คำค้นหา : นโยบาย

คำค้นหา : นโยบาย

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 1533 ครั้ง
การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และขัดกับความเห็นประชาชนส่วนใหญ่
https://cas.or.th/content?id=1030

การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และขัดกับความเห็นประชาชนส่วนใหญ่

ในช่วงที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับเวลาในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ให้เห็นภาพที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณานโยบายอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข้อมูลที่สะท้อน “ความเห็นของประชาชน” และ “ผลกระทบด้านสุขภาพ–ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการกำหนดมาตรการสาธารณสุข

ผลสำรวจประชาชนจาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า 82.8% ไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหตุผลหลักเกี่ยวข้องกับความกังวลด้านความปลอดภัยบนท้องถนน การเข้าถึงของเยาวชน และผลกระทบทางสังคมที่อาจเพิ่มขึ้น หากมีการขยายชั่วโมงการจำหน่าย

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวก็มีประเด็นที่น่าสนใจเช่นกัน งานศึกษาหลายฉบับระบุว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้เลือกประเทศไทยจากเวลาเปิด–ปิดของการจำหน่ายแอลกอฮอล์ แต่ให้ความสำคัญกับอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์ในท้องถิ่นเป็นหลัก ข้อมูลนี้ช่วยยืนยันว่า “เวลาเปิดขาย” อาจไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวตามที่เข้าใจกัน

ด้านความปลอดภัย ข้อมูลจากพื้นที่ที่เคยมีการผ่อนปรนเวลาอย่างน้อยช่วงหนึ่ง พบว่า การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุช่วงกลางคืนเพิ่มขึ้น 13.4% คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่า 117% ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงความจำเป็นของมาตรการกำกับดูแล

ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศว่าจะมี การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เพื่อประเมินผลกระทบจากการปรับนโยบาย และนำไปใช้ประกอบการพิจารณาเชิงนโยบายอย่างรอบด้าน

แนวทางนี้ถือเป็นกลไกสำคัญของ “การกำกับนโยบายแบบอิงหลักฐาน (evidence-informed policy)” ที่ช่วยให้ประเทศสามารถประเมินผลกระทบจริงได้อย่างเป็นระบบ

แม้ในสังคมจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้ช่วยให้เรามองภาพรวมของผลกระทบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และช่วยย้ำว่า "การตัดสินใจเชิงนโยบายควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ"

ด้วยข้อมูลที่กำลังถูกรวบรวมอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เราทุกฝ่ายจะมีโอกาสประเมินร่วมกันว่า แนวทางใดสามารถรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชนได้ดีที่สุด

การค้าระหว่างประเทศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
https://cas.or.th/content?id=1029

การค้าระหว่างประเทศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน


โดย ศ.ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์
สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

การประชุมวิชาการประจำปี “การค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ” ระหว่างวันที่ 4 - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 มีผู้แทนจากองค์การค้าโลก กระทรวงการต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งนักวิชาการ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มาร่วมประชุมและให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับสถานการณ์การเจรจาค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะแนวทางที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วันสุดท้ายของการประชุมมีประเด็นของแนวทางปฏิบัติเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเสริมพลังระหว่างนโยบายการค้าและสุขภาพ และประเด็นพลังของหลักฐานในการทำให้เกิดความสอดคล้องระหว่างนโยบายการค้าและนโยบายสุขภาพ ซึ่งมีการเสนอต่อวิทยากรและผู้เข้าร่วมประชุมว่า ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ (สุรา ยาสูบ อาหารแปรรูป และพลังงานจากฟอสซิล) เป็นอุปสรรคสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีการขับเคลื่อนในองค์การสหประชาชาติให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ใช้หลักการ “ผู้ก่อความเสียหาย ต้องชดใช้” เนื่องจาก บริษัทข้ามชาติทั้ง 4 ประเภท ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ แต่เหตุใดจึงไม่มีการกล่าวถึง ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ ในการประชุม

บริษัทข้ามชาติ 4 ประเภท ถูกบ่งชี้ว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตถึงหนึ่งในสามของประชากรโลกที่เกิดจากโรคไม่ติดต่อ (Gilmore AB, Fabbri A, Baum F, et al., 2021.) การประชุมระดับสูงที่องค์การสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ. 2011 เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อ สรุปว่าองค์กรธุรกิจเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่ระบาดระดับโลกของโรคไม่ติดต่อ ซึ่งจากการศึกษาภาระโรคระดับโลกเมื่อปี ค.ศ. 2019 บ่งชี้ว่าบริษัทข้ามชาติ 4 ประเภทดังกล่าวเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต 19 ล้านคนต่อปี (หรือร้อยละ 41 จากการเสียชีวิต 42 ล้านรายจากโรคไม่ติดต่อ) มีการวิเคราะห์เชิงลึกถึงพฤติกรรมองค์การ และแนวทางปฏิบัติของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการแทรกแซงนโยบายและครอบงำเพื่อโน้มน้าวผู้กำหนดนโยบายให้เอื้อต่อภาคธุรกิจมากกว่าประโยชน์สาธารณะ อีกทั้งให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในบางกรณีเพื่อให้นโยบายควบคุมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ด้อยประสิทธิผลและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ และสังคม


