คำค้นหา : น้ำ

คำค้นหา : น้ำ

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 565 ครั้ง
ขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร: รัฐบาลใช้หลักฐานอะไรในการตัดสินใจ?
https://cas.or.th/content?id=1094
Tags : -

วันนี้ (28/5/69) มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ “ขยายเวลาช่วงบ่ายจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” อย่างถาวร

คำถามสำคัญคือ การตัดสินใจครั้งนี้อ้างอิง “ข้อมูลชุดใด” และได้ชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สุขภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนทางสังคมอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่

ช่วงต้นปี (มีค-เมษ 69) ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ มีการศึกษาวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (แหล่งทุนไม่มีบทบาทในการเลือกพื้นที่ สุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสรุปผล) เรื่อง ผลกระทบจากการผ่อนปรนช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ใน 12 จังหวัด ครอบคลุมเมืองหลักและเมืองรอง 6 ภูมิภาค โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วไป 2,445 คน ผู้ประกอบการ 378 ราย และนักท่องเที่ยว 1,238 คน

ผลสำรวจพบว่า

  • ประชาชนทั่วไป 41.4% “ไม่เห็นด้วย” ขณะที่มีเพียง 31.3% ที่ “เห็นด้วย”
  • ประชาชน 43.3% มองว่า “ผลเสียมากกว่าผลดี” เช่น อุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท เสียงดังรบกวน และผลกระทบต่อสุขภาพ
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 69.7% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 68.7% ระบุว่า มาตรการนี้ “ไม่มีผลหรือไม่ค่อยมีผล” ต่อการมาเที่ยวไทย
  • เดือนมีนาคม 2569 ผู้ประกอบการเพียง 6.9% ระบุว่ายอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ 59.5% ระบุว่ายอดขายลดลง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “ห้ามเปลี่ยนนโยบาย”

แต่หมายความว่า การเปลี่ยนนโยบายระดับประเทศควรตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า

  1. เศรษฐกิจได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจริงแค่ไหน
  2. การท่องเที่ยวได้ประโยชน์มากพอหรือไม่
  3. ต้นทุนด้านอุบัติเหตุ ความรุนแรง สุขภาพเด็กและเยาวชน และผลกระทบต่อชุมชน ถูกนำมาคิดครบแล้วหรือยัง
  4. หลังประกาศใช้ถาวร จะมีระบบติดตามและประเมินผลอย่างไร
  5. หากพบผลกระทบมากกว่าผลดี รัฐบาลจะปรับนโยบายอย่างไร

นโยบายแอลกอฮอล์ไม่ใช่เพียงเรื่อง “เวลาขาย”

แต่คือเรื่องชีวิต ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคมไทย

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เห็นว่า หลังจากนี้รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูล เหตุผล และตัวชี้วัดที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ พร้อมวางระบบติดตามผลกระทบอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมมั่นใจว่านโยบายนี้ตั้งอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่เพียงแรงกดดันทางเศรษฐกิจระยะสั้น

#ศวส #แอลกอฮอล์ #นโยบายสาธารณะ #AlcoholPolicy #PublicHealth #Thailand

แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT
https://cas.or.th/content?id=1096
Tags : -

แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT

ผู้เขียน: รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร 

เผยแพร่เมื่อ: พฤษภาคม 2569


1. Highlight

ในแวดวงสาธารณสุขและการแพทย์ปฐมภูมิ เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT ถือเป็นมาตรฐานระดับสากลที่ใช้ในการคัดกรองพฤติกรรมการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างแพร่หลาย แม้ว่างานวิจัยเชิงระบาดวิทยาจะชี้ชัดว่า คะแนนที่ได้จากเครื่องมือทั้งสองชิ้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (r = 0.82 - 0.83, p < 0.001) ซึ่งสะท้อนความสอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญในระดับกลุ่มประชากร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติระดับบุคคล มีข้อจำกัดทางเทคนิคที่ไม่สามารถนำคะแนนดิบมาเปรียบเทียบ เทียบเคียง หรือแปลงค่าแปรผันตรงร่วมกันได้โดยตรง เนื่องด้วยความแตกต่างทางโครงสร้างและกรอบเวลาการประเมิน

2. บทนำ: เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT คืออะไร?

การคัดกรองผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและบำบัดรักษาในระบบสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) จึงได้พัฒนาเครื่องมือมาตรฐานขึ้นมา 2 ชนิด ซึ่งได้รับการแปลและทดสอบความเที่ยงตรงในบริบทประเทศไทยแล้ว ได้แก่:

  • ASSIST (Alcohol, Smoking and Substance Involvement Screening Test): เป็นแบบคัดกรองที่ออกแบบมาเพื่อประเมินการใช้สารเสพติดและสารกระตุ้นทุกประเภทแบบองค์รวมในชุดคำถามเดียว โครงสร้างประกอบด้วยคำถาม 8 ข้อ ครอบคลุมสารเสพติด 10 ชนิด (เช่น ยาสูบ แอลกอฮอล์ กัญชา ยาบ้า สารระเหย ฯลฯ) โดยมุ่งเน้นการให้คะแนน "ระดับการเกี่ยวข้องกับสาร" (Specific Substance Involvement Score) เพื่อจำแนกผู้รับการประเมินออกเป็นกลุ่มความเสี่ยงระดับต่ำ ปานกลาง และสูง
  • AUDIT (Alcohol Use Disorders Identification Test): เป็นแบบคัดกรองที่จำเพาะเจาะจง (Specific เครื่องมือ) ต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ ประกอบด้วยชุดคำถาม 10 ข้อ ที่มุ่งเจาะลึก 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ปริมาณและความถี่ในการดื่ม (คำถามข้อ 1-3), อาการของการติดสุรา (คำถามข้อ 4-6) และผลกระทบหรือปัญหาที่เกิดจากการดื่ม (คำถามข้อ 7-10) เครื่องมือนี้ได้รับยอมรับว่ามีความไว (Sensitivity) และความจำเพาะ (Specificity) สูงในการคัดกรอง ตั้งแต่ผู้ดื่มระดับเสี่ยงไปจนถึงผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงหรือติดแอลกอฮอล์

3. ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของ ASSIST และ AUDIT

จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อทดสอบความเที่ยงตรง (Validation Studies) พบหลักฐานที่สอดคล้องกันทั่วโลก โดยงานวิจัยชิ้นสำคัญของ Humeniuk และคณะ (2008) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พัฒนาเครื่องมือ ASSIST ได้แสดงให้เห็นว่า คะแนน ASSIST ในส่วนที่ประเมินแอลกอฮอล์ มีค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's r) กับคะแนนรวมของ AUDIT สูงถึง 0.82 (p < 0.001)

นอกจากนี้ การศึกษาในบริบทวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น การทดสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือฉบับภาษาฝรั่งเศสโดย Khan และคณะ (2011) ก็ยืนยันผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน โดยพบค่าสหสัมพันธ์สูงถึง 0.83 (p < 0.001) ข้อค้นพบเหล่านี้นำมาสู่ข้อสรุปทางสถิติว่า เครื่องมือทั้งสองชิ้นสามารถประเมินแนวโน้มพฤติกรรมปัญหาของผู้บริโภคสุราได้สอดคล้องกันประมาณ 82-83% ในระดับภาพรวมประชากร กล่าวคือ หากกลุ่มประชากรใดได้คะแนน ASSIST ด้านแอลกอฮอล์สูง ก็มักจะมีแนวโน้มได้คะแนน AUDIT สูงตามไปด้วย

4. ข้อจำกัดและข้อควรระวังในการใช้คะแนนข้ามเครื่องมือ

แม้เครื่องมือทั้งสองจะให้ผลลัพธ์ที่สอดประสานกันในทางสถิติ แต่ในทางคลินิกหรือการประเมินรายบุคคล ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องตระหนักถึงข้อจำกัดและไม่ควรนำคะแนนมาคำนวณทดแทนกันเนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้:

  • กรอบเวลาการประเมินที่แตกต่างกัน: เครื่องมือ ASSIST มุ่งสำรวจพฤติกรรมการใช้สารในช่วง 3 เดือนล่าสุด เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ขณะที่ AUDIT มุ่งประเมินพฤติกรรมการดื่มย้อนหลังตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งยาวนานกว่า

  • ระบบการให้คะแนนและช่วงคะแนนดิบ: ช่วงคะแนนรวมของเครื่องมือทั้งสองไม่เท่ากัน (ASSIST แอลกอฮอล์ มีช่วงคะแนน 0-39 ส่วน AUDIT มีช่วงคะแนน 0-40) และมีโครงสร้างการถ่วงน้ำหนักคะแนนรายข้อที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่มีสูตรคณิตศาสตร์มาตรฐานในการแปลงคะแนนจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งได้โดยตรง

  • ความคลาดเคลื่อนในระดับบุคคล: รูปแบบพฤติกรรมการดื่มเฉพาะบุคคล (เช่น ผู้ที่เพิ่งหยุดดื่มหนักมา 4 เดือน หรือผู้ที่ดื่มเฉพาะช่วงเทศกาล) อาจทำให้คะแนน ASSIST อยู่ในระดับความเสี่ยงหนึ่ง แต่คะแนน AUDIT ตกอยู่ในอีกระดับหนึ่ง การแปรผลจึงต้องอาศัยดุลยพินิจทางคลินิก และข้อมูลปัจจัยร่วม เช่น อายุ เพศ โรคร่วม และบริบททางสังคม

5. ควรเลือกใช้ ASSIST หรือ AUDIT เมื่อใด?

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการคัดกรองในชุมชนหรือสถานพยาบาล ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มีข้อเสนอแนะในการเลือกใช้เครื่องมือตามบริบท ดังนี้:

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ ASSIST:

    1. งานคัดกรองสุขภาพองค์รวมที่ต้องการตรวจหาการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกันในคราวเดียว เช่น การตรวจสุขภาพประจำปีของกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มเสี่ยง

    2. บริบทที่ผู้คัดกรองหรือผู้ตอบแบบสอบถามไม่มีความคุ้นเคยกับการคำนวณหน่วย "ดื่มมาตรฐาน" (Standard Drink) เนื่องจากข้อคำถามของ ASSIST ไม่ได้เจาะลึกเรื่องปริมาณและขนาดภาชนะโดยตรง

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ AUDIT:

    1. งานสร้างเสริมสุขภาพและบำบัดรักษาที่เน้นแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว

    2. ในสถานพยาบาลที่บุคลากรมีความเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับการแปลงปริมาณการดื่มของชาวบ้านให้เป็นหน่วยดื่มมาตรฐาน (เช่น การเทียบปริมาณเป็นฝา เหล้าแบน เหล้ากลม หรือจำนวนกระป๋อง/ขวดเบียร์)

    3. การคัดกรองกลุ่มประชากรที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แต่มีพฤติกรรมการดื่มหนักเป็นช่วง ๆ หรือดื่มตามเทศกาล (Binge Drinking) เนื่องจากกรอบเวลา 1 ปีของ AUDIT จะช่วยดักจับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ดีกว่า

6. บทสรุป

สรุปได้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีสูตรมาตรฐานในการแปลงคะแนนดิบระหว่าง ASSIST และ AUDIT อย่างไรก็ดี ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ "เกณฑ์ระดับความเสี่ยง" ของเครื่องมือแต่ละชิ้นมาอนุมานระดับความรุนแรงเพื่อวางแนวทางการช่วยเหลือ (Intervention) ที่สอดคล้องกันได้ เช่น การใช้คะแนน ASSIST ตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป หรือคะแนน AUDIT ตั้งแต่ 8 คะแนนขึ้นไป เป็นจุดตัดในการเริ่มให้การบำบัดแบบสั้น (Brief Intervention: BI) ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกบริบท ยึดหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของเครื่องมือนั้น ๆ เป็นหลัก และใช้ดุลยพินิจทางคลินิกร่วมด้วยเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้ป่วยและการตัดสินใจด้านสาธารณสุข

7. References

  • World Health Organization ASSIST Working Group. The alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST): development, reliability and feasibility. Addiction. 2002;97(9):1183-94.
  • Saunders JB, Aasland OG, Babor TF, de la Fuente JR, Grant M. Development of the alcohol use disorders identification test (AUDIT): WHO collaborative project on early detection of persons with harmful alcohol consumption-II. Addiction. 1993;88(6):791-804.
  • Humeniuk R, Ali R, Babor TF, et al. Validation of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Addiction. 2008;103(6):1039-47.
  • Khan R, Chatton A, Nallet A, Broers B, Thorens G, Achab-Arigo S, Poznyak V, Fleischmann A, Khazaal Y, Zullino D. Validation of the French version of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Eur Addict Res. 2011;17(4):190-7.

เผยแพร่โดย: ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

งานชิ้นนี้ได้รับอนุญาตภายใต้ครีเอทีฟคอมมอนส์ (CC BY-NC-ND) อนุญาตให้คัดลอกและเผยแพร่โดยไม่ดัดแปลง ต้องระบุแหล่งที่มา และห้ามใช้เพื่อการค้า

4 กุมภาพันธ์ | วันมะเร็งโลก (World Cancer Day)
https://cas.or.th/content?id=1066
Tags : -

4 กุมภาพันธ์ | วันมะเร็งโลก (World Cancer Day)

รู้หรือไม่? แอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคมะเร็งหลายชนิด งานวิชาการชี้ชัดว่า การบริโภคแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์กับการเกิด

  • มะเร็งช่องปากและลำคอ
  • มะเร็งกล่องเสียง
  • มะเร็งหลอดอาหาร
  • มะเร็งตับ
  • มะเร็งเต้านม
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่

ซึ่งล้วนเป็นมะเร็งที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของคนไทย

กลไกที่แอลกอฮอล์ก่อมะเร็ง

เมื่อร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์ (Ethanol) จะเกิดสาร Acetaldehyde ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้เกิดความเสียหายต่อ DNA และยับยั้งการซ่อมแซม DNA เพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์อย่างผิดปกติ ทำให้ระบบต้านอนุมูลอิสระของร่างกายบกพร่อง เพิ่มความเสี่ยงจากภาวะน้ำหนักเกิน เนื่องจากพลังงานส่วนเกินจากแอลกอฮอล์

“การลดหรือเลิกดื่ม” ช่วยลดความเสี่ยงได้" หลักฐานทางวิชาการพบว่า การลดหรือเลิกบริโภคแอลกอฮอล์ช่วยลดความเสี่ยงของ

  • มะเร็งช่องปาก
  • มะเร็งหลอดอาหาร

และยังไม่มีหลักฐานว่าไวน์แดงหรือไวน์ขาวช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งต่อมลูกหมากแต่อย่างใด

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

ควรงดหรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากอาจเพิ่มความรุนแรงของอาการข้างเคียงจากการรักษา ลดประสิทธิภาพของยา ทำให้ตับทำงานหนักขึ้น เพิ่มความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดมะเร็งชนิดใหม่

วันมะเร็งโลกปีนี้ ชวนทุกคน ลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็ง และปกป้องสุขภาพของตัวเอง คนรอบข้าง และสังคมไทยในระยะยาว

อ้างอิงจาก: ภัทรพิมพ์ สรรพวีรวงศ์. แอลกอฮอล์กับความเสี่ยงโรคมะเร็ง. เอกสารนำเสนอในการประชุมเวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”; 11 ธันวาคม 2568; โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร. หน่วยมะเร็งวิทยา สาขาวิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

 

หยุดเอาชีวิตคนไทยไปเสี่ยงกับนโยบาย "ขายฝัน" ที่แลกด้วยคราบน้ำตา! ศวส. จี้พรรคการเมืองตอบคำถามเรื่องแอลกอฮอล์ให้ชัด ก่อนขอคะแนนเสียง
https://cas.or.th/content?id=1065
Tags : -

หยุดเอาชีวิตคนไทยไปเสี่ยงกับนโยบาย "ขายฝัน" ที่แลกด้วยคราบน้ำตา! ศวส. จี้พรรคการเมืองตอบคำถามเรื่องแอลกอฮอล์ให้ชัด ก่อนขอคะแนนเสียง

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) จะไม่ยอมให้ประเด็น "แอลกอฮอล์" ถูกซุกไว้ใต้พรมอีกต่อไป!

บทสัมภาษณ์ของ Professor Jurgen Rehm ย้ำชัดว่า ถึงเวลาที่พรรคการเมืองต้อง "เลิกอ้อมแอ้ม" และต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริงเรื่องต้นทุนทางสังคมที่เน่าเฟะ นี่คือข้อเรียกร้องที่รัฐบาลใหม่ต้องมีคำตอบ:

  1. เลิกแทงกั๊ก! "จุดยืน" ของคุณคืออะไร?
    ประชาชนไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง เรามีสิทธิ์รู้ว่าพรรคของคุณมีนโยบายควบคุมแอลกอฮอล์อย่างไรกันแน่? อย่าเสนอแต่นโยบายกระตุ้นยอดขายเพื่อเอาใจทุนใหญ่ แต่กลับผลักภาระค่าล้างป่าช้าและค่ารักษาพยาบาลมาให้ภาษีประชาชน!
     
  2.  "กำไร" ของใคร? แต่ "ความตาย" เป็นของประชาชน!
    เวลาคำนวณนโยบาย อย่าดูแค่ตัวเลข GDP หรือภาษีสุราที่เอามาอวดอ้าง โปรดคำนวณ "ต้นทุนที่แท้จริง" (The Real Costs) ทั้งศพบนท้องถนน ครอบครัวที่พังทลาย และระบบสาธารณสุขที่แบกรับจนแทบไม่ไหว พรรคการเมืองต้องกล้าตอบว่า "ความคุ้มค่า" ที่ท่านอ้าง มันคุ้มค่าชีวิตคนไทยจริงหรือไม่?
     
  3. ฟังเสียง "วิชาการ" หรือฟังเสียง "กลุ่มทุน"?
    เราขอท้าให้ทุกพรรคตัดสินใจบน "หลักฐานเชิงประจักษ์" (Hard Evidence) ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เดินตามโพยของกลุ่มผลประโยชน์แอบแฝง นโยบายที่มาจากข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า คือนโยบายที่ทำร้ายประชาชนอย่างเลือดเย็นที่สุด!

ถึงพรรคการเมืองทุกพรรค: อย่ามาขอคะแนนถ้าท่านยังไม่มีแผนรับมือกับหายนะจากแอลกอฮอล์ที่ชัดเจน ประชาชนจะเลือกพรรคที่มองเห็น "ชีวิตคน" สำคัญกว่า "ผลกำไร"

 

ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!
https://cas.or.th/content?id=1064
Tags : -

ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอส่งเสียงสะท้อนจากมุมมองของนักวิชาการระดับโลกอย่าง Professor Jurgen Rehm ถึงพรรคการเมืองทุกพรรคที่กำลังเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศ

แอลกอฮอล์ไม่ใช่แค่เรื่องความพึงพอใจส่วนบุคคล แต่คือ "ต้นทุนทางสังคม" มหาศาลที่คนไทยทุกคนต้องแบกรับ เราจึงมี 3 ข้อเรียกร้องสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องกล้าตอบคำถามประชาชน:

  1. แสดงจุดยืนและนโยบายที่ชัดเจน (Clear Policy & Transparency)
    พรรคการเมืองต้องระบุให้ชัดว่า มีแผนการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์อย่างไร? ประชาชนมีสิทธิ์รู้ล่วงหน้าว่านโยบายของท่านจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมในทิศทางไหน เพื่อให้คนไทยตัดสินใจเลือกบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน (Informed Decision)
     
  2. มอง "ต้นทุนที่แท้จริง" ให้รอบด้าน (The Real Cost)
    อย่ามองเพียงแค่ตัวเลขภาษีหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องคำนวณ "ต้นทุนแฝง" ทั้งค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข อุบัติเหตุ และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติ รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง "ผลประโยชน์" และ "ความสูญเสีย" อย่างเป็นธรรม
     
  3. ตัดสินใจบน "หลักฐานทางวิชาการ" ไม่ใช่ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" (Evidence-Based, Not Interest-Based)
    เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณานโยบายโดยอ้างอิงจากข้อมูลสถิติและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Hard Evidence) ที่น่าเชื่อถือ มากกว่าการโอนอ่อนตามกลุ่มทุนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ข้อมูลที่ใช้ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ว่ามาจากแหล่งที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

ศวส. เชื่อว่า "นโยบายที่ดีต้องปกป้องชีวิตประชาชน" เราขอเชิญชวนทุกพรรคการเมือง ร่วมแสดงสปิริตในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน

 

สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย: สัญญาณเตือนสุขภาพและความเสี่ยงโรคเรื้อรัง
https://cas.or.th/content?id=1042
Tags : -

สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย: สัญญาณเตือนสุขภาพและความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่า คนไทยกว่า 17 ล้านคนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอีก 11 ล้านคนสูบบุหรี่ โดยมีถึง 6 ล้านคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่: ภาคเหนือเสี่ยงสูงสุด

เมื่อพิจารณาเชิงพื้นที่ ภาคเหนือมีอัตราการดื่มปัจจุบัน การดื่มหนัก การดื่มเสี่ยง และเมาแล้วขับ สูงที่สุดในหลายตัวชี้วัด สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการออกมาตรการเชิงพื้นที่และการบังคับใช้นโยบายที่เข้มข้นมากขึ้น

 

20 ปีผ่านไป ผู้หญิงดื่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน:

แนวโน้มในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า อัตราการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้หญิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนเข้าใกล้ผู้ชาย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ช่องว่างระหว่างเพศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ผู้หญิงยังกลายเป็น กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มากขึ้น

 

ดื่มหนักเพิ่มขึ้นทุกช่วงวัย:

ข้อมูลปี 2557 เทียบกับปี 2568 ชี้ว่า การดื่มสุราอย่างหนักเพิ่มขึ้นในทุกช่วงวัย ทั้งชายและหญิง

  • ผู้ชายอายุ 35–44 ปี เป็นกลุ่มที่ดื่มหนักสูงที่สุด

  • ผู้หญิงอายุ 35–44 ปี เป็นช่วงวัยที่ดื่มหนักมากที่สุดในเพศหญิง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุ

 

ดื่มเสี่ยง = ความเสี่ยงมะเร็ง

ข้อมูลทางชีวเคมีพบว่า กว่าร้อยละ 50 ของผู้ที่ดื่มสุราในระดับเสี่ยง มีค่าเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ (>65 IU/L) และยิ่งดื่มมาก ค่าเอนไซม์ตับยิ่งสูง ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งตับ ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ เต้านม ต่อมน้ำเหลือง และระบบทางเดินปัสสาวะ

ค่าเอนไซม์ตับที่สูงในวันนี้ อาจเป็น “สัญญาณเตือนมะเร็ง” ในอนาคต


ข้อเสนอเชิงนโยบาย:

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรอบด้าน ทั้งการคุ้มครองเด็กและเยาวชน การลดการตลาดที่มุ่งเป้าผู้หญิง การป้องกันการดื่มหนัก และการเชื่อมโยงระบบเฝ้าระวังสุขภาพ เพื่อหยุดยั้งวิกฤตโรค NCDs ในระยะยาว

 

เอกสารอ้างอิง: 

1) เปิดผลสำรวจ พฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพของคนไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย [PowerPoint presentation]. บรรยายในการประชุมงานแถลงผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568; 2568 พฤศจิกายน 7; กรุงเทพฯ.

2) เริงฤดี ปธานวนิช. (บก.). รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567–2568. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล; 2568.

“เวลาพูดถึงโรคมะเร็ง หลายคนอาจนึกถึงพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม หรืออาหารการกิน แต่มีปัจจัยหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด นั่นคือ ‘แอลกอฮอล์’ ซึ่งในทางการแพทย์ เรามีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด”
https://cas.or.th/content?id=1038
Tags : -

“เวลาพูดถึงโรคมะเร็ง หลายคนอาจนึกถึงพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม หรืออาหารการกิน แต่มีปัจจัยหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด นั่นคือ ‘แอลกอฮอล์’ ซึ่งในทางการแพทย์ เรามีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด”
------------

 

รศ.ดร.พญ.ภัทรพิมพ์ สรรพวีรวงศ์
หน่วยมะเร็งวิทยา สาขาวิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผู้แทนจาก มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (TSCO)
ร่วมให้ข้อมูลในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

รศ.ดร.พญ.ภัทรพิมพ์ กล่าวว่า จากงานวิจัยจำนวนมากพบว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งที่พบได้บ่อยในคนไทย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ

ในเชิงกลไกทางชีวภาพ แอลกอฮอล์ที่เราดื่มเข้าไปไม่ได้หายไปเฉย ๆ แต่จะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่ชื่อว่า อะซีทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งโดยตรง สารนี้สามารถทำลายสารพันธุกรรมหรือ DNA ของเซลล์ และยังไปรบกวนกระบวนการซ่อมแซม DNA ของร่างกาย พูดง่าย ๆ คือ แอลกอฮอล์ทำให้เซลล์เสียหาย และทำให้ร่างกายซ่อมตัวเองได้แย่ลง นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม รวมถึงทำให้ระบบต่อต้านอนุมูลอิสระของร่างกายทำงานได้ลดลง เซลล์จึงถูกทำลายได้ง่ายขึ้น และยังเพิ่มความเสี่ยงทางอ้อมผ่านภาวะน้ำหนักเกินจากการได้รับแคลอรีส่วนเกิน

ข่าวดีคือ งานวิจัยพบว่า การลดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์สามารถช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดได้จริง โดยเฉพาะมะเร็งช่องปากและมะเร็งหลอดอาหาร นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงของมะเร็งไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่การตัดสินใจลดหรือเลิกดื่ม คือการลดความเสี่ยงให้ตัวเองอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน ความเชื่อที่ว่า “ไวน์แดงหรือไวน์ขาวดีต่อสุขภาพ” ก็ไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการในเรื่องโรคมะเร็ง เพราะการดื่มไวน์ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งต่อมลูกหมากแต่อย่างใด

สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง แอลกอฮอล์ไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงของโรค แต่ยังอาจทำให้อาการข้างเคียงจากการรักษารุนแรงขึ้น ลดประสิทธิภาพของยา ทำให้ตับทำงานหนัก และเพิ่มความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ หรือการเกิดมะเร็งชนิดใหม่

การป้องกันมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับบุคคล แต่ต้องอาศัยการสร้างความตระหนักในสังคม ทั้งในประชาชนทั่วไป ผู้ป่วย และผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง เพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงอย่างถูกต้อง

“การลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพส่วนตัว แต่เป็นการลดภาระโรคของทั้งสังคม”

นักวิชาการ เตือนทุก 10 วินาที มีคนตายจากน้ำเมา 1 คน ชี้ “แอลกอฮอล์” ปัจจัยเร่งป่วยโรค NCDs เกินครึ่งป่วยไม่รู้ตัว
https://cas.or.th/content?id=1035

นักวิชาการ เตือนทุก 10 วินาที มีคนตายจากน้ำเมา 1 คน ชี้ “แอลกอฮอล์” ปัจจัยเร่งป่วยโรค NCDs เกินครึ่งป่วยไม่รู้ตัว สร้างความเสี่ยหายทางเศรษฐกิจ 1.65 แสนล้านบาท สสส.-ศวส. หนุนมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่-บูรณาการทุกภาคส่วน หวังลดผลกระทบจากน้ำเมา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่โรงแรมเบสเวสเทิร์น กรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์ : ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”

โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ “ภาวะวิกฤต NCDs” จากโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสร้างภาระทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง เฉพาะปี 2564 ไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 165,450 ล้านบาท และเกือบ 80% ของคนไทย เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มของผู้อื่น ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และครอบครัว แอลกอฮอล์ได้ถูกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 เชื่อมโยงกับมะเร็งอย่างน้อย 8 ชนิด ได้แก่ มะเร็งช่องปาก กล่องเสียง คอหอย เต้านม (ในผู้หญิง) หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่/ทวารหนัก ตับ และตับอ่อน

“แต่ที่น่ากังวลจากงานวิจัยของศวส. สำรวจประชาชนไทย 3,924 คน จาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ ในปี 2568 พบคนไทยกว่า 90% ไม่รู้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อมะเร็งได้ สะท้อนความจำเป็นของการสื่อสารความเสี่ยงที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งสังคม ทุกคนจึงควรช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ภาระโรคจะลดลง และคุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นอย่างยั่งยืน” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี2567-2568 พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา จำนวน 17.1 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ ดื่มอย่างหนัก 7.7 ล้านคน หรือ 45% ส่วนอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยในทุกกลุ่มอายุ แต่เป็นที่น่าสังเกตคือ แนวโน้มการดื่มในกลุ่มวัยรุ่นมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่างวัยรุ่นชายและหญิง ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มวัยผู้ใหญ่หรือสูงอายุที่พบว่า เพศชายมักจะมีอัตราการดื่มสูงกว่าเพศหญิง ความแตกต่างของความชุกของการดื่มระหว่างชายและหญิงมีแนวโน้มแคบลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์ในประเทศแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งความเชื่อ หรือการมองว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งช่วยในการเข้าสังคม หรือความเท่าเทียม

“ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ยังมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสัดส่วนที่สูง และคนที่ยังดื่มส่วนมากไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคเรื้อรังแล้ว เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ยังดื่มแอลกอฮอล์1.4 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นเบาหวาน 5.9 แสนคน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังดื่มแอลกอฮอล์ 4.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 3.1 ล้านคน ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลเสียต่อการควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์มีระดับค่าเอนไซม์ตับที่ผิดปกติสูงกว่าคนที่ไม่ดื่มโดยเฉลี่ย 3-5 เท่า และมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1-2 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

ด้าน รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า คนไทยดื่มแอลกอฮอล์สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน และเป็นอันดับ 1 ของประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ร่วมกับการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ชี้ตรงกันว่า ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยยังคงสูงมาก ปัจจุบันคนไทยเริ่มดื่มเร็วขึ้น มีอายุเฉลี่ยที่ดื่มครั้งแรกอยู่ที่ 19.9 ปี สะท้อนว่า “ผู้หญิงและเยาวชน” กลายเป็นกลุ่มเปราะบาง และเป้าหมายทางการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการดื่มสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่ามาตรการควบคุมต้องตอบโจทย์บริบทแต่ละพื้นที่ควบคู่ไปกับนโยบายระดับชาติ

“ทุก 10 วินาที มีคนตายจากแอลกอฮอล์ 1 คน หากยังปล่อยให้การดื่มเป็นเรื่องปกติ ความสูญเสียจะทวีขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาระโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มากกว่า 1 ใน 10 ของการตาย หรือปีสุขภาวะที่สูญเสีย (DALYs) เกิดจากแอลกอฮอล์ ทั้งก่อให้เกิดการบาดเจ็บ และป่วยจากโรค NCDs เช่น โรคหัวใจ-หลอดเลือด โรคตับ และมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะผู้ชายที่มีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งขึ้น พร้อมบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ แพทย์ ภาคประชาชน และชุมชน เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนในระยะยาว และลดภาระ NCDs ที่กำลังทวีความรุนแรง” ผู้อำนวยการ ศวส. กล่าว

------------------------------
เวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

 

วันลอยกระทง กับความเสี่ยงใหม่ที่น่ากลัวของสังคมไทย
https://cas.or.th/content?id=1022
Tags : -

วันลอยกระทง กับความเสี่ยงใหม่ที่น่ากลัวของสังคมไทย



ในอดีต สองเทศกาลอันเป็นเสาหลักแห่งความสุขของคนไทย คือ สงกรานต์ และ ปีใหม่ไทย เป็นช่วงเวลาที่ครื้นเครง สายลมเย็นของบทเพลงประเพณี พาผู้คนเดินหน้าสู่การเฉลิมฉลองอย่างอิสระท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนฝูง อย่างไรก็ดี เบื้องหลังเสียงหัวเราะนั้น กลับมีเรื่องราวของความสูญเสียที่ซุกซ่อนอยู่ เสียงเครื่องยนต์ไซเรนบนท้องถนนที่ไม่มีใครอยากได้ยินมากนัก เพราะมันคือเสียงของชีวิตคนหลายพันรายที่ถูกคร่าชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนน ซึ่งยิ่งใหญ่ขึ้นทุกปี และสาเหตุคือการ เมาเหล้า

แต่วันนี้ เราอาจมองข้ามอีกหนึ่งเทศกาล ที่แฝงความสุขไว้และแฝงภัยไว้เช่นกัน นั่นคือ วันลอยกระทง เทศกาลอันเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย ที่ถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวและการเฉลิมฉลองในเมืองใหญ่และชนบททั่วประเทศ แต่เมื่อเรามองลึกเข้าไป พบว่า เทศกาลซึ่งควรจะเป็น “คืนแห่งความรื่นเริง” กลับกลายเป็น “คืนแห่งความเสี่ยง” ที่คุกคามชีวิตของผู้คนมากขึ้นทุกปี

จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุข ระบุว่าในช่วงปี พ.ศ. 2559–2563 มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำในวันลอยกระทงรวมประมาณ 60 คน เฉลี่ยปีละ 12 คน และที่น่าตกใจคือ “วันถัดจากงาน” ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอีก 1–2 เท่า และที่เป็นปัจจัยชี้ชัดคือ การดื่มสุรา การลงไปเก็บเงินในกระทงอย่างไม่ทันระวัง และการปล่อยให้เด็กอยู่ใกล้แหล่งน้ำโดยลำพัง

ยิ่งกว่านั้น เทศกาลลอยกระทงยังเริ่ม “ขยับเข้าใกล้” ภัยที่เรามองว่าเป็นของสงกรานต์ กล่าวคือ อุบัติเหตุทางถนนในช่วงวันลอยกระทง มีความเสี่ยงรองจากเทศกาลสงกรานต์แล้ว โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ในเวลากลางคืน และการดื่มสุราในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ กลายเป็นสัดส่วนสูงของอุบัติเหตุทั้งหมด

จึงพึงกล่าวได้ว่า เทศกาลลอยกระทงไม่ใช่เพียง “คืนแห่งการปล่อยกระทง” แต่มีความหมายอื่นแฝงอยู่ คือคืนแห่งความเปราะบางของชีวิต หากไม่มีการเตรียมตัวอย่างรัดกุม ผู้ใหญ่ที่ดื่มจนเมาแล้วขับ เด็กที่อยู่ตามลำพังบริเวณน้ำ สายชูชีพที่ไม่มี ใช้ไฟส่องพื้นที่ไม่พอ รั้วกั้นตลิ่งไม่ชัด พวกนี้คือองค์ประกอบของโศกนาฎกรรมเล็ก ๆ ที่เราปล่อยให้เกิดซ้ำ

เราทุกฝ่ายควรร่วมกันสะท้อน:

  • ทำไมเราจึงรณรงค์เรื่อง “ไม่เมา” “ไม่ขับ” “ไม่ปล่อยเด็ก” ในช่วงสงกรานต์และปีใหม่ได้อย่างเข้มข้น แต่ สำหรับวันลอยกระทงกลับเหมือนองค์กรรัฐ หน่วยงานท้องถิ่น และสังคม ตระหนักน้อยกว่า?
  • ทำไมเทศกาลที่ควรเป็นสัญลักษณ์ของการขอขมาพระแม่คงคา กลับกลายเป็น “คืนแห่งการจมน้ำ” และ “คืนแห่งอุบัติเหตุบนถนน” โดยที่ได้รับความสนใจในเรื่องผลกระทบจากภัยแอลกอฮอล์น้อยกว่าสองเทศกาลหลักของประเทศอย่างมาก

เทศกาลลอยกระทง ต้องได้รับการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยในระดับเดียวกับสงกรานต์และปีใหม่ ภัยของลอยกระทง — ภัยของสงกรานต์ — ภัยของปีใหม่ ทั้งหมด ล้วนมี “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” เป็นตัวแปรร่วม ถ้ารัฐบาล หน่วยงานท้องถิ่น สังคม และประชาชน ไม่ตั้งมาตรการควบคุมการดื่มเหล้าในวันสำคัญและวันรื่นเริงให้ดีกว่านี้ ก็อาจปล่อยให้ความสูญเสียดำเนินต่อไปอีกโดยไม่ยุติ

ให้คืนของวัฒนธรรมคืนนี้เป็นคืนแห่งความสุขอย่างแท้จริง ไม่ใช่คืนแห่งความเสียใจ

เรียบเรียงโดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

อ้างอิงข้อมูลจาก:

  1. https://www.tnnthailand.com/tnnexclusive/216297/
  2. https://www.bangkokbiznews.com/health/social/1036367?
“แอลกอฮอล์เป็นเพื่อนหรือศัตรูของหัวใจ?” ไขทุกข้อสงสัย แอลกอฮอล์กับสุขภาพหัวใจ จากใจหมอโรคหัวใจ
https://cas.or.th/content?id=994
Tags : -

 

“แอลกอฮอล์เป็นเพื่อนหรือศัตรูของหัวใจ?”
ไขทุกข้อสงสัย แอลกอฮอล์กับสุขภาพหัวใจ จากใจหมอโรคหัวใจ
#29กันยายนวันหัวใจโลก #WorldHeartDay

สวัสดีครับ ในฐานะแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจอยู่ทุกวัน ผมมักจะได้ยินคำถามที่น่าสนใจและพบบ่อยที่สุดคำถามหนึ่งคือ “คุณหมอครับ/คะ ดื่มไวน์วันละแก้ว บำรุงหัวใจได้จริงไหม?” หรือ “ดื่มเบียร์เย็นๆ ให้เลือดลมสูบฉีดดีใช่ไหม?”

ผมเข้าใจดีว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของการสังสรรค์และการผ่อนคลายของใครหลายคน และมีความเชื่อบางอย่างที่ส่งต่อกันมาว่าการดื่มในปริมาณน้อย ๆ อาจมีประโยชน์ต่อหัวใจ วันนี้ ผมจึงอยากใช้โอกาสนี้พูดคุยกับทุกท่านอย่างตรงไปตรงมา เพื่อไขข้อข้องใจทั้งหมด และให้ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดว่าในความเป็นจริงแล้ว แอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ หรือไวน์ ส่งผลต่อหัวใจของเราอย่างไรกันแน่

 

ความเชื่อที่โด่งดัง "ดื่มพอดีมีประโยชน์" มาจากไหน?

ท่านอาจเคยได้ยินเรื่อง "ปรากฏการณ์ J-shaped curve" ซึ่งเป็นกราฟรูปตัว J ที่แสดงให้เห็นว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อย มีความเสี่ยงโรคหัวใจต่ำกว่าคนที่ไม่ดื่มเลย ทำให้เกิดความเชื่อว่าการดื่มแต่พอดี นั้นดีต่อสุขภาพ แต่ในวงการแพทย์ปัจจุบัน เราพบว่าข้อมูลนี้อาจมีข้อบกพร่องซ่อนอยู่ครับ (1,2) ลองนึกภาพตามนะครับ ในกลุ่ม "คนที่ไม่ดื่มเลย" นั้น มีหลายคนที่ "เคยดื่มหนัก" มาก่อนแล้วป่วยด้วยโรคต่าง ๆ จนต้องหยุดดื่ม เมื่อนำคนกลุ่มนี้มารวมกับคนที่ไม่เคยดื่มเลย จึงทำให้ค่าเฉลี่ยสุขภาพของกลุ่ม "ไม่ดื่ม" ดูแย่กว่าความเป็นจริง

สมาคมหัวใจและองค์กรสุขภาพระดับโลกจึงได้ข้อสรุปใหม่ที่ชัดเจนกว่าเดิมว่า ไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ใดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ 100% (3) ประโยชน์ที่อาจได้รับนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงมากมายที่ตามมาครับ

สรุปได้ว่า "การดื่มแอลกอฮอล์ไม่เป็นผลดีต่อหัวใจ ไม่ว่าจะดื่มมากหรือน้อย เพราะไม่มีคำว่าปริมาณที่ปลอดภัยจริง ๆ"

 

แอลกอฮอล์เดินทางไปทำร้ายหัวใจของเราได้อย่างไร?

เมื่อเราดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป มันไม่ได้อยู่แค่ในแก้ว แต่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเดินทางไปทั่วร่างกาย รวมถึง "หัวใจ" ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุด และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นครับ

1. ทำให้หัวใจ "เมา" จนเต้นผิดจังหวะ

ลองนึกภาพว่าหัวใจของเรามีระบบไฟฟ้าที่แม่นยำคอยควบคุมการเต้นให้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนวงออเคสตราที่มีวาทยกรคอยควบคุม แอลกอฮอล์ก็เหมือนคนดูที่เข้าไปป่วนในห้องซ้อม ทำให้ระบบไฟฟ้าของหัวใจรวน เกิดการลัดวงจรชั่วขณะ หัวใจจึงเริ่มเต้นสะเปะสะปะ ไม่เป็นจังหวะ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) (4) ที่พบบ่อยที่สุดคือ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) อาการคือจะรู้สึกใจสั่น ๆ หวิว ๆ เหนื่อยง่าย ซึ่งอันตรายกว่าที่คิด เพราะเมื่อหัวใจห้องบนสั่นแทนที่จะบีบตัวตามปกติ เลือดจะไหลวนจนเกิดเป็น "ลิ่มเลือด"ก้อนเล็กๆ ขึ้นมา และวันดีคืนดี ลิ่มเลือดก้อนนี้อาจหลุดลอยตามกระแสเลือดขึ้นไปอุดตันที่เส้นเลือดสมอง ทำให้เกิด โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ได้ในทันที (5)

2. เพิ่มแรงดันในหลอดเลือด เหมือนบีบสายยางที่เปิดน้ำ

หลอดเลือดของเราปกติจะมีความยืดหยุ่น แต่แอลกอฮอล์จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบแคบลงชั่วคราว (6) ลองนึกถึงสายยางรดน้ำต้นไม้ครับ ถ้าเราบีบปลายสายยางไว้ แรงดันน้ำข้างในจะสูงขึ้นทันที แอลกอฮอล์ก็ทำแบบเดียวกันกับหลอดเลือดของเรา ทำให้หัวใจซึ่งเป็น "ปั๊มน้ำ" ต้องทำงานหนักขึ้นอีกหลายเท่าเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย นี่คือสาเหตุของ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็น "ฆาตกรเงียบ" ที่จะทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกายในระยะยาว และเป็นประตูสู่โรคหัวใจและโรคไตวาย (7)

3. ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ "ย้วย" และอ่อนแอ

หัวใจของเราคือกล้ามเนื้อที่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูงมาก แต่แอลกอฮอล์มีพิษโดยตรงต่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ (8 ) ลองเปรียบเทียบกล้ามเนื้อหัวใจเหมือนหนังสติ๊กเส้นใหม่ที่ยิงได้แรงและไกล การดื่มแอลกอฮอล์หนักๆ และต่อเนื่อง ก็เหมือนกับการเอาหนังสติ๊กเส้นนั้นไปแช่น้ำ แช่แดดทุกวัน ไม่นานหนังสติ๊กก็จะเปื่อย ย้วย และหมดสภาพ เช่นเดียวกันกับหัวใจที่โดนพิษแอลกอฮอล์สะสม กล้ามเนื้อจะเริ่มบางลงและอ่อนแอ ห้องหัวใจจะขยายใหญ่ขึ้นเหมือนลูกโป่งที่ใกล้แตก สภาพนี้เรียกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Cardiomyopathy) ทำให้หัวใจบีบตัวได้ไม่ดี เกิด ภาวะหัวใจล้มเหลว ตามมา ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่ายมาก เดินไม่กี่ก้าวก็หอบ นอนราบไม่ได้เพราะหายใจไม่ออก และขาบวม (9)

4. เปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้เป็น "ไขมัน" อุดตันเส้นเลือด

หลายคนอาจไม่ทราบว่าเบียร์ ไวน์ หรือเหล้า ให้พลังงานสูงมาก และเป็น "แคลอรี่ว่างเปล่า" ที่ไม่มีสารอาหารอื่นใด เมื่อร่างกายได้รับพลังงานส่วนเกินนี้เข้าไป ก็จะเปลี่ยนมันไปเป็นไขมันชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ลองนึกภาพท่อประปาในบ้านครับ ไขมันไตรกลีเซอไรด์ก็เหมือนคราบไขมันที่เราเทลงไปในท่อทุกวันๆ มันจะค่อยๆ สะสมและจับตัวกันหนาขึ้น ทำให้ท่อตีบและอุดตันในที่สุด เช่นเดียวกันกับหลอดเลือดหัวใจ เมื่อมีไขมันไปเกาะมากๆ ก็จะทำให้หลอดเลือดตีบแคบ เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ ทำให้เกิด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก และอาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ (10)

 

อันตรายคูณสอง! เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับ "ยาโรคหัวใจ"

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ การดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะแอลกอฮอล์จะเข้าไป "ตีกัน" กับยาที่ท่านกินอยู่ เช่น:

• ยาละลายลิ่มเลือด/ยาต้านเกล็ดเลือด: ทำให้ยาออกฤทธิ์มากเกินไปจนเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ หรือเลือดออกไม่หยุด

• ยาลดความดันโลหิต: อาจทำให้ความดันตกวูบจนหน้ามืด เป็นลม หรือในทางกลับกันก็ไปลดประสิทธิภาพของยา ทำให้ความดันคุมไม่อยู่

• ยาลดไขมันในเลือด: เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงต่อตับและกล้ามเนื้อ

 

แล้วเราควรทำอย่างไร? คำแนะนำจากใจหมอ

ข้อมูลทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ท่านรู้สึกผิดหรือกลัว แต่เพื่อให้ท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและใช้ในการตัดสินใจดูแลสุขภาพของตัวเองและคนที่รักได้ดีที่สุดครับ

  1. ถ้าท่านไม่เคยดื่ม: ยอดเยี่ยมมากครับ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเริ่มดื่มเพื่อหวังผลดีต่อสุขภาพหัวใจ
  2. ถ้าท่านดื่มเป็นครั้งคราว: ขอให้ตระหนักถึงความเสี่ยงเสมอ พยายามลดปริมาณและความถี่ลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ยิ่งดื่มน้อย ยิ่งปลอดภัย"
  3. ถ้าท่านเป็นโรคหัวใจ ความดัน หรือไขมันในเลือดสูง: คำแนะนำที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับท่านคือ "การงดดื่มโดยเด็ดขาด" นี่คือหนึ่งในการรักษาที่ดีที่สุดที่ท่านสามารถมอบให้กับหัวใจของตัวเองได้
  4. มองหาทางเลือกอื่น: การสังสรรค์หรือการผ่อนคลายไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแอลกอฮอล์เสมอไป ลองเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มอื่นๆ ที่สดชื่น หรือหากิจกรรมอื่นทำ เช่น การออกกำลังกาย การพูดคุย หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ

หัวใจของเรามีเพียงดวงเดียว และทำงานเพื่อเราตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่เคยหยุดพัก การดูแลหัวใจจึงเป็นหน้าที่สำคัญของทุกคน เนื่องในโอกาสวันหัวใจโลก 29 กันยายน 2568 ขอเชิญชวนทุกท่าน “ลด ละ เลิก แอลกอฮอล์” เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นการลงทุนเพื่อชีวิตที่ยืนยาวและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในวันข้างหน้าครับ

 

ด้วยความห่วงใยและปรารถนาดี
นพ.เปรมอานันท์ มโนเรศ
อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.สงขลานครินทร์

 

________________________________________

อ้างอิงข้อมูลจาก:

1. Ronksley PE, Brien SE, Turner BJ, Mukamal KJ, Ghali WA. Association of alcohol consumption with selected cardiovascular disease outcomes: a systematic review and meta-analysis. BMJ. 2011;342:d671. doi:10.1136/bmj.d671.

2. Piano MR. Alcohol's effects on the cardiovascular system. Alcohol Res. 2017;38(2):219-41.

3. World Health Organization. No level of alcohol consumption is safe for our health [Internet]. Geneva: WHO; 2023 Jan 4. Available from: https://www.who.int/.../04-01-2023-no-level-of-alcohol...

4. Larsson SC, Drca N, Wolk A. Alcohol consumption and risk of atrial fibrillation: a prospective study and dose-response meta-analysis. J Am Coll Cardiol. 2014;64(3):281-9. doi:10.1016/j.jacc.2014.03.048.

5. Marcus GