้ามชาติเป็นที่รับรู้และเข้าใจมากขึ้นในระดับโลกโดยชุมชนผู้กำหนดนโยบาย และประชากรโลก ทำให้ “ภาพพจน์” ของบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกเปิดโปงถึงการลงทุนเพื่อ “การออกแบบนโยบาย” ให้สอดรับกับเป้าหมายของการพาณิชย์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลก (Madden M & McCambridge J, 2021)

แนวทางการพัฒนานโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ผ่านมา โดยรัฐบาลของประเทศต่างๆ ใช้แนวทางผ่านกลไกการตกลงทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับอิทธิพลจากบริษัทข้ามชาติทั้งหลาย เพื่อส่งเสริมแนวคิดการตลาดเสรีและลดกฎ นโยบาย เงื่อนไข ต่างๆ (Braithwaite J, Drahos P, 2000.) ส่งผลให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ขององค์กรธุรกิจในการสร้างผลกำไรสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพ (Thow AM, Snowdon W, Labonte R, et al., 2015; Friel S, Schram A, Townsend B, 2020; Townsend B, Schram A, 2020; Milsom P, Smith R, Baker P, Walls H, 2021.)

ประเด็นสำคัญที่จะปกป้องนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพจากอิทธิพลและพลังอำนาจทางธุรกิจคือการห้ามไม่ให้องค์กรธุรกิจที่มีผลประโยชน์ขัดกับนโยบายสาธารณะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำนโยบาย เพิ่มมาตรการของความโปร่งใสด้วยการบังคับให้องค์กรธุรกิจและเครือข่ายเปิดเผยงบประมาณและรายงานกิจกรรมในการล้อบบี้ผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งงบประมาณสำหรับการวิจัย (Boushey H, Knudsen L, 2021.)

ประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลบ่งชี้ถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลักการสำคัญมากกว่า “กำไร” และเป็นแนวทางในการจำกัดพลังอำนาจทางธุรกิจ ส่งผลให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ (Buse K, Tanaka S, Hawkes S, 2017.) การปรับแนวคิดใหม่ เนื่องจากแนวคิดเดิมของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (gross domestic product) ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Jackson T, 2021.) ส่งผลให้รัฐบาลนิวซีแลนด์ สก็อตแลนด์ เวลส์ นอร์เวย์ และภูฏาน ทบทวนและท้าทายแนวคิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Hardoon D, Hey N, Brunetti S, 2020; Wellbeing Economy Alliance, 2021; da Silva JG, 2019.) โดยใช้หลักการเศรษฐกิจความเป็นอยู่ดี (wellbeing economy principles) ซึ่งเน้นความเป็นอยู่ดีของประชากรและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้บรรทัดฐานและทิศทางของการจัดทำนโยบายเปลี่ยนไปจากแนวคิดของพลังอำนาจโดยทุนนิยม (Coscieme L, Sutton P, Morentsen LF, et al., 2019; Buchs M, Baltruszewicz M, Bohnenberger K, et al., 2020.)

ระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 จะมีการเจรจา ไทย-สหภาพยุโรป รอบที่ 4 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งผู้เขียนบทความนี้ ได้ส่งข้อมูลรายละเอียดจากนักวิชาการระดับโลกไปให้ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้พิจารณาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จึงหวังว่ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะใช้โอกาสนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ จาก ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’