ก่อนการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-19 กรอบการเจรจาการค้าเสรีเน้นเสรีภาพและสิทธิส่วนบุคคลมากกว่ากฎ ระเบียบและมาตรการในการควบคุมโดยภาครัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคมากเกินความจำเป็น (Gilmore AB, Fabbri A, Baum F, et al., 2021.) ในขณะเดียวกันภาคธุรกิจโน้มน้าวภาครัฐเพื่อให้เกิดการควบคุมตนเอง (เพื่อไม่ให้ภาครัฐกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมภาคธุรกิจ)

อย่างไรก็ตาม หลังการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-19 มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการวางกรอบมาตรฐานและควบคุมการตลาดโดยภาครัฐ เพื่อควบคุมโครงสร้างอำนาจของภาคธุรกิจ และลดอันตรายจากพลังอำนาจทางธุรกิจ ในขณะเดียวกันส่งเสริมความเป็นอยู่ทางสังคมให้ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นความก้าวหน้าทางสังคมด้วยเศรษฐกิจแนวใหม่ เช่น การนำเศรษฐกิจกลับสู่ความสมดุลของโลก (degrowth) ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาศักยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อชีวิตที่รุ่งเรือง ยืนยาว และสุขภาพดีของผู้คน และแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ด้วยการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Friel S, Collin J, Daube M, Depoux A, Freudenberg N, Gilmore AB, Johns P, Laar A, Marten R, McKee M, Mialon M, 2023.) หรือ เศรษฐกิจโดนัท (Doughnuts Economics) ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจที่ปกป้องความยุติธรรมทางสังคมและความคุ้มครองทางนิเวศวิทยา ไม่ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะเติบโต ถดถอย หรือคงที่ (Raworth K, 2017.)

กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลก ไม่ต่างไปจากกลยุทธ์ของบริษัทยาสูบข้ามชาติในการขาย “สารเสพติด” การคุกคามสุขภาพประชากรโลกโดยบริษัทยาสูบข้ามชาติเป็นที่รับรู้และเข้าใจมากขึ้นในระดับโลกโดยชุมชนผู้กำหนดนโยบาย และประชากรโลก ทำให้ “ภาพพจน์” ของบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกเปิดโปงถึงการลงทุนเพื่อ “การออกแบบนโยบาย” ให้สอดรับกับเป้าหมายของการพาณิชย์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลก (Madden M & McCambridge J, 2021)

แนวทางการพัฒนานโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ผ่านมา โดยรัฐบาลของประเทศต่างๆ ใช้แนวทางผ่านกลไกการตกลงทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับอิทธิพลจากบริษัทข้ามชาติทั้งหลาย เพื่อส่งเสริมแนวคิดการตลาดเสรีและลดกฎ นโยบาย เงื่อนไข ต่างๆ (Braithwaite J, Drahos P, 2000.) ส่งผลให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ขององค์กรธุรกิจในการสร้างผลกำไรสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพ (Thow AM, Snowdon W, Labonte R, et al., 2015; Friel S, Schram A, Townsend B, 2020; Townsend B, Schram A, 2020; Milsom P, Smith R, Baker P, Walls H, 2021.)

ประเด็นสำคัญที่จะปกป้องนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพจากอิทธิพลและพลังอำนาจทางธุรกิจคือการห้ามไม่ให้องค์กรธุรกิจที่มีผลประโยชน์ขัดกับนโยบายสาธารณะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำนโยบาย เพิ่มมาตรการของความโปร่งใสด้วยการบังคับให้องค์กรธุรกิจและเครือข่ายเปิดเผยงบประมาณและรายงานกิจกรรมในการล้อบบี้ผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งงบประมาณสำหรับการวิจัย (Boushey H, Knudsen L, 2021.)

ประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลบ่งชี้ถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลักการสำคัญมากกว่า “กำไร” และเป็นแนวทางในการจำกัดพลังอำนาจทางธุรกิจ ส่งผลให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ (Buse K, Tanaka S, Hawkes S, 2017.) การปรับแนวคิดใหม่ เนื่องจากแนวคิดเดิมของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (gross domestic product) ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Jackson T, 2021.) ส่งผลให้รัฐบาลนิวซีแลนด์ สก็อตแลนด์ เวลส์ นอร์เวย์ และภูฏาน ทบทวนและท้าทายแนวคิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Hardoon D, Hey N, Brunetti S, 2020; Wellbeing Economy Alliance, 2021; da Silva JG, 2019.) โดยใช้หลักการเศรษฐกิจความเป็นอยู่ดี (wellbeing economy principles) ซึ่งเน้นความเป็นอยู่ดีของประชากรและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้บรรทัดฐานและทิศทางของการจัดทำนโยบายเปลี่ยนไปจากแนวคิดของพลังอำนาจโดยทุนนิยม (Coscieme L, Sutton P, Morentsen LF, et al., 2019; Buchs M, Baltruszewicz M, Bohnenberger K, et al., 2020.)

ระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 จะมีการเจรจา ไทย-สหภาพยุโรป รอบที่ 4 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งผู้เขียนบทความนี้ ได้ส่งข้อมูลรายละเอียดจากนักวิชาการระดับโลกไปให้ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้พิจารณาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จึงหวังว่ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะใช้โอกาสนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ จาก ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’

เอกสารอ้างอิง:
1) Boushey H, Knudsen L, 2021. The importance of competition for the American economy. The White House, 2021. Available at: https://www.whitehouse.gov/.../the-importance.../
2) Braithwaite J, Drahos P, 2000. Global business regulation. Cambridge, Cambridge University
Press, 2000.
3) Buchs M, Baltruszewicz M, Bohnenberger K, et al., 2020. Wellbeing economics for the COVID-19 recovery: ten principles to build back better. 2020. Available at: https://eprints.whiterose.ac.uk/181033/
4) Buse K, Tanaka S, Hawkes S, 2017. Healthy people and healthy profits? Elaborating a conceptual framework for governing the commercial determinants of non-communicable diseases and identifying options for reducing risk exposure. Global Health 2017; 13: 34.
5) Coscieme L, Sutton P, Morentsen LF, Kubiszewski I, Costanza R, Trebeck K, Pulselli FM, Giannetti BF, and Fioramonti L, 2019. Overcoming the myths of mainstream economics to enable a new wellbeing economy. Sustainability (Basel) 2019; 11: 4374.
6) da Silva JG, 2019. From Fome Zero to zero hunger: a global perspective. Rome: Food and Agriculture Organization of the United Nations, 2019.
7) Friel S, Collin J, Daube M, Depoux A, Freudenberg N, Gilmore AB, Johns P, Laar A, Marten R, McKee M, Mialon M, 2023. Commercial Determinants of Health: future directions. Lancet 2023; 401: 1229-40. Available at: https://doi.org/10.1016/ S0140-6736(23)00011-9
8 ) Friel S, Schram A, Townsend B, 2020. The nexus between international trade, food systems, malnutrition and climate change. Nat Food 2020; 1: 51-58.
9) Gilmore AB, Fabbri A, Baum F, Bertscher A, Bondy K, Chang H-J, Demaio S, Erzse A, Freudenberg, N, Friel S, Hofman KJ, Johns P, Karim SA, Lacy-Nichols J, de Carvalho CMP, Marten R, McKee M, Petticrew M, Robertson L, Tangcharoensathien V, Thow AM, 2023. Defining and Conceptualising the Commercial Determinants of Health. Lancet 2023; 401: 1194-213. Available at: https://doi.org/10.1016/ S0140-6736(23)00013-2
10) Hardoon D, Hey N, Brunetti S, 2020. Wellbeing evidence at the heart of policy. Available at: https://whatworkswellbeing.org/.../wellbeing-evidence-at.../
11) Jackson T, 2021. Post growth: life after capitalism. Oxford: Polity Press, 2021. Madden M & McCambridge J, 2021. Alcohol Marketing versus Public Health: David and Goliath? Available at: https://www.ias.org.uk/.../alcohol-marketing-versus.../
12) Milsom P, Smith R, Baker P, Walls H, 2021. Corporate power and the international trade regime preventing progressive policy action on non-communicable diseases: a realist review. Health Policy Plan 2021; 36: 493-508.
13) Raworth K, 2017. Doughnut economics: seven ways to think like a 21st century economist. New York, NY: Random House.
14) Thow AM, Snowdon W, Labonte R, et al., 2015. Will the next generation of preferential trade and investment agreements undermine prevention of noncommunicable diseases? A prospective policy analysis of the Trans Pacific Partnership Agreement. Health Policy 2015; 119: 88-96
15) Townsend B, Schram A, 2020. Trade and investment agreements as structural drivers for NCDs: the new public health frontier. Aust N Z J Public Health 2020; 44: 92-94. Wellbeing Economy Alliance, 2021. A wellbeing economy in action. Available at: https://weall.org/case-studies

ประชาชน 82.8% หนุนคงมาตรการจำกัดเวลาขายเหล้า–เบียร์ ศวส. เตือนรัฐฟังเสียงส่วนใหญ่ ก่อนขยายเวลาและย้ำบทเรียน “ตีสี่” สร้างต้นทุนสุขภาพสูงกว่าประโยชน์เศรษฐกิจ
https://cas.or.th/content?id=1063
Tags : -

ประชาชน 82.8% หนุนคงมาตรการจำกัดเวลาขายเหล้า–เบียร์ ศวส. เตือนรัฐฟังเสียงส่วนใหญ่ ก่อนขยายเวลาและย้ำบทเรียน “ตีสี่” สร้างต้นทุนสุขภาพสูงกว่าประโยชน์เศรษฐกิจ

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อร่าง พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของภาครัฐ โดยเฉพาะ ประเด็นการกำหนดเวลาในการขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ภาคธุรกิจบางส่วนเสนอให้ “ขยายเวลาจำหน่าย” จากเดิมที่กฎหมายกำหนดช่วงห้ามขายระหว่าง 14.00–17.00 น. เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน กรมควบคุมโรคกำลังเตรียมจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ และคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติในไม่กี่วันนี้ เพื่อพิจารณาทิศทางนโยบายดังกล่าว ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้ง

เพื่อตอบต่อสถานการณ์ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เปิดเผย ผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เพื่อสะท้อนเสียงประชาชนและเตือนให้รัฐใช้ “ข้อมูลวิจัยเชิงประจักษ์” เป็นฐานในการตัดสินใจ มากกว่าการตอบสนองต่อแรงผลักจากกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะ ซึ่งผลจากการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย จากกลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น.

รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวย้ำว่า “เสียงประชาชนส่วนใหญ่ชัดเจนว่าต้องการให้คงเวลาห้ามขายไว้ตามเดิม เพราะมองว่าเป็นมาตรการสำคัญในการลดอุบัติเหตุและปัญหาความรุนแรง แต่ภาครัฐกลับกำลังพิจารณาขยายเวลาขายในช่วง 14.00–17.00 น. ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่สถิติอุบัติเหตุสูงสุดของวัน” โดยข้อมูลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้ว่า ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. เป็นช่วงที่มีอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุดของวัน และเป็นช่วงที่ นักเรียน นักศึกษา และพนักงานกำลังเดินทางกลับบ้าน หากยกเลิกช่วงห้ามขายในเวลานี้ จะเพิ่มโอกาสการดื่มก่อนขับขี่ และทำให้อุบัติเหตุในช่วงเย็นเพิ่มขึ้น ในด้านเศรษฐกิจและสุขภาพ ผลการประเมินของโครงการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคมจากการผ่อนคลายมาตรการแอลกอฮอล์ ปี 2566 พบว่า การขยายเวลาขายอาจเพิ่มความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุและความรุนแรงในครอบครัว เพิ่มต้นทุนทางสังคมและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และในมิติทางสังคม ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนและผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกัน หากรัฐเปิดทางให้ผู้ผลิตรายย่อยเพิ่มจำนวนหรืออนุญาตพื้นที่พิเศษเพื่อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับการท่องเที่ยวยามค่ำคืน โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด จะสร้าง “เขตยกเว้นกฎหมาย” และขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มุ่งคุ้มครองสุขภาพประชาชน

จากบทเรียนนโยบายขยายเวลา “ตีสี่” ผลจากการศึกษาโดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิที่กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้ง เพื่อติดตามผลกระทบการขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 ใน 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และเกาะสมุย พบว่า อัตราการเสียชีวิตช่วงตีสองถึงหกโมงเช้าเพิ่มขึ้น 13.4% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า (117%) และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 3 รายจากเหตุคนเมาขับชน ผู้ประกอบการในเขตโซนนิ่งส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการควบคุม เช่น ไม่ตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนขับกลับ และขายให้ผู้มึนเมา

แม้ภาครัฐคาดหวังผลเชิงเศรษฐกิจจากนโยบายดังกล่าว แต่ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปี 2023 ชี้ว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวหรูเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ 71,933 บาท และส่วนใหญ่ (81%) เดินทางมาเพื่อพักผ่อน ไม่ได้เน้นการท่องเที่ยวยามค่ำคืนเป็นหลัก โดยกิจกรรมยอดนิยม คือ การกินอาหารไทยสูงถึง 90% จึงสะท้อนว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “การดื่มยามค่ำคืน” ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการท่องเที่ยวคุณภาพ

ศวส. เสนอข้อพิจารณาต่อรัฐบาลและคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ดังนี้

  1. คงช่วงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามเดิม (14.00–17.00 น.) เพื่อสอดคล้องกับเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ (82.8%) และลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบาง
  2. ยกระดับระบบการสื่อสารสาธารณะและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดการละเมิดโดยไม่ตั้งใจ ทั้งในกลุ่มผู้ขายและผู้บริโภค
  3. ไม่ขยายเวลาขายหลังเที่ยงคืนเพิ่มเติม จากบทเรียน “ตีสี่” ที่ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
  4. ให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติใช้ข้อมูลวิจัยเชิงประจักษ์เป็นฐานตัดสินใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้การออกกฎหมายสอดคล้องกับเจตนารมณ์การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนไทย

หากรัฐบาลยืนยันจะขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดำเนินงานจำเป็นต้องมีกลไก “ลดความเสียหายและเฝ้าระวังผลกระทบ” ที่เข้มแข็งกว่าปัจจุบันอย่างมาก เพื่อไม่ให้สังคมต้องแบกรับต้นทุนด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจสูงขึ้น ศูนย์วิจัยปัญหาสุราเสนอให้ใช้แนวทาง “ขยายอย่างมีเงื่อนไข–ควบคุมเข้มกว่าก่อน” โดยต้องมาพร้อมกับกลไกเฝ้าระวังผลกระทบรายเดือน, มาตรการรับผิดร่วมของผู้ขาย, โซนนิ่งจำกัดพื้นที่, และการสื่อสารสาธารณะเข้มข้น มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “ทางเลือกรอง” แต่เป็น “เส้นกันชนสุดท้าย” ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้นำไปสู่การสูญเสียชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชนอย่างที่เคยเกิดขึ้นจากบทเรียน “ตีสี่” ในปีที่ผ่านมา “หากรัฐต้องการขยายเวลาเพื่อเศรษฐกิจ ก็ต้องขยายระบบป้องกันเพื่อชีวิตคนด้วย” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว

 

ศวส. ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง "ทางลัดเศรษฐกิจ หรือ ทางตันสาธารณสุข!?"
https://cas.or.th/content?id=1020
Tags : -

ศวส. ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง "ทางลัดเศรษฐกิจ หรือ ทางตันสาธารณสุข!?"


 

ข้อสั่งการล่าสุดของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขร่วมหารือศึกษาแนวทาง “เปิดเสรีแอลกอฮอล์” ไม่ว่าจะเป็น การยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00–17.00 น. ภายในเดือนมกราคม 2569 ถูกนำเสนอในฐานะมาตรการการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของรัฐและการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว แต่คำถามสำคัญคือ — เรากำลังแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่?

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายในลักษณะเดียวกันที่ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัดในปี 2567 บ่งชี้ชัดว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

หลักฐานจากพื้นที่นำร่อง: บทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม
การประเมินผลกระทบจากการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงใน 5 จังหวัดนำร่อง ปี 2567 พบข้อค้นพบที่ควรทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องทบทวนอย่างจริงจัง

  • อุบัติเหตุและการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทันที หลังจากขยายเวลา ผู้บาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13% โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22%
  • คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เพิ่มขึ้นถึง 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง
  • ภาระระบบสาธารณสุขและความปลอดภัย โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก และเจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา
  • เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิงกลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก

ความเสี่ยงใหม่: เยาวชนและกลุ่มเปราะบาง
หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า

  • การเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น
  • การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
  • การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่เพียงประเด็น “เศรษฐกิจ” แต่คือเรื่อง “สุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ” โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

  1. รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ”
  2. หากมีการดำเนินการใด ๆ ต้อง คงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน
  3. ควรหันไป พัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม

 

นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็น “ทางลัดทางเศรษฐกิจ” แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่านี่คือ ทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศและที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง: คณะผู้ทรงคุณวุฒิอิสระเพื่อศึกษานโยบายการขยายเวลา. การประเมินผลกระทบของนโยบายการขยายเวลาปิดสถานบริการจากตีสองเป็นตีสี่ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัดของประเทศไทย 2567. วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย. 2567;3(2):1–6

 

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ร่วมสร้างเครือข่ายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับภูมิภาค ในงาน APAPA-SEAAPA Regional Networking Meeting 2025
https://cas.or.th/content?id=1002
Tags : -

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ร่วมสร้างเครือข่ายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับภูมิภาค

รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา และ ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้เข้าร่วม APAPA-SEAAPA Regional Networking Meeting 2025 ระหว่างวันที่ 8–10 ตุลาคม 2568 ณ กรุงเทพฯ

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนภาคีรวม 26 คน จาก ประเทศไทย อินเดีย เนปาล ศรีลังกา นอร์เวย์ และฟิลิปปินส์ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสริมสร้างความร่วมมือ และระดมความคิดเห็นเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาค

7 ตุลาคม วันมะเร็งเต้านม (World Breast Cancer Day)
https://cas.or.th/content?id=1060
Tags : -

7 ตุลาคม วันมะเร็งเต้านม (World Breast Cancer Day)

รู้หรือไม่ว่า…แม้จะดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น มะเร็งเต้านมในผู้หญิงได้!!

หากพูดถึงแอลกอฮอล์กับสังคมไทยปัจจุบัน พบว่าหลายคนยังไม่ได้ตระหนักถึงภัยร้ายมากนัก เช่นเมื่อเทียบกับคนสูบบุหรี่ที่อาจดูน่ากลัวหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่า คำพูดที่บอกว่า”ดื่มเพื่อเข้าสังคม” ก็ดูเป็นเรื่องธรรมดาของวัยทำงานหรือแม้กระทั่งวัยเรียน ทั้งยังไม่ได้จำกัดเพศอีกด้วย

หลายคนเชื่อว่า ดื่มนิดหน่อยคงไม่เป็นไร แต่จากงานวิจัยล่าสุด ที่รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยขนาดใหญ่ทั่วโลก ยืนยันตรงกันว่า "ไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยเฉพาะต่อมะเร็งเต้านมในผู้หญิง" นักวิจัยทำการวิเคราะห์งานวิจัยแบบติดตามระยะยาวรวมกว่า 40 งานวิจัย เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์กับการเกิดมะเร็งเต้านม พบว่า

  • แม้ดื่มน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน (เช่นไวน์ เบียร์ หรือเหล้าในปริมาณมาตรฐาน) ก็ทำให้ความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น ยิ่งดื่มมากความเสี่ยงยิ่งเพิ่มมากตามลำดับ
  • ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนและหลังหมดประจำเดือน
  • การดื่มแบบ “ดื่มหนักเป็นครั้งคราว HED” (เช่น ดื่มเยอะในงานเลี้ยงฉลอง) ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าปกติถึง 40%

ทำไมแอลกอฮอล์ถึงเพิ่มความเสี่ยง

  • แอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 (group 1 carcinogen) ตามการจัดประเภทขององค์การอนามัยโลก
  • เมื่อร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์จะเกิดสาร acetaldehyde ที่สามารถทำลาย DNA และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง
  • รบกวนการทำงานของฮอรืโมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม

ข้อเสนอแนะ

  • ทุกปริมาณที่ดื่มคือความเสี่ยง การงดหรือลดดื่มคือทางเลือกที่ดีที่สุด
  • หน่วยงานรัฐสามารถช่วยสร้างคลื่นลูกใหญ่ในการผลักดันการตระหนักรู้ของสังคมต่อแอลกอฮอล์ได้ เช่นการมีนโยบายสาธารณะ การปรับฉลากสินค้าให้น่ากลัวเหมือนบนซองบุหรี่

โดย นพ.นครินทร์ นิยมเดชา
แพทย์ประจำบ้าน สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เอกสารอ้างอิง: Sohi I, Rehm J, Saab M, Virmani L, Franklin A, Sánchez G, Jhumi M, Irshad A, Shah H, Correia D, Ferrari P, Ferreira-Borges C, Lauby-Secretan B, Galea G, Gapstur S, Neufeld M, Rumgay H, Soerjomataram I, Shield K. Alcoholic beverage consumption and female breast cancer risk: A systematic review and meta-analysis of prospective cohort studies. Alcohol Clin Exp Res (Hoboken). 2024 Dec;48(12):2222-2241. doi: 10.1111/acer.15493.

ความคิดเห็นต่อการยกเลิกประกาศ ปว.253
https://cas.or.th/content?id=992
Tags : -

 

ความคิดเห็นต่อการยกเลิกประกาศ ปว.253

การยกเลิก คำสั่ง ปว.253 ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมอย่างกว้างขวาง หลายคนตีความว่า ประเทศไทย “ปลดล็อก” เวลาการขายเหล้าเบียร์แล้ว สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

การยกเลิก ปว. 253 ถูกตราไว้ใน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 เป็นการลบข้อกฎหมายเดิมที่ซ้ำซ้อน ส่วนพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2568 ยังคงให้จำหน่ายสุราในเวลา 11.00 น.-14.00 น.และเวลา 17.00 น.-24.00 น. เท่านั้น โดยมีข้อยกเว้นเพียง 3 กรณีคือ (1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ (2) การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และ (3) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ดังนั้นสถานที่ขายสุราอื่นนอกจากสามข้อดังกล่าว ต้องขายในเวลาที่กำหนดไว้เดิมทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการควบคุมฯ ที่จะมีขึ้นตาม พรบ.ใหม่ จะมีมติในเรื่องนี้อย่างไร ก็ต้องติดตามกันต่อไป

 

ทำไมเวลาห้ามขายจึงสำคัญต่อสังคมไทย

  1. ลดความสะดวกในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หลังเลิกงานหรือช่วงกลางคืน การจำกัดเวลาเป็น “เกราะบาง” สำคัญในการชะลอการบริโภค
  2. ลดอุบัติเหตุและความรุนแรงทางสังคม งานวิจัยจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่า ความพร้อมในการซื้อเครื่องดื่มทุกเวลา สัมพันธ์กับอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนน การทะเลาะวิวาท และอาชญากรรมที่สูงขึ้น
  3. คุ้มครองเยาวชน เวลาห้ามขายช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มได้ง่ายเกินไป โดยเฉพาะในชั่วโมงที่ครอบครัวและโรงเรียนไม่สามารถดูแลได้เต็มที่
  4. เป็นต้นแบบด้านนโยบายสาธารณะ ประเทศไทยได้รับการยกย่องในเวทีโลกว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งและสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพกับประโยชน์สาธารณะ การคงไว้ซึ่งเวลาห้ามขายถือเป็นเสาหลักสำคัญที่ไม่ควรถูกบั่นทอน

ดังนั้นข้อสรุปของเรื่องนี้คือ การยกเลิกคำสั่ง ปว.253 มิได้แปลว่าประชาชนจะซื้อขายสุราได้ตลอดเวลา เวลาห้ามขายยังคงอยู่ และยังคงจำเป็น ประเทศไทยไม่ควรเดินย้อนกลับไปสู่สังคมที่เปิดช่องให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกซื้อขายได้อย่างไร้ขอบเขต เพราะนั่นหมายถึงต้นทุนทางสุขภาพ อุบัติเหตุ และความรุนแรงที่จะตกกับครอบครัวและสังคมโดยรวม

การจำกัดเวลาขายจึงไม่ใช่การจำกัดเสรีภาพ หากแต่เป็น ภูมิคุ้มกันทางสังคมที่สำคัญ ที่ช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

แอลกอฮอล์กับสุขภาพจิต: ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
https://cas.or.th/content?id=991
Tags : -

แอลกอฮอล์กับสุขภาพจิต: ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

เนื่องในโอกาสวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางจิตใจ โดยระบุว่าแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้ผู้ดื่มสูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเองและเกิดพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น โดยเฉพาะในผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว การดื่มอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ลงมือกระทำจริง แม้ในบางกรณีจะไม่ได้มีเจตนาโดยตรง แต่การขาดสติอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง เช่น การพลัดตกจากที่สูงโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกที่ระบุว่า ทุก 40 วินาทีมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย และทุก 10 วินาทีมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุหรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ

ในบริบทของประเทศไทย รายงานจากพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า การลดการบริโภคแอลกอฮอล์ในบางจังหวัดส่งผลให้จำนวนการฆ่าตัวตายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เผชิญกับความผิดหวังทางอารมณ์ เช่น ความรักหรือความเครียดจากชีวิตส่วนตัว การดื่มเพื่อหลีกหนีความทุกข์กลับกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคแอลกอฮอล์กับปัญหาสุขภาพจิตอย่างชัดเจน โดยมีข้อมูลระบุว่า ร้อยละ 20 ของผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในประเทศไทยมีประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย

แม้บางบุคคลจะใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือในการบรรเทาความทุกข์หรือ “self-medication” แต่นายแพทย์ปราการเสนอแนวทางที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์มากกว่า ได้แก่ การพูดคุยกับบุคคลที่ไว้วางใจหรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 การใช้แอปพลิเคชันให้คำปรึกษาทางจิต เช่น Line: @Khuikun หรือแอปจากสถาบันการศึกษา เช่น DMIND การทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น ร้องเพลง เดินเล่น สวดมนต์ หรือออกกำลังกาย การฝึกคิดเชิงบวกและมีเมตตาต่อตนเอง รวมถึงการฝึกขอบคุณสิ่งรอบตัว เพื่อเสริมสร้างพลังใจและความมั่นคงทางอารมณ์ โดยนายแพทย์ปราการเน้นย้ำว่า “ทุกคนผิดพลาดได้ อย่าโทษตัวเองซ้ำ ๆ จนหมดพลัง” พร้อมเสนอว่าการช่วยเหลือผู้อื่นและการคิดบวกจะเป็นพลังสะท้อนกลับมาช่วยเยียวยาตนเองในยามที่ต้องการมากที่สุด

ในด้านนโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ องค์การอนามัยโลกได้เสนอกรอบแนวทาง “SAFER” เพื่อควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยการห้ามส่งเสริมและโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกช่องทาง การจำกัดการเข้าถึงโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน การเพิ่มภาษีเพื่อควบคุมการบริโภค การบังคับใช้กฎหมาย “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” อย่างเข้มงวด และการส่งต่อผู้มีปัญหาการดื่มเข้าสู่ระบบบำบัดอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวในระดับหนึ่ง เช่น การห้ามโฆษณา การจำกัดอายุผู้ซื้อ และการลงโทษผู้ฝ่าฝืน อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องขยายผลกระทบของนโยบายไปสู่ระดับครอบครัวและชุมชน เพื่อป้องกันผลกระทบทางอ้อม เช่น ความรุนแรงในครอบครัวและภาวะซึมเศร้าในผู้ใกล้ชิด

แม้รายได้จากการจำหน่ายแอลกอฮอล์ในประเทศไทยจะสูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี แต่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ อุบัติเหตุ และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์สูงถึง 170,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงภาระทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ในด้านการรณรงค์ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทยมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานเชิงวิชาการ การสร้างเครือข่าย และการผลักดันนโยบายสาธารณะ โดยเน้นการให้ความรู้เรื่องสุขภาพจิต การลดการใช้แอลกอฮอล์ในสังคม และการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจในกลุ่มเสี่ยง เช่น เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ประสบปัญหาชีวิต นอกจากนี้ สมาคมยังสนับสนุนการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ เช่น การงดให้ของขวัญเป็นแอลกอฮอล์ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลและคำปรึกษาได้อย่างเท่าเทียม โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการลดอัตราการฆ่าตัวตายและส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจของประชาชนในระยะยาว

โดย ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร
นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ
https://cas.or.th/content?id=990
Tags : -

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สังคมไทยได้รับรู้ข่าวสองเรื่องที่สะท้อนภาพต่างขั้วของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชีวิตประจำวัน

  • ข่าวเศร้าจากนครศรีธรรมราช: พระรูปหนึ่งใช้ขวดสุราฟาดศีรษะลูกศิษย์วัดจนเสียชีวิต โดยมีรายงานว่าเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องเงินซื้อเหล้า
  • ข่าวสร้างสรรค์จากสงขลา: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชน “ตาคียะ (TAKIYA)” ซึ่งผลิตสุราพื้นบ้านจากน้ำตาลโตนดอย่างมีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันเป็นต้นแบบ soft power ไทย

สองข่าวนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันโดยตรง แต่สะท้อนความซับซ้อนของบทบาทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย—ทั้งในฐานะ “ปัจจัยเสี่ยง” และ “ทรัพยากรชุมชน”

 

เรากำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือสวนทางกัน?

ในขณะที่ภาครัฐส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านสุราพื้นบ้านอย่างมีเป้าหมายและความหวัง หลายชุมชนยังเผชิญกับปัญหาความรุนแรง ความยากจน และการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไร้การควบคุม

บทบาทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ผลิตภัณฑ์” แต่เป็นเรื่องของ “บริบท” และ “ระบบสนับสนุน” ที่ต้องพิจารณาร่วมกัน

 

พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่: ความหวังที่ต้องมีทิศทาง

ในช่วงที่สังคมกำลังรอประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ และการออกกฎหมายลำดับรอง

คำถามสำคัญคือ:

  • นโยบายสาธารณะในปัจจุบันตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนหรือไม่?
  • หน่วยงานรัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการกำกับดูแลและเป็นแบบอย่างต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ?

การตั้งคำถามแบบนี้ไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมกันออกแบบนโยบายที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ได้รับผลกระทบ แน่นอนว่าสุราพื้นบ้านสามารถเป็น soft power ได้ หากอยู่ในระบบที่มีความรับผิดชอบ มีมาตรฐาน และมีการควบคุมที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การควบคุมการเข้าถึงและการบริโภคสุราในบริบทเปราะบาง เช่น วัด ชุมชนยากจน หรือกลุ่มเสี่ยง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้จึงไม่ใช่การตัดสิน แต่เป็นการชวนให้สังคมไทยร่วมกันตั้งคำถาม และออกแบบอนาคตของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศอย่างมีสติ มีความหวัง และมีความรับผิดชอบร่วมกัน

ประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดกระบวนการสื่อสารนโยบายและเวทีสนทนาสาธารณะ (Policy Dialogue) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สู่การปฏิบัติจริง
https://cas.or.th/content?id=1039
Tags : -

ประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดกระบวนการสื่อสารนโยบายและเวทีสนทนาสาธารณะ (Policy Dialogue) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สู่การปฏิบัติจริง 

 

 

วันที่ 31 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568
ณ ห้องประชุมฮิลล์เครส ชั้น 5 โรงแรมเดอะควอเตอร์ ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ หน่วยงานรัฐด้านสุขภาพและนโยบาย นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายที่ทำงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้น

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจของผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับกระบวนการนโยบาย การสื่อสารเชิงนโยบาย และบทบาทของเวทีสนทนาสาธารณะ (Policy Dialogue) ในการผลักดันนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากระดับแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจริง โดยผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้บทเรียนความสำเร็จจากการขับเคลื่อนนโยบายควบคุมยาสูบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการใช้ข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการควบคู่กับการสร้างกระแสและการยอมรับทางสังคม

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันวิเคราะห์ช่องว่างและความท้าทายของการบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริบทปัจจุบัน ตลอดจนฝึกปฏิบัติการจัดทำเอกสารเชิงนโยบาย (Policy Brief) และการออกแบบกระบวนการ Policy Dialogue เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายในระดับต่าง ๆ การประชุมยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างเครือข่ายและแนวร่วมของผู้ทำงานด้านนโยบายและสุขภาพ เพื่อร่วมกันมุ่งลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์ต่อสุขภาพและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ศวส. ขอขอบคุณวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เข้าร่วมทุกท่าน ที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อผลักดันนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

28 กรกฎาคม – วันมะเร็งศีรษะและลำคอโลก
https://cas.or.th/content?id=981
Tags : -

28 กรกฎาคม – วันมะเร็งศีรษะและลำคอโลก

        รู้หรือไม่? แอลกอฮอล์ไม่ได้แค่ทำลายตับ แต่มันคือ “สารก่อมะเร็งระดับ 1” ที่เพิ่มความเสี่ยง มะเร็งศีรษะและลำคออย่างมีนัยสำคัญ

        รศ.นพ.ธนเดช และ รศ.พญ.อรุณี เดชาพันธุ์กุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งศีรษะและลำคอ และมะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า 75% ของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

        แต่… คนไทยกว่า 90% ยังไม่รู้เลยว่า “เหล้า” ก็เป็นสาเหตุของมะเร็งชนิดนี้! แอลกอฮอล์ (เอทานอล) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็น อะเซทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ทำให้เกิดการทำลายดีเอ็นเอในเซลล์เยื่อบุช่องปาก กล่องเสียง และคอหอย

        นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยัง ทำลายเยื่อบุผิวทางเดินอาหารส่วนต้น ทำให้เซลล์ซ่อมแซมตัวเองได้น้อยลง และเพิ่มการดูดซึมสารพิษจากบุหรี่หรือมลภาวะอื่นเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น ดื่มบ่อย + สูบร่วมกัน = ความเสี่ยง “ทวีคูณ”

        ทางออกเชิงนโยบาย: ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า ประเทศไทยควรเร่งออก “คำเตือนสุขภาพบนฉลากแอลกอฮอล์” เพื่อเพิ่มการรับรู้ ลดความเสี่ยง ป้องกันมะเร็งตั้งแต่ต้นทาง

ข้อมูลจาก: การศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพในประเด็นเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย : กรณีศึกษาประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปใน 12 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.