คำค้นหา : ดื่มแล้วขับ

คำค้นหา : ดื่มแล้วขับ

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 504 ครั้ง
ถอดรหัสผลกระทบเชิงลึก: การปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์ กับวิกฤตอุบัติเหตุทางถนนที่ซ่อนเร้นช่วงปีใหม่ 2569
https://cas.or.th/content?id=1078
Tags : -

ถอดรหัสผลกระทบเชิงลึก: การปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์กับวิกฤตอุบัติเหตุทางถนนที่ซ่อนเร้นช่วงปีใหม่ 2569


โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษมศักดิ์ จันดี สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จากที่รัฐบาลประกาศปลดล็อคให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ตามประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ครอบคลุมช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 จึงนำไปสู่การติดตามประเมินผลนโยบายดังกล่าวผ่านข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ซึ่งบทความนี้เขียนจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่เจาะลึกลงไปในข้อมูลรายวัน รายพื้นที่ และรายกลุ่มอายุ ด้วยการเปรียบเทียบสถิติตามกรอบเวลา “7 วันอันตราย” ภายใต้การรณรงค์ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เพื่อแสดงให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวได้สร้างรูปแบบความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย โดยมีพฤติกรรม "ดื่มแล้วขับ" เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยตรง และหลักฐานเชิงประจักษ์ในระดับสากลยืนยันว่า "มาตรการควบคุมความพร้อมในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะการจำกัดวันและเวลาจำหน่าย เป็นมาตรการเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิผลสูง" การผ่อนปรนนโยบายนี้จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่สวนทางกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ได้รับการยอมรับ โดยผลจากการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงข้อค้นพบสำคัญ (Key Findings) 3 ประการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขภาพรวม อันได้แก่ การเกิดพื้นที่เสี่ยงใหม่ในจังหวัดท่องเที่ยว ผลกระทบที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มเยาวชน และความรุนแรงที่กระจุกตัวในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

 

ข้อค้นพบที่ 1: ความรุนแรงที่กระจุกตัวใน "วันที่มีการเฉลิมฉลองและเดินทางสูงสุด" ของเทศกาลปีใหม่ 2569

การพิจารณาสถิติในภาพรวมตลอดช่วง "7 วันอันตราย" อาจบดบังแนวโน้มที่อันตรายซึ่งเกิดขึ้นในบางช่วงเวลาได้ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบรายวันที่เปรียบเทียบสถิติตามกรอบเวลา “7 วันอันตราย” กับปีก่อนหน้าจึงเผยให้เห็นความจริงที่น่ากังวล แม้ภาพรวมตลอด 7 วันของปีใหม่ พ.ศ. 2569 จะมีจำนวนอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 22.6 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 22.3 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 22.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 2 และวันที่ 3 ของเทศกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเฉลิมฉลองและเดินทางสูงสุด ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนี้

  • วันที่ 3 ของเทศกาล พบจำนวนอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.7 ผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6 และที่น่าตกใจคือจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับวันเดียวกันของเทศกาลในปีก่อนหน้า
  • วันที่ 2-3 ของเทศกาล พบสัดส่วนการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจาก 'ดื่มแล้วขับ' เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในวันที่ 2 ซึ่งมีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วน (Absolute change in proportion) เพิ่มขึ้นสูงสุด โดยการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น 9.3 จุดเปอร์เซ็นต์ และการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 7.2 จุดเปอร์เซ็นต์

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่มแล้วขับที่อาจสัมพันธ์โดยตรงกับการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อค้นพบจากงานวิจัยในระดับนานาชาติที่ชี้ว่า การขยายเวลาจำหน่ายมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุและความรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเดินทางและเฉลิมฉลอง สูงสุด4, 5, 6 ข้อมูลนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า แม้ภาพรวมจะดีขึ้น แต่ความเสี่ยงได้กระจุกตัวและทวีความรุนแรงขึ้นในบางช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด นอกจากช่วงเวลาแล้ว บริบทเชิงพื้นที่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

การวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยปรับปัจจัยวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ รวมถึงความแตกต่างระหว่างวันธรรมดาและวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อสะท้อนโครงสร้างความเสี่ยงเชิงระบาดวิทยา ซึ่งได้ร่วมอภิปรายเชิงวิชาการกับ Professor Dr. Jürgen Rehm ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านแอลกอฮอล์ พบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และ 1 มกราคม 2569 สูงกว่าที่คาดหมาย แม้แนวโน้มระยะยาวจะลดลง โดยบทบาทของแอลกอฮอล์เด่นชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 14 ในภาพรวมของช่วงเทศกาล เพิ่มเป็นร้อยละ 22 ในวันที่ 1 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุด ผลการศึกษานี้แม้ยังไม่สามารถสรุปเชิงเหตุผลโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ แต่สะท้อนสัญญาณความเสี่ยงจากอิทธิพลทางอ้อมของการทำให้การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง

 

ข้อค้นพบที่ 2: พื้นที่ท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่กลายเป็น "จุดเสี่ยงใหม่" ของการเสียชีวิตจากดื่มแล้วขับ

นโยบายแบบ "หนึ่งเดียวใช้กับทุกคน" (one-size-fits-all) อาจไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยที่มีความหลากหลายเชิงพื้นที่และสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของจุดจำหน่ายแอลกอฮอล์และกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างเข้มข้น ผลการวิเคราะห์พบว่าจังหวัดพิษณุโลกและภูเก็ตมีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนอุบัติเหตุและการเสียชีวิตจาก "ดื่มแล้วขับ" อย่างมีนัยสำคัญ

  • จังหวัดพิษณุโลก มีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนอุบัติเหตุจาก "ดื่มแล้วขับ" +32.5 (จุดเปอร์เซ็นต์) และส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนการเสียชีวิตจาก"ดื่มแล้วขับ" +62.5 (จุดเปอร์เซ็นต์)
  • จังหวัดภูเก็ต มีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนอุบัติเหตุจาก "ดื่มแล้วขับ" +6.5 (จุดเปอร์เซ็นต์) และส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนการเสียชีวิตจาก"ดื่มแล้วขับ" +25 (จุดเปอร์เซ็นต์)