เอกสารอ้างอิง:
1) Boushey H, Knudsen L, 2021. The importance of competition for the American economy. The White House, 2021. Available at: https://www.whitehouse.gov/.../the-importance.../
2) Braithwaite J, Drahos P, 2000. Global business regulation. Cambridge, Cambridge University
Press, 2000.
3) Buchs M, Baltruszewicz M, Bohnenberger K, et al., 2020. Wellbeing economics for the COVID-19 recovery: ten principles to build back better. 2020. Available at: https://eprints.whiterose.ac.uk/181033/
4) Buse K, Tanaka S, Hawkes S, 2017. Healthy people and healthy profits? Elaborating a conceptual framework for governing the commercial determinants of non-communicable diseases and identifying options for reducing risk exposure. Global Health 2017; 13: 34.
5) Coscieme L, Sutton P, Morentsen LF, Kubiszewski I, Costanza R, Trebeck K, Pulselli FM, Giannetti BF, and Fioramonti L, 2019. Overcoming the myths of mainstream economics to enable a new wellbeing economy. Sustainability (Basel) 2019; 11: 4374.
6) da Silva JG, 2019. From Fome Zero to zero hunger: a global perspective. Rome: Food and Agriculture Organization of the United Nations, 2019.
7) Friel S, Collin J, Daube M, Depoux A, Freudenberg N, Gilmore AB, Johns P, Laar A, Marten R, McKee M, Mialon M, 2023. Commercial Determinants of Health: future directions. Lancet 2023; 401: 1229-40. Available at: https://doi.org/10.1016/ S0140-6736(23)00011-9
8 ) Friel S, Schram A, Townsend B, 2020. The nexus between international trade, food systems, malnutrition and climate change. Nat Food 2020; 1: 51-58.
9) Gilmore AB, Fabbri A, Baum F, Bertscher A, Bondy K, Chang H-J, Demaio S, Erzse A, Freudenberg, N, Friel S, Hofman KJ, Johns P, Karim SA, Lacy-Nichols J, de Carvalho CMP, Marten R, McKee M, Petticrew M, Robertson L, Tangcharoensathien V, Thow AM, 2023. Defining and Conceptualising the Commercial Determinants of Health. Lancet 2023; 401: 1194-213. Available at: https://doi.org/10.1016/ S0140-6736(23)00013-2
10) Hardoon D, Hey N, Brunetti S, 2020. Wellbeing evidence at the heart of policy. Available at: https://whatworkswellbeing.org/.../wellbeing-evidence-at.../
11) Jackson T, 2021. Post growth: life after capitalism. Oxford: Polity Press, 2021. Madden M & McCambridge J, 2021. Alcohol Marketing versus Public Health: David and Goliath? Available at: https://www.ias.org.uk/.../alcohol-marketing-versus.../
12) Milsom P, Smith R, Baker P, Walls H, 2021. Corporate power and the international trade regime preventing progressive policy action on non-communicable diseases: a realist review. Health Policy Plan 2021; 36: 493-508.
13) Raworth K, 2017. Doughnut economics: seven ways to think like a 21st century economist. New York, NY: Random House.
14) Thow AM, Snowdon W, Labonte R, et al., 2015. Will the next generation of preferential trade and investment agreements undermine prevention of noncommunicable diseases? A prospective policy analysis of the Trans Pacific Partnership Agreement. Health Policy 2015; 119: 88-96
15) Townsend B, Schram A, 2020. Trade and investment agreements as structural drivers for NCDs: the new public health frontier. Aust N Z J Public Health 2020; 44: 92-94. Wellbeing Economy Alliance, 2021. A wellbeing economy in action. Available at: https://weall.org/case-studies

ประชาชน 82.8% หนุนคงมาตรการจำกัดเวลาขายเหล้า–เบียร์ ศวส. เตือนรัฐฟังเสียงส่วนใหญ่ ก่อนขยายเวลาและย้ำบทเรียน “ตีสี่” สร้างต้นทุนสุขภาพสูงกว่าประโยชน์เศรษฐกิจ
https://cas.or.th/content?id=1063
Tags : -

ประชาชน 82.8% หนุนคงมาตรการจำกัดเวลาขายเหล้า–เบียร์ ศวส. เตือนรัฐฟังเสียงส่วนใหญ่ ก่อนขยายเวลาและย้ำบทเรียน “ตีสี่” สร้างต้นทุนสุขภาพสูงกว่าประโยชน์เศรษฐกิจ

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อร่าง พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของภาครัฐ โดยเฉพาะ ประเด็นการกำหนดเวลาในการขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ภาคธุรกิจบางส่วนเสนอให้ “ขยายเวลาจำหน่าย” จากเดิมที่กฎหมายกำหนดช่วงห้ามขายระหว่าง 14.00–17.00 น. เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน กรมควบคุมโรคกำลังเตรียมจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ และคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติในไม่กี่วันนี้ เพื่อพิจารณาทิศทางนโยบายดังกล่าว ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้ง

เพื่อตอบต่อสถานการณ์ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เปิดเผย ผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เพื่อสะท้อนเสียงประชาชนและเตือนให้รัฐใช้ “ข้อมูลวิจัยเชิงประจักษ์” เป็นฐานในการตัดสินใจ มากกว่าการตอบสนองต่อแรงผลักจากกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะ ซึ่งผลจากการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย จากกลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น.

รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวย้ำว่า “เสียงประชาชนส่วนใหญ่ชัดเจนว่าต้องการให้คงเวลาห้ามขายไว้ตามเดิม เพราะมองว่าเป็นมาตรการสำคัญในการลดอุบัติเหตุและปัญหาความรุนแรง แต่ภาครัฐกลับกำลังพิจารณาขยายเวลาขายในช่วง 14.00–17.00 น. ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่สถิติอุบัติเหตุสูงสุดของวัน” โดยข้อมูลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้ว่า ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. เป็นช่วงที่มีอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุดของวัน และเป็นช่วงที่ นักเรียน นักศึกษา และพนักงานกำลังเดินทางกลับบ้าน หากยกเลิกช่วงห้ามขายในเวลานี้ จะเพิ่มโอกาสการดื่มก่อนขับขี่ และทำให้อุบัติเหตุในช่วงเย็นเพิ่มขึ้น ในด้านเศรษฐกิจและสุขภาพ ผลการประเมินของโครงการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคมจากการผ่อนคลายมาตรการแอลกอฮอล์ ปี 2566 พบว่า การขยายเวลาขายอาจเพิ่มความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุและความรุนแรงในครอบครัว เพิ่มต้นทุนทางสังคมและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และในมิติทางสังคม ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนและผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกัน หากรัฐเปิดทางให้ผู้ผลิตรายย่อยเพิ่มจำนวนหรืออนุญาตพื้นที่พิเศษเพื่อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับการท่องเที่ยวยามค่ำคืน โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด จะสร้าง “เขตยกเว้นกฎหมาย” และขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มุ่งคุ้มครองสุขภาพประชาชน

จากบทเรียนนโยบายขยายเวลา “ตีสี่” ผลจากการศึกษาโดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิที่กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้ง เพื่อติดตามผลกระทบการขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 ใน 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และเกาะสมุย พบว่า อัตราการเสียชีวิตช่วงตีสองถึงหกโมงเช้าเพิ่มขึ้น 13.4% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า (117%) และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 3 รายจากเหตุคนเมาขับชน ผู้ประกอบการในเขตโซนนิ่งส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการควบคุม เช่น ไม่ตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนขับกลับ และขายให้ผู้มึนเมา

แม้ภาครัฐคาดหวังผลเชิงเศรษฐกิจจากนโยบายดังกล่าว แต่ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปี 2023 ชี้ว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวหรูเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ 71,933 บาท และส่วนใหญ่ (81%) เดินทางมาเพื่อพักผ่อน ไม่ได้เน้นการท่องเที่ยวยามค่ำคืนเป็นหลัก โดยกิจกรรมยอดนิยม คือ การกินอาหารไทยสูงถึง 90% จึงสะท้อนว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “การดื่มยามค่ำคืน” ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการท่องเที่ยวคุณภาพ

ศวส. เสนอข้อพิจารณาต่อรัฐบาลและคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ดังนี้

  1. คงช่วงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามเดิม (14.00–17.00 น.) เพื่อสอดคล้องกับเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ (82.8%) และลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบาง
  2. ยกระดับระบบการสื่อสารสาธารณะและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดการละเมิดโดยไม่ตั้งใจ ทั้งในกลุ่มผู้ขายและผู้บริโภค
  3. ไม่ขยายเวลาขายหลังเที่ยงคืนเพิ่มเติม จากบทเรียน “ตีสี่” ที่ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
  4. ให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติใช้ข้อมูลวิจัยเชิงประจักษ์เป็นฐานตัดสินใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้การออกกฎหมายสอดคล้องกับเจตนารมณ์การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนไทย

หากรัฐบาลยืนยันจะขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดำเนินงานจำเป็นต้องมีกลไก “ลดความเสียหายและเฝ้าระวังผลกระทบ” ที่เข้มแข็งกว่าปัจจุบันอย่างมาก เพื่อไม่ให้สังคมต้องแบกรับต้นทุนด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจสูงขึ้น ศูนย์วิจัยปัญหาสุราเสนอให้ใช้แนวทาง “ขยายอย่างมีเงื่อนไข–ควบคุมเข้มกว่าก่อน” โดยต้องมาพร้อมกับกลไกเฝ้าระวังผลกระทบรายเดือน, มาตรการรับผิดร่วมของผู้ขาย, โซนนิ่งจำกัดพื้นที่, และการสื่อสารสาธารณะเข้มข้น มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “ทางเลือกรอง” แต่เป็น “เส้นกันชนสุดท้าย” ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้นำไปสู่การสูญเสียชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชนอย่างที่เคยเกิดขึ้นจากบทเรียน “ตีสี่” ในปีที่ผ่านมา “หากรัฐต้องการขยายเวลาเพื่อเศรษฐกิจ ก็ต้องขยายระบบป้องกันเพื่อชีวิตคนด้วย” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว

 

8 ประเด็นสำคัญ ในการกำหนดทิศทางของการบังคับใช้จริง หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้วันนี้ (8 พ.ย. 2568)
https://cas.or.th/content?id=1023
Tags : -

8 ประเด็นสำคัญ ในการกำหนดทิศทางของการบังคับใช้จริง
หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้วันนี้ (8 พ.ย. 2568)


8 พฤศจิกายน 2568 เมื่อพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ พระราชบัญญัตินี้ถือเป็นการปรับปรุงจากกฎหมายเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ให้ทันต่อสถานการณ์ของสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล เทคโนโลยีสื่อสาร และรูปแบบการตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ซับซ้อนขึ้น

กฎหมายฉบับใหม่นี้มีความก้าวหน้าในหลายด้าน โดยเฉพาะการเติมเต็มช่องว่างที่กฎหมายเดิมยังไม่ครอบคลุม ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้

  • การขยายคำนิยามให้ครอบคลุมสื่อยุคใหม่

พ.ร.บ. ฉบับที่ 2 ได้เพิ่มคำนิยาม “การสื่อสารทางการตลาด” เพื่อให้สามารถควบคุมพฤติกรรมการโฆษณาเชิงแฝง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การรีวิว การใช้สัญลักษณ์หรือโลโก้ที่สื่อถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกช่องทาง ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ สอดคล้องกับมาตรา 32/1–32/5 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอุดช่องว่างการตลาดสมัยใหม่ที่เข้าถึงเยาวชนได้ง่าย

  • การคุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง

ย้ำข้อห้ามในการจำหน่ายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และผู้ที่อยู่ในสภาพมึนเมา พร้อมเพิ่มบทลงโทษแก่ผู้ขายและสถานประกอบการที่ฝ่าฝืน เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการกับสังคม

  • การกำหนดพื้นที่และเวลาการขาย

ยังคงช่วงเวลาอนุญาตให้ขายไว้ที่ 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น. ตามเดิม พร้อมให้อำนาจรัฐมนตรีในการประกาศเพิ่มเติมพื้นที่ห้ามขาย เช่น รอบสถานศึกษา วัด โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ เพื่อป้องกันการเข้าถึงที่ง่ายเกินไปของกลุ่มเสี่ยง

  • การเพิ่มบทลงโทษและความรับผิดทางแพ่งของผู้ประกอบการ

นับเป็นการยกระดับความรับผิดชอบของธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีหน้าที่ตรวจสอบสถานะผู้ซื้อ และหากปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหาย อาจต้องร่วมรับผิดทางแพ่งร่วมกับผู้กระทำความผิดโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวิชาการ การประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ยังต้องการความชัดเจนในการตีความ ซึ่งการทำให้กฎหมายเกิดผลจริงจำเป็นต้องอาศัย “กฎหมายลำดับรอง” ได้แก่ กฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบปฏิบัติ ที่จะกำหนดรายละเอียดเชิงปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายแม่บท

 

ศวส. เห็นว่า “ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้” คือ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะจะเป็นการกำหนดทิศทางของการบังคับใช้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้

1. ความชัดเจนของคำนิยามและขอบเขตการบังคับใช้

นักวิชาการเสนอให้มี การนิยามคำสำคัญให้ตรงกันในทุกประกาศ เช่น คำว่า “สถานที่หรือบริเวณห้ามขาย”, “บริเวณสาธารณะ”, “การจัดเลี้ยงตามประเพณี” และ “พื้นที่ของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ” เพื่อป้องกันปัญหาการตีความแตกต่างกันระหว่างเจ้าหน้าที่แต่ละพื้นที่ และควรกำหนดหลักเกณฑ์เชิงปฏิบัติ ว่า “การจัดเลี้ยงตามประเพณี” หมายถึงงานใดบ้าง (เช่น งานศพ งานแต่ง งานทำบุญประจำปี) เพื่อป้องกันการอ้างเป็นข้อยกเว้นโดยมิชอบ

2. การซ้ำซ้อนของพื้นที่ห้ามขาย/บริโภค

ประกาศหลายฉบับ (เช่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานรัฐ พื้นที่ราชการ สถานีขนส่ง สวนสาธารณะ ทาง และ ท่าเรือ) มีลักษณะพื้นที่ทับซ้อนกัน จึงควรมี “ผังหรือแนวทางบูรณาการพื้นที่ควบคุม” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจขอบเขตเดียวกันและไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการจับกุมหรือดำเนินคดี และเสนอให้จัดทำภาคผนวกแผนที่ (GIS Mapping) แสดงพื้นที่ควบคุม เพื่อให้ตีความตรงกันทั่วประเทศ

3. การกำหนดข้อยกเว้นต้องระบุเงื่อนไขอย่างรัดกุม

หลายร่างประกาศมีการยกเว้น “บริเวณที่จัดไว้เป็นร้านค้า สโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี” ซึ่งอาจเปิดช่องให้ตีความกว้างเกินไป เสนอให้ระบุเงื่อนไขการอนุญาต (เช่น เฉพาะกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ หรือมีระบบควบคุมไม่ให้เยาวชนเข้าถึง) เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บทที่มุ่งจำกัดการเข้าถึง

4.กระบวนการคัดเลือกกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีหลายฉบับ (มาตรา 10 (4)-(8)) กำหนดกระบวนการคัดเลือกผู้แทนองค์กรต่าง ๆ นักวิชาการเห็นว่าควรเพิ่มหลักเกณฑ์ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ, คุณสมบัติด้านจริยธรรมและความเป็นกลางของผู้แทนภาคธุรกิจ, และมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างผู้แทนกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งเสนอให้มีกระบวนการสรรหาโดยคณะกรรมการอิสระร่วมกับภาควิชาการ เพื่อยืนยันความโปร่งใส

5. การบังคับใช้ในพื้นที่ท้องถิ่น

มีความกังวลว่าหน่วยงานท้องถิ่นบางแห่งยังขาดความเข้าใจและศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมาย จึงควรกำหนดในกฎหมายลำดับรองให้ชัดว่า

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างไรในการตรวจสอบและแจ้งเบาะแส
  • จะมีระบบประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไร
  • เสนอให้ระบุช่องทางร้องเรียน E-Complaint หรือ Hotline ในระเบียบ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ

6. การตีความเกี่ยวกับ “งานเลี้ยงตามประเพณี” และ “กิจกรรมพิเศษ”

ร่างประกาศบางฉบับ (เช่น ประกาศว่าด้วยทางรถไฟ และรัฐวิสาหกิจ) อนุญาตให้บริโภคได้ใน “งานเลี้ยงตามประเพณี” หรือ “กิจกรรมพิเศษ” เสนอให้ระบุเกณฑ์ชัด ๆ เช่น

  • ต้องเป็นงานที่มีลักษณะตามวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือศาสนา
  • ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหน่วยงานที่กำกับพื้นที่
  • มีมาตรการควบคุมไม่ให้เยาวชนหรือบุคคลเมาเข้าร่วม

7. ผลกระทบต่อการบังคับใช้และความเข้าใจของประชาชน

หากข้อความในประกาศยังใช้ภาษากฎหมายทั่วไปโดยไม่ระบุแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จะเกิดปัญหาการตีความต่างกันระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชน เสนอให้มี “คู่มือการตีความและการบังคับใช้ (Implementation Guideline)” ออกพร้อมกับกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศยึดแนวเดียวกัน

8. ความจำเป็นของกลไกติดตามประเมินผล

เสนอให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการติดตามผลการบังคับใช้กฎหมายลำดับรอง เพื่อติดตามปัญหา ข้อร้องเรียน และเสนอปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยมีภาควิชาการและภาคประชาสังคมร่วมเป็นกรรมการ

ดังนั้น การออกกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ถือเป็นหัวใจสำคัญของการแปลง “เจตนารมณ์ของกฎหมาย” ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ภารกิจหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “การเขียนถ้อยคำให้ครบถ้วนตามมาตรา” แต่คือการทำให้กฎหมายเหล่านั้น สะท้อนคุณค่าของสังคมที่ให้ความสำคัญกับชีวิต สุขภาพ และศักดิ์ศรีของประชาชนไทยทุกคน ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายแม่บทที่ประกาศใช้แล้วจะมีความหมายต่อสุขภาพของคนไทยได้ ก็ต่อเมื่อกฎหมายลำดับรองเหล่านี้สามารถ กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม และยึดผลประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง เพราะในที่สุดแล้ว “กฎหมาย” มิใช่เพียงเครื่องมือควบคุม หากคือพันธะร่วมของรัฐและสังคมไทยในการปกป้องสุขภาพของประชาชน และสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าของชีวิตมากกว่าผลประโยชน์ทางการค้า

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.