แนวโน้มทางสถิตินี้สะท้อนให้เห็นผ่านเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริง เช่น กรณีอุบัติเหตุบนเกาะช้าง ซึ่งผู้ขับขี่มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ได้ขับรถชนผู้เสียชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เป็นการตอกย้ำถึงผลกระทบในวงกว้างต่อชุมชนจาก "ความเสี่ยงใหม่" ในพื้นที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ และสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการเกิด "อุบัติการณ์ใหม่" (new incidence) ในพื้นที่ซึ่งเคยควบคุมสถานการณ์ได้ดี โดยในจังหวัดพิษณุโลก มีสถิติผู้เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับเพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่เป็นศูนย์ในปีที่แล้ว ในมุมมองทางระบาดวิทยา การปรากฏขึ้นของผู้เสียชีวิตในจังหวัดที่เคยรายงานตัวเลขเป็นศูนย์ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่สำคัญอย่างยิ่ง (critical danger signal) สิ่งนี้ชี้ว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้เพียงแค่ซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่เดิม แต่กำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่ถึงแก่ชีวิตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เคยปลอดภัย ในทางตรงกันข้าม สถิติในกรุงเทพมหานครกลับมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบขนส่งสาธารณะและความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างจากพื้นที่ท่องเที่ยว

 

ข้อค้นพบที่ 3: กลุ่มเยาวชนเผชิญความเสี่ยง "ดื่มแล้วขับ" พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับกลุ่มวัยอื่น

ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดจากการวิเคราะห์ครั้งนี้คือ ผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างกลุ่มอายุ โดยข้อมูลชี้ชัดว่ากลุ่มเยาวชนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้ ข้อมูลสำคัญที่สุดเผยให้เห็นว่า กลุ่มเยาวชน (อายุ 15–19 ปี) เป็นกลุ่มอายุเพียงกลุ่มเดียวที่สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจาก "ดื่มแล้วขับ" พุ่งสูงขึ้นจากร้อยละ 11.2 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 19.4 ในปี 2569 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับกลุ่มวัยทำงานที่มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้

  • กลุ่มเยาวชน (15–19 ปี) พบสัดส่วนเพิ่มขึ้น +43.3 เปอร์เซ็นต์
  • กลุ่มวัยทำงาน (30–39 ปี) มีสัดส่วนลดลงมากที่สุดถึง -42.6 เปอร์เซ็นต์
  • กลุ่มวัยทำงาน (20–29 ปี) มีสัดส่วนลดลง -36.8 เปอร์เซ็นต์

ปรากฏการณ์ที่สถิติของกลุ่มเยาวชนพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับกลุ่มอื่น ๆ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของมาตรการควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มผู้เยาว์ การที่ตัวเลขปี 2569 ไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่ยังเป็นการเบี่ยงเบนจากแนวโน้มเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งตอกย้ำว่านโยบายผ่อนปรนนี้อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มเยาวชนรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากเป็นวัยที่ยังขาดวุฒิภาวะและมีความเสี่ยงสูงต่อพฤติกรรมอันตราย ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงกับอนาคตของชาติกลุ่มนี้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนต้องทบทวนนโยบายดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

บทสรุปของการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2569 ได้สังเคราะห์ประเด็นสำคัญ 3 ประการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล คือ ความเสี่ยงที่กระจุกตัวในวันที่ 2-3 ของเทศกาลซึ่งสอดคล้องกับวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ซึ่งเป็นช่วงที่มีกิจกรรมเฉลิมฉลองและการเดินทางหนาแน่นสูงสุด การเกิดอุบัติการณ์ใหม่ในพื้นที่ท่องเที่ยว และผลกระทบที่รุนแรงต่อกลุ่มเยาวชน นำมาสู่ข้อสรุปหลักที่ชัดเจนว่า “แม้สถิติภาพรวมจะดีขึ้น แต่นโยบายขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้สร้างวิกฤตซ่อนเร้นที่มีความรุนแรง” และผลกระทบของนโยบายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม แต่กลับกระจุกความเสี่ยงในบางช่วงเวลา (วันที่ 2-3 ของเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่) ในบางพื้นที่ (จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่) และในบางกลุ่มประชากร (เยาวชน) รูปแบบดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้จากการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงแอลกอฮอล์ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบที่สถิติภาพรวมบดบังไว้ ผลการวิเคราะห์นี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยทั่วโลก ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล้วนนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบ

ข้อมูลที่นำเสนอในบทความนี้มิได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ หากแต่เป็นหลักฐานเชิงวิชาการที่สะท้อนรูปแบบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนนในบริบทของการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ผลการศึกษานี้ยังไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุเป็นผลเชิงตรงกับการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างเด็ดขาด แต่ข้อค้นพบชี้ให้เห็นถึง “สัญญาณความเสี่ยงจากอิทธิพลทางอ้อมของการเพิ่มการเข้าถึงและการทำให้การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง” ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวควรถูกนำไปใช้เป็นฐานประกอบการทบทวนและกำหนดนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืน ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบนโยบายอย่างรอบด้านและเสริมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับการกำหนดนโยบายในอนาคต

 

เอกสารอ้างอิง:

1) ไทยรัฐออนไลน์. มีผลวันนี้ ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชม.. ไทยรัฐออนไลน์. https://www.thairath.co.th/news/politic/2899495

2) Shield K, Manthey J, Rylett M, et al. National, regional, and global burdens of disease from 2000 to 2016 attributable to alcohol use: a comparative risk assessment study. The Lancet Public Health. 2020;5(1):e51-e61.

3) World Health Organization (WHO). Global status report on road safety 2018. 2018:403. 17 June 2018. https://www.who.int/publications/i/item/9789241565684

4) Babor TF, Casswell S, Graham K, et al. Alcohol: No Ordinary Commodity: Research and public policy. Oxford University Press; 2022.

5) Nepal S, Kypri K, Tekelab T, et al. Effects of Extensions and Restrictions in Alcohol Trading Hours on the Incidence of Assault and Unintentional Injury: Systematic Review. J Stud Alcohol Drugs. Jan 2020;81(1):5-23.

6) Popova S, Giesbrecht N, Bekmuradov D, Patra J. Hours and days of sale and density of alcohol outlets: impacts on alcohol consumption and damage: a systematic review. Alcohol Alcohol. Sep-Oct 2009;44(5):500-16. doi:10.1093/alcalc/agp054

7) Sherk A, Stockwell T, Chikritzhs T, et al. Alcohol Consumption and the Physical Availability of Take-Away Alcohol: Systematic Reviews and Meta-Analyses of the Days and Hours of Sale and Outlet Density. J Stud Alcohol Drugs. Jan 2018;79(1):58-67.

8) ข่าวสด. ทหารเรือเมาซิ่งชน “ดร.ต่าย” เสียชีวิตขณะออกกำลังกาย. ข่าวสด. https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10083646

9) Duailibi S, Ponicki W, Grube J, Pinsky I, Laranjeira R, Raw M. The effect of restricting opening hours on alcohol-related violence. Am J Public Health. Dec 2007;97(12):2276-80. doi:10.2105/ajph.2006.092684

10) Jiang H, Tran A, Petkevičienė J, Štelemėkas M, Lange S, Rehm J. Are restrictions in sales hours of alcohol associated with fewer emergency room visits in Lithuania? An interrupted time-series analysis. Drug Alcohol Rev. Feb 2023;42(2):487-494. doi:10.1111/dar.13584

11) Kolosnitsyna M, Sitdikov M, Khorkina N. Availability restrictions and alcohol consumption: A case of restricted hours of alcohol sales in Russian regions. International Journal of Alcohol and Drug Research. 2014;3(3):193–201-193–201.

12) de Goeij MC, Veldhuizen EM, Buster MC, Kunst AE. The impact of extended closing times of alcohol outlets on alcohol-related injuries in the nightlife areas of Amsterdam: a controlled before-and-after evaluation. Addiction. Jun 2015;110(6):955-64. doi:10.1111/add.12886

13) Giesbrecht N. Reducing alcohol-related damage in populations: rethinking the roles of education and persuasion interventions. Addiction. Sep 2007;102(9):1345-9. doi:10.1111/j.1360-0443.2007.01903.x

เจาะลึกสถิติ "ดื่มแล้วขับ" ปีใหม่ 2569: เด็กดื่มพุ่ง - เที่ยงคืน คือ นาทีวิกฤต! 
https://cas.or.th/content?id=1070
Tags : -

เจาะลึกสถิติ "ดื่มแล้วขับ" ปีใหม่ 2569: เด็กดื่มพุ่ง - เที่ยงคืน คือ นาทีวิกฤต! 


ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอเล่าข้อมูลเฝ้าระวังจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ 4 ม.ค. 69) พบสัญญาณอันตรายจากพฤติกรรมการดื่มแล้วขับที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขสถิติ โดยมี 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้ ดังนี้:

  1. เด็กและเยาวชน "ดื่มขับ" พุ่งพรวดกว่า 5% ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดในปีนี้คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน (อายุต่ำกว่า 20 ปี) มีสัดส่วนการดื่มแล้วขับสูงถึง 12.58% ซึ่งเมื่อเทียบกับปีใหม่ 2568 พบว่า เพิ่มขึ้นถึง 5.61% ในขณะที่ภาพรวมของผู้ขับขี่ทุกกลุ่มวัย พบการดื่มแล้วขับอยู่ที่ 23.56% (เพิ่มขึ้น 1.82%)
     
  2. "เที่ยงคืน" ช่วงเวลาวิกฤต กราฟสถิติรายชั่วโมงชี้ชัดว่า ช่วงเวลาที่พบอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับสูงที่สุดคือ 00.00 - 00.59 น. หรือช่วงเที่ยงคืนเข้าสู่วันใหม่ รองลงมาคือช่วงหัวค่ำ สอดคล้องกับผลตรวจเลือดที่พบแอลกอฮอล์สูงสุดในช่วงเวลาเดียวกัน
     
  3. เจาะพฤติกรรม: เมาแล้ว "ล้มเอง" ไม่ง้อคู่กรณี กว่าครึ่งของผู้ที่ดื่มแล้วขับ (51.74%) ประสบอุบัติเหตุในลักษณะ "ล้มเอง" โดยไม่มีคู่กรณี และเมื่อเจาะดูในกลุ่มที่ล้มเองนี้ พบว่าเป็น "รถจักรยานยนต์" สูงถึง 94.09% สะท้อนว่าแอลกอฮอล์ทำลายระบบประสาทสัมผัสและการทรงตัวของผู้ขี่มอเตอร์ไซค์อย่างรุนแรง
     
  4. ผลเลือดฟ้อง! เกินครึ่ง "เมาจริง" จากการส่งตรวจวิเคราะห์แอลกอฮอล์ในเลือด (ในกรณีที่เป่าไม่ได้) จำนวน 322 ตัวอย่าง พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ เกินกฎหมายกำหนดถึง 44% โดยกลุ่มอายุที่พบว่าเกินเกณฑ์มากที่สุดคือ วัยทำงานช่วงอายุ 40-49 ปี
     
  5. พื้นที่สีแดง: จังหวัดที่อัตราดื่มแล้วขับสูงสุด
  • อัตราดื่มแล้วขับสูงสุด: จ.บึงกาฬ, จ.นครพนม, จ.ยโสธร


บทสรุป: ข้อมูลปี 2569 ชี้ให้เห็นว่า "มอเตอร์ไซค์" + "เยาวชน" + "ช่วงวิกาล" คือสมการความเสี่ยงสูงสุดของการดื่มแล้วขับในปีนี้ การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ คนรอบข้างต้องช่วยกันเตือน "ดื่มไม่ขับ" เพื่อหยุดความสูญเสียที่ป้องกันได้

 

มาตรการควบคุมการบริโภคและปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
https://cas.or.th/content?id=13

องค์การอนามัยโลกและวงการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลก จัดให้แอลกอฮอล์ เป็นสารเสพติดและเป็นสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างไม่มีข้อถกเถียง โดยสามารถ ส่งเสริมให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้กว่า 200 ชนิด ที่สำคัญ เช่น โรคมะเร็งหลอดอาหารจนถึง ลำ ไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ โรคของระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะโรค ตับและโรคตับอ่อน โรคติดเชื้อ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคสมองเสื่อม รวมถึง โรคเก๊าท์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุทำ ให้เกิดการบาดเจ็บทางถนนและเสียชีวิต อีกปีละหลายหมื่นคน ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทและความรุนแรง ดังที่ปรากฎเป็น ข่าวเกือบทุกวัน ประเทศต่าง ๆ จึงถือว่าแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าธรรมดา แต่เป็นสินค้า ที่ต้องมีการควบคุมไม่สามารถปล่อยให้ขายแบบเสรีไร้ข้อกำ หนดเหมือนเครื่องดื่ม ต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ดีกระแสประชาธิปไตยที่เติบโตขึ้นในสังคมและประเทศต่าง ๆ ทำ ให้ ผู้ประกอบการผลิต การขาย ได้เรียกร้องให้ลดการควบคุมหรือให้ปล่อยเสรีโดยให้ เหตุผลว่า เป็นความรับผิดชอบของคนดื่มต่างหากที่ต้องดื่มอย่างมีสติและรับผิดชอบ แม้ว่าจะฟังดูดี แต่เนื่องจากผลของแอลกอฮอล์นั้นก่อให้เกิดการเสพติดและไปลด การมีสติสัมปชัญญะโดยตรง ดังนั้นการจะปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของผู้ดื่มฝ่าย เดียวจึงไม่ถูกต้อง และยังเป็นการทำ ให้ผู้ไม่ดื่มต้องพลอยรับผลร้ายไปด้วย เช่น เรื่อง การดื่มแล้วขับจนเกิดเหตุ การเกิดความรุนแรงในสังคมและครอบครัว ซึ่งรัฐมีความ ชอบธรรมในการเข้าไปควบคุม ประเทศไทยเองก็อยู่ในกระแสประชาธิปไตยและกระแส ตลาดเสรี จึงเกิดความขัดแย้งจากมุมของผู้ผลิตที่รู้สึกว่ารัฐควบคุมมากไป ในขณะ เดียวกันนักวิชาการและประชาชนจำ นวนมากก็รู้สึกว่ารัฐยังสามารถทำอะไรได้มากกว่า นี้เพื่อปกป้องประชาชน ดังบทสุดท้ายซึ่งเป็นเจตนารมย์ที่แสดงออกในการประชุม วิชาการสุราแห่งชาติเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา คณะทำ งานด้านวิชาการฯ จึงได้ระดมอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เป็นนักวิจัยด้านแอลกอฮอล์ หารือกัน หลายครั้งและตกลงว่าจะรวบรวมแนวคิดและมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ควรดำ เนินการและได้รวบรวมเพิ่มเติมเป็นเอกสารนี้

มติการประชุม คณะทำงานด้านวิชาการในการสนับสนุนการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
https://cas.or.th/content?id=889

มติการประชุม คณะทำงานด้านวิชาการในการสนับสนุนการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
ภายใต้อนุกรรมการวิชาการ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ความเสี่ยงในการแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือประกาศที่ใช้บังคับในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568

1) การยกเลิกกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยการให้โรงแรมที่จดทะเบียนสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือการขยายเวลาขายให้สถานประกอบการคล้ายสถานบริการขายได้ถึงตีสี่:

        ปัจจุบันมีโรงแรมที่จดทะเบียนประมาณ 15,000 แห่ง แขกในโรงแรมสามารถดื่มจากสินค้าที่วางขายในห้องอยู่แล้ว หากครอบคลุมไปถึงร้านค้า ร้านอาหารในโรงแรม มาตรการนี้จะทำให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างมาก แขกและลูกค้าภายนอกของโรงแรมสามารถเข้ามาใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง จะเกิดการดื่มแล้วขับทำให้บาดเจ็บและการตายบนท้องถนนเพิ่มมากขึ้นในหลายจังหวัดอย่างแน่นอน ประมาณ 15-20% เป็นอย่างน้อย ดังปรากฏข้อเท็จจริงว่าในการขยายเวลาให้สถานบริการในพื้นที่ จังหวัดชลบุรีและภูเก็ตที่รวมประมาณ 1,000 สถานบริการ โดยขยายเวลาบริการได้ถึงตีสี่ ทำให้เกิดอุบัติเหตุในช่วงตีสองถึงเจ็ดโมงเช้าเพิ่มขึ้นทั้งสองจังหวัด เกิดการบาดเจ็บเพิ่ม 900 ราย (เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14%) และมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทั้งสองจังหวัดรวมกัน 37 ราย (เพิ่มขึ้น 25%) โดยแม้แต่พื้นที่นำร่องที่ขยายเวลาฯ ก็ยังไม่ได้ดำเนินการให้เป็นตามมาตรการที่กำหนด ยิ่งไปกว่านั้นในพื้นที่เขตโซนนิ่งมีปัญหาอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ป่าตอง มีเหตุทุกวัน ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ชาวบ้านในพื้นที่ใช้ชีวิตลำบากมากขึ้น โจรขโมยเยอะขึ้น และแน่นอนว่าเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัย และที่พัทยา พบนักท่องเที่ยวโดนคนเมาทำร้าย อย่างไรก็ดีหากโรงแรมที่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศมากและใช้บริการอาหารเที่ยงของโรงแรมมีความประสงค์ขอขยายเวลาการขายในช่วง 14.00-17.00 น. อาจพิจารณาเป็นข้อยกเว้นภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดขึ้น และตรวจสอบรับรองโดยคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ พ.ร.บ. ฉบับแก้ไขที่กำลังพิจารณาในสภาขณะนี้

2) การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนา:

        การอนุญาตให้ขายในวันสำคัญทางศาสนาเพียง 5 วัน ประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะที่นับถือศาสนาพุทธ เนื่องจากมีมิติทางสังคมวัฒนธรรม และเมื่อพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า ประชาชนยังสามารถหาซื้อได้ในร้านขายของชำทั่วไป โดยสามารถซื้อได้ตลอด แม้ว่าเป็นช่วงเวลาห้ามขายก็ตาม สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมา ไม่มีการตรวจสอบหรือสุ่มตรวจร้านค้า คณะทำงานด้านวิชาการฯ เสนอให้คงการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนาไว้ 5 วันคงเดิม และไม่เห็นด้วยที่จะยกเว้นให้ขายได้ในสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ เพราะจะไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งจำนวนสถานประกอบการคล้ายสถานบริการมีมากกว่า 1 แสนราย ส่วนสถานบริการตามกฎหมายสถานบริการ 2,000 ราย ควรจะห้ามเช่นเดิม แต่อาจมีข้อยกเว้นให้กับบางพื้นที่เท่านั้น เช่น ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ โรงแรม โดยคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดต้องรับรองตรวจสอบให้มีมาตรการเฝ้าระวัง ติดตาม และป้องกันผลกระทบอย่างจริงจัง

3) การขายออนไลน์:

        ไม่ควรอนุมัติให้มีการยกเลิกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือประกาศที่ใช้บังคับปัจจุบันเพื่อให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อผู้บริโภคโดยตรงได้ และควรชะลอการตัดสินใจเพื่อสั่งการให้มีคณะศึกษาผลกระทบในเรื่องนี้อย่างละเอียด เนื่องจากปัจจุบันมีร้านค้าที่พร้อมจะขายออนไลน์ เช่น ร้านสะดวกซื้อแบบธุรกิจขนาดใหญ่เกือบสองหมื่นร้าน ร้านอาหาร ผับ บาร์ อีกประมาณสองแสนร้าน หรืออาจเกือบครึ่งหนึ่งจากใบอนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 570,000 ใบ ประกอบกับมีแพลตฟอร์มการสั่งซื้อที่สะดวกมากมายหลากหลายที่ไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ซื้อ จะทำให้เยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่ายโดยปราศจากการตรวจสอบอายุตามที่กฎหมายกำหนด ไม่สามารถตรวจสอบตัวตนของผู้ขายและตรวจสอบใบอนุญาตขาย ซึ่งมีความย้อนแย้งกับมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ดำเนินการแก้ไขโดยที่ต้องคำนึงถึงการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่เหมาะสมของเยาวชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อผู้บริโภคโดยตรงนั้นก็ไม่ได้เป็นวิธีการส่งเสริมการท่องเที่ยวแต่อย่างใด และในทางกลับกันอาจกลายเป็นช่องทางที่มีการสั่งสินค้าแอลกอฮอล์จากต่างประเทศได้ ประกอบกับผลจากการบังคับใช้การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านมา พบว่า มีการสื่อสารโพสต์คอนเทนต์โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และได้ลองดำเนินการแจ้งทางแพลตฟอร์มโซเชียล ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีต่อได้

4) ประเด็นอื่น ๆ:

  • การดำเนินงานในแต่ละประเด็น ควรต้องสร้างตัวเลือกในการดำเนินงาน อาจประกอบด้วยแนวทางหลักและแนวทางสำรอง เช่น อาจจะลองดำเนินการในบางพื้นที่ ซึ่งรัฐต้องมีการควบคุม ติดตาม และรายงานผลของนโยบายให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อลดผลกระทบ โดยมาตรการความพร้อมต้องเกิดก่อนออกมาตรการ
  • ควรมีการศึกษาวิจัยมิติทางสังคมที่มาช่วยยืนยันได้ว่า นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวประเทศไทย มาเพราะอยากดื่มเหล้า มาเล่นคาสิโน และมีงานวิจัยต่างประเทศที่ชี้ว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นไม่ได้ส่งเสริมรายได้ทางเศรษฐานะของประชาชนได้จริง
  • การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ย่อมเพิ่มผลกระทบแน่นอน ส่วนใหญ่จะพบข้อมูลผลกระทบที่เป็นภัยทางถนนเป็นส่วนใหญ่และเห็นแนวโน้มชัดเจน ซึ่งอาจต้องพิจารณาถึงผลกระทบด้านอื่นร่วมด้วย เช่น เหตุทะเลาะวิวาทจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มจนเสียชีวิต การติดสุรา ข้อมูลความรุนแรง เป็นต้น ซึ่งยังไม่ค่อยมีข้อมูลด้านนี้ จึงไม่สามารถนำมาใช้ในการประกอบการพิจารณาได้อย่างรอบด้าน

5) บทสรุป:

        เนื่องจากการยกเลิกมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการให้ขายออนไลน์ ขยายเวลาขายในโรงแรม 24 ชั่วโมง หรือการขยายเวลาให้สถานบริการและสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการจะมีความเสี่ยงทำให้เกิดการเสียชีวิตประมาณ 600-800 ราย จากการดื่มขับ การเร่งรัดแก้ไขให้เสร็จเร็วเพื่อทันเทศกาลสงกรานต์สำหรับการท่องเที่ยวจึงอาจเป็นการละเลยและประมาทในการปกป้องความปลอดภัยของคนไทยตามหน้าที่ของรัฐที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ คณะทำงานด้านวิชาการฯ เสนอให้มีการศึกษาเพื่อพิจารณาความพร้อมต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ไม่ควรรีบดำเนินการเพราะไม่ได้เป็นภาวะฉุกเฉิน

การจำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเพื่อควบคุมผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อความสงบสุข ความปลอดภัย และสุขภาวะของประชาชนโดยรวมจำเป็นแค่ไหน!?
https://cas.or.th/content?id=629

การจำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเพื่อควบคุมผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อความสงบสุข ความปลอดภัย และสุขภาวะของประชาชนโดยรวมจำเป็นแค่ไหน

โดย นางสาวจินตนา จันทร์โคตรแก้ว สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ

กฎหมายได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสงบสุขของคนในสังคมโดยรวม การควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เช่นกัน ปัจจุบันสังคมให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล จนบางครั้งอาจไม่ได้คำนึงถึงความสงบสุขโดยรวมของสังคม เช่นเดียวกันกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นประเด็นในสังคมที่หยิบยกออกมาโต้แย้งว่า ประเทศไทยมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลโดยใช้นโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากจนเกินไปจนไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ทั้งการจำกัดสถานที่ห้ามดื่มและห้ามขาย จำกัดเวลาการขาย การห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บทความนี้จะฉายภาพให้เห็นอีกด้านของผลกระทบและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในสังคม

ขอบเขตและสิทธิเสรีภาพของบุคคลในรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทยฉบับพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕ ระบุไว้ว่า สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจํากัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทําการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น นั่นแสดงให้เห็นว่าการมีสิทธิเสรีภาพมีขอบเขต บุคคลมีสิทธิในการกระทำใดใด หากการกระทำดังกล่าวไม่ไปกระทบเสรีภาพของบุคคลอื่น ดังนั้นจึงขอไล่เรียงข้อโต้แย้งในคำกล่าวที่ว่า การควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเกินความจำเป็นดังนี้

  • การจำกัดสถานที่ห้ามขายและห้ามดื่มเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลหรือไม่ สังคมจะเป็นเช่นไร หากสามารถขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ทุกที่ หากสังคมเป็นเช่นนั้น การกระทำของบุคคลเพียงคนหรือสองคนอาจจะทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนชายหาด ซึ่งชายหาดเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่คนทั่วไปใช้ชีวิตเพื่อพักผ่อนและใช้เวลาร่วมกัน แต่หากมีกลุ่มคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วส่งเสียงดังทะเลาะวิวาท การเรียกร้องสิทธิแบบนี้มีความยุติธรรมกับคนที่ใช้พื้นที่ดังกล่าวจริงหรือ เช่นเดียวกัน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งรถโดยสารสาธารณะเป็นสถานที่สำหรับผู้เดินทางและคนในสังคมต้องการความปลอดภัยในชีวิต หากมีเพียงคนเดียวดื่มและส่งเสียงดัง อาจจะทำให้ผู้ร่วมโดยสารคนอื่นๆ รู้สึกไม่ปลอดภัย จากหลักฐานเชิงประจักษ์ การควบคุมสถานที่ห้ามขายและห้ามดื่มเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (1) นอกจากนี้การจำกัดใบอนุญาตในการห้ามขายก็มีความจำเป็นเนื่องจากจำนวนใบอนุญาตที่มากขึ้นนำไปสู่การดื่ม (2) และปัญหาที่ตามมา (3) ประเทศนิวซีแลนด์เป็นตัวอย่างในการจำกัดใบอนุญาตการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะร้านที่มีที่นั่งดื่ม โดยการที่จะมีร้านที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้นั้นจะต้องได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการหลากหลายภาคส่วน ในกระบวนการออกใบอนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น จะต้องมีการติดประกาศเพื่อให้ทราบล่วงหน้าว่า กำลังจะมีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เปิดขึ้น และประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงสามารถคัดค้านการเปิดได้หากมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากร้านที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดังกล่าว (4) นอกจากนี้ ในสหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ได้มีความพยายามในการจำกัดจำนวนของร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะร้านแบบนั่งดื่ม (5, 6) เช่น ผับบาร์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งเสียงและการทะเลาะวิวาทที่ตามมา เพื่อรักษาความสงบของพื้นที่ที่อยู่อาศัย ดังนั้น การจำกัดพื้นที่ห้ามดื่มและห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และจำนวนใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงจำเป็น เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้กระทบเพียงคนดื่ม แต่กระทบความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม
  • การจำกัดเวลาห้ามขายในบางช่วงเวลาเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลหรือไม่ การควบคุมเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความจำเป็น เพราะบางช่วงเวลามีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น จากข่าวกรณีที่มีคนขับรถกลับจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงใกล้รุ่งแล้วรถพุ่งชนนักปั่นจักรยานสองคนเสียชีวิต (7) เป็นกรณีตัวอย่างของผลกระทบว่า การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้เกิดผลที่ตามมาซึ่งไปกระทบสิทธิของผู้อื่น บางคนอาจจะมองว่า ประเทศอื่นมีการเปิดผับถึงตี 4 แต่หากไปดูสถิติในการลงทุนกับการรักษาความปลอดภัยโดยรวมนั้น ประเทศไทยยังห่างไกลจากประเทศเหล่านั้นอยู่มาก เช่น อัตราการสุ่มตรวจระดับแอลกอฮอล์ในผู้ขับขี่ในประเทศนิวซีแลนด์ โดยเฉลี่ยแล้ว ใน 1 ปีพลเมืองที่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์มีโอกาสถูกตรวจระดับแอลกอฮอล์จากลมหายใจอย่างน้อย 1 ครั้ง (8, 9) ซึ่งประเทศชาติต้องลงทุนกับมาตรการดังกล่าวมหาศาลเพื่อทำให้คนไทยมีความปลอดภัยในชีวิตจากการดื่มและขับ และประเทศไทยเองก็มีปัญหาต่าง ๆ ที่ต้องเร่งแก้ไขมากมาย แล้วเราจะมีทรัพยากรเพียงพอเท่าประเทศเหล่านั้นเพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ให้ได้รับผลกระทบจริงหรือ นอกจากการดื่มแล้วขับ ยังไม่ได้รวมถึงผลกระทบอื่น ๆที่ ตามมา เช่น การส่งเสียงดังและทะเลาะวิวาท คดีอาชญากรรม
  • การห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นการลิดรอนสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๓๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน  การควบคุมโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นหากพิจารณาตามสิทธิส่วนบุคคล อาจจะเป็นการลิดรอนสิทธิในระยะสั้น แต่รัฐไม่ควรพิจารณาเพียงสิทธิเสรีภาพระยะสั้น เพราะการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลกระทบในระยะยาว เพราะการโฆษณาทำงานกับสมอง โดยการสร้างเนื้อหา ภาพและเสียงเพื่อกระตุ้นให้สมองมีการรับรู้และการเปิดรับผลิตภัณฑ์และแบรนด์ นำไปสู่การรู้สึกเป็นเจ้าของในแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์นั้น และหากสินค้าดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ รัฐจึงควรเข้ามาปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากผลกระทบในระยะยาว ปัจจุบันสื่อและการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้เข้ามาผ่านช่องทางเดิมที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เทคโนโลยีทำให้สื่อและการโฆษณาเข้ามาอยู่ในทุกมุม ทุกกิจกรรมของชีวิต และหากคนกลุ่มที่น่ากังวลและควรปกป้องมากที่สุด คือ กลุ่มเยาวชน จะเลวร้ายแค่ไหนหากเด็กและลูกหลานของเราเห็นโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากคนที่มีชื่อเสียงและคนที่เขายกย่องเป็นประจำ จนมองว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติและโก้เก๋ นำไปสู่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเขาต่อมา (10) และเมื่อปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้น ก็ไม่ต่างจากการมอมเมาเด็กและเยาวชน และชี้ทิศทางไปในทางที่เขาไม่ได้เลือกจากสิทธิและเสรีภาพที่เขามีจริง ๆ แต่เกิดจากการที่ผู้ใหญ่หรือบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เรียกร้องสิทธิในการโฆษณาเพื่อผลกระโยชน์ของตนในระยะสั้น แต่ลืมสิทธิและเสรีภาพของลูกหลานในอนาคตที่เขาไม่มีสิทธิเลือก ดังนั้น กฎหมายควบคุมโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นจึงมีความจำเป็นในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในระยะสั้น และปกป้องสิทธิเสรีภาพในระยะยาว และสร้างเส้นทางเลือกให้กับสิทธิในการมีสุขภาพดีของลูกหลานประชาชนไทย

สรุป
สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลมีได้ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้น ไม่กระทบกระเทือนความสงบเรียบร้อยและไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น ดังนั้นรัฐจึงมีความชอบธรรมในการจำกัดวัน เวลา และสถานที่ในการขายและดื่ม รวมทั้งการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะสิทธิในการดื่มและขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการโฆษณากระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและสุขภาวะของสังคมโดยรวม

เอกสารอ้างอิง
1. World Health organization. “Best buys’ and other recommended interventions for the prevention and control of noncommunicable diseases: updated(2017) appendix 3 of the Global Action Plan for the Prevention and Control of Noncommunicable diseases 2013-2020. Geneva: World Health Organization; 2017.
2. Popova S, Giesbrecht N, Bekmuradov D, Patra J. Hours and days of sale and density of alcohol outlets: impacts on alcohol consumption and damage: a systematic review. Alcohol Alcohol. 2009;44(5):500-16.
3. Campbell CA, Hahn RA, Elder R, Brewer R, Chattopadhyay S, Fielding J, et al. The Effectiveness of Limiting Alcohol Outlet Density As a Means of Reducing Excessive Alcohol Consumption and Alcohol-Related Harms. American Journal of Preventive Medicine. 2009;37(6):556-69.
4. Sale and Supply of Alcohol Act 2012, (2012).
5. Wilkinson C, MacLean S, Room R. Restricting alcohol outlet density through cumulative impact provisions in planning law: Challenges and opportunities for local governments. Health & Place. 2020;61:102227.
6. Pliakas T, Egan M, Gibbons J, Ashton C, Hart J, Lock K. Do cumulative impact zones reduce alcohol availability in UK high streets? Assessment of a natural experiment introducing a new licensing policy. The Lancet. 2016;388:S94.
7. เดลินิวส์. ซ่อนเหล้า? หนุ่มวัย 26 ซิ่งเสยกลุ่มนักปั่นเสือภูเขากวาดยกแก๊งดับ2เจ็บ5. เดลินิวส์,. 2567 10 มีนาคม 2567.
8. Police across New Zealand performed more than three million breath screening tests (BSTs) in 2023, more than 26% above 2022 figures, and the most in a decade [Internet]. National News. 2024 [cited March,17, 2024]. Available from: https://www.police.govt.nz/news/release/breath-screening-tests-exceed-3-million-2023.
9. New Zealand Transport Agency. Driver licence holders dataset & API 2024 [Available from: https://opendata-nzta.opendata.arcgis.com/search?q=license%20holder.
10. Padon AA, Rimal RN, Siegel M, DeJong W, Naimi TS, JernFigan DH. Alcohol brand use of youth-appealing advertising and consumption by youth and adults. J Public Health Res. 2018;7(1):1269.

การลดหย่อนนโยบายควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือ?
https://cas.or.th/content?id=633

การลดหย่อนนโยบายควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือ

โดย นางสาวจินตนา จันทร์โคตรแก้ว สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ

รัฐบาลได้มีความพยายามลดหย่อนนโยบายควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อเอื้อประโยชน์ในการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา เช่น มาตรการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลดภาษีไวน์ การสนับสนุนการผลิตสุราชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่การดำเนินมาตรการดังกล่าวเกิดประโยชน์มากกว่าความสูญเสียของประเทศจริงหรือ

ประเทศไทยประสบความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปีละ 165,450.5 ล้านบาทหรือประมาณร้อยละ 1.05 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (1) รัฐบาลกลับมองผลระยะสั้นที่เกิดขึ้น ผลเสียที่ตามมา กลับทวีคูณ การสูญเสียดังกล่าวเกิดจากการสูญเสียผลิตภาพที่เกิดจากการตายก่อนวัยอันควรและความพิการที่ไม่สามารถทำงานได้ ทั้งที่ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ การดำเนินมาตรการที่ก่อให้การตายก่อนวัยอันควรและความพิการที่เกิดขึ้นย่อมนำไปสู่ผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้ไม่คุ้มเสีย แต่ละปีมีประชากรไทยเสียชีวิตเนื่องจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 4 หมื่นคนต่อปีทั้งที่เกิดจากโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บทางถนน (2) โดยเฉพาะในชายไทยอายุ 30-59 ปีที่อยู่ในวัยทำงานเกิดการสูญเสียปีสุขภาวะที่จะมีสุขภาพดีทั้งที่เกิดจากความพิการและการตายก่อนวัยอันควร เนื่องจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 163,000 ปี หรือคิดเป็นร้อยละ 3 ของการสูญเสียปีสุขภาวะทั้งหมด จำนวนปีดังกล่าวแทนที่ชายไทยจะนำไปสร้างผลิตภาพให้กับเศรษฐกิจไทย (3) แทนที่รัฐบาลจะลงทุนกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตในระยะยาว เช่น การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงาน แต่กลับใช้นโยบายที่หวังผลระยะสั้น ที่นำไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุหลักนำไปสู่โรคไม่ติดต่อหลายสาเหตุ เช่น มะเร็ง โรคตับ โรคหัวใจ (4) ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำไปสู่ภาระทางสุขภาพที่รัฐบาลจะต้องแบกรับในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยและกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการดำเนินนโยบายแอลกอฮอล์ประกอบไปด้วย การควบคุมวัน เวลา สถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การขึ้นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการควบคุมโฆษณา การควบคุมการดื่มแล้วขับและการคัดกรองและบำบัดรักษาให้มีประสิทธิภาพ ภายใน 5 ปีหากภาครัฐลงทุนเพียง 22 ล้านล้านบาทจะได้ผลประโยชน์จากการรักษาประสิทธิภาพของคนวัยทำงานที่ไม่ต้องลางานขาดงานสูงถึง 59 ล้านล้านบาท โดยทุก 1 บาทที่รัฐลงทุนในการดำเนินมาตรการจะได้รับประโยชน์กลับมา 2.64 บาท (5)

การลดภาษีไวน์กระตุ้นเศรษฐกิจจริงเหรอ ผู้บริโภคไวน์ส่วนใหญ่ คือ ผู้มีรายได้สูง แทนที่รัฐบาลจะเก็บภาษีจากการจำหน่ายไวน์เพื่อเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ให้เกิดขึ้นในสังคม แต่กลับเอื้อผลประโยชน์ให้บริษัทผลิตไวน์และผู้บริโภคที่มีรายได้สูง จากหลักฐานองค์การอนามัยโลกได้ยืนยันชัดเจนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของมาตรการทางภาษีและราคาในการลดการบริโภคการดื่มและความสูญเสียทางสุขภาพและสังคม นอกจากนี้การลดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำไปสู่การเพิ่มความเหลื่อมล้ำ คนที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มมากที่สุด คือ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทั้งค่าใช้จ่ายทางสุขภาพที่ต้องแบกรับจากโรคไม่ติดต่อ และปัญหาทางสังคม เช่น ปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัวที่พบมากในกลุ่มครัวเรือนที่ยากจน(6) การลดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำไปสู่ความถ่างกว้างของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยโดยไม่จำเป็น ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินมาตรการราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน คือ ประเทศสกอตแลนด์ เมื่อรัฐบาลประกาศใช้มาตรการนโยบายการกำหนดราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขั้นต่ำ รวมทั้งไวน์ นำไปสู่การลดการตายที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงถึงร้อยละ 13.4 และอัตราการผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลได้ร้อยละ 4.1 (7) จากการศึกษาที่ถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบได้ยืนยันประสิทธิผลของมาตรการภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นำไปสู่การลดการป่วยและการตายจากโรคและการบาดเจ็บ (8)

การเพิ่มเวลาขายกระตุ้นให้มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ในทางกลับกัน ประเทศกลับเสียผลประโยชน์จากค่ารักษาพยาบาลและความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุบนท้องถนนและการทะเลาะวิวาท รวมทั้งอาชญากรรมที่ตามมา รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศในการเป็นประเทศท่องเที่ยวแบบปลอดภัย จากประสบการณ์ของประเทศออสเตรเลียในรัฐนิวเซาท์เวลส์ในเขตเมืองนิวคาสเซิล ได้มีการลดเวลาเปิดผับจากตี 5 เป็นตี 3.30 และห้ามรับลูกค้าเพิ่มหลังเวลาตี 1.30 แต่ยังนั่งดื่มได้จนถึงตี 3.30 หลังจากการดำเนินมาตรการมีการศึกษาพบว่าคดีทำร้ายร่างกายลดลงร้อยละ 34 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนดำเนินมาตรการ(9) เช่นเดียวกันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่กรุงอัมสเตอร์ดัมประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้มีการประกาศขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกไป 1 ชั่วโมงเพื่อกระตุ้นนักท่องเที่ยว[1] แต่เมื่อมีการขยายเวลาขายกลับพบว่า อัตราของการเกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 ในพื้นที่ที่มีการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ไม่ได้ขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (10) นอกจากนี้การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำไปสู่อาชญากรรม อุบัติเหตุซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในการท่องเที่ยว

การผลิตสุราชุมชน กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถึงแม้การผลิตสุราชุมชนจะเป็นการกระจายรายได้จากรายใหญ่ไปสู่รายย่อย แต่ผลที่ตามมาอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย ทั้งการควบคุมมาตรฐานของสุราที่ส่งผลเสียต่อผู้บริโภคในภายหลัง (11) การที่ต้องเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าตรวจโรงผลิตสุราชุมชนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

สรุป
รัฐบาล มองแห็นผลประโยชน์ระยะสั้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ประเทศจะต้องทนรับผลเสียจากนโยบายที่เล็งเห็นเฉพาะผลระยะสั้นไปอีกยาว และส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะการดำเนินมาตรการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดภาษีไวน์ และการสนับสนุนการผลิตสุราชุมชน นำไปสู่ความสูญเสียทางสุขภาพและสังคมของประชากรไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว


เอกสารอ้างอิง
1. Luangsinsiri C, Youngkong S, Chaikledkaew U, Pattanaprateep O, Thavorncharoensap M. Economic costs of alcohol consumption in Thailand, 2021. Glob Health Res Policy. 2023;8(1):51.
2. สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ. รายงานภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย พ.ศ.2562. นนทบุรี: สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ 2566.
3. สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ. รายงานภาระโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย พ.ศ.2562. นนทบุรี: สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ; 2566.
4. Babor TF, Casswell S, Graham K, Huckle T, Livingston M, Österberg E, et al. Alcohol: No Ordinary Commodity: Research and public policy: Oxford University Press; 2022. Available from: https://doi.org/10.1093/oso/9780192844484.001.0001.
5. United Nations Thailand, Ministry of Public Health, United Nations Development Programme (UNDP), United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF) on the Prevention and Control of NCDs. Prevention and control of noncommunicable diseases in Thailand: The case for investment. Bangkok; 2021.
6. Bryant L, Lightowlers C. The socioeconomic distribution of alcohol-related violence in England and Wales. PLOS ONE. 2021;16(2):e0243206.
7. Wyper GMA, Mackay DF, Fraser C, Lewsey J, Robinson M, Beeston C, et al. Evaluating the impact of alcohol minimum unit pricing on deaths and hospitalisations in Scotland: a controlled interrupted time series study. The Lancet. 2023;401(10385):1361-70.
8. Wagenaar AC, Tobler AL, Komro KA. Effects of alcohol tax and price policies on morbidity and mortality: a systematic review. American Journal of Public Health. 2010;100(11):2270-8.
9. Kypri K, Jones C, McElduff P, Barker D. Effects of restricting pub closing times on night-time assaults in an Australian city. Addiction. 2011;106(2):303-10.
10. de Goeij MC, Veldhuizen EM, Buster MC, Kunst AE. The impact of extended closing times of alcohol outlets on alcohol-related injuries in the nightlife areas of Amsterdam: a controlled before-and-after evaluation. Addiction. 2015;110(6):955-64.
11. Manning L, Kowalska A. Illicit alcohol: public health risk of methanol poisoning and policy mitigation strategies. Foods. 2021;10(7).

การสังเคราะห์ผลการศึกษาประเด็นดื่มแล้วขับในประเทศไทย พ.ศ. 2564
https://cas.or.th/content?id=34

แม้ว่าการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย แต่ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย อุบัติเหตุเหล่านี้สร้างความสูญเสียทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับผู้ประสบเหตุและครอบครัว รวมถึงส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุจราจรในประเทศไทยมีมูลค่าเฉลี่ยต่อปีประมาณ 545,435 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่เอง เช่น การขับรถเร็วและการเมาแล้วขับ

ในปี พ.ศ. 2564 ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้สนับสนุนการวิจัยเพื่อศึกษาประเด็น ดื่มแล้วขับในบริบทของประเทศไทย ซึ่งนำไปสู่ข้อค้นพบสำคัญที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนานโยบายเพื่อลดปัญหานี้ในปัจจุบัน

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมข้อค้นพบและสรุปสาระสำคัญของการศึกษาดังกล่าว ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านในการทำความเข้าใจปัจจัยที่ทำให้ พฤติกรรมดื่มแล้วขับ ยังคงเป็นปัญหาในสังคมไทย รวมถึงช่วยสะท้อนให้ผู้กำหนดนโยบายได้รับทราบและพัฒนาแนวทางในการลดปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นแนวทางในการพัฒนางานวิจัยต่อยอดเพื่อแก้ไขปัญหาการดื่มแล้วขับอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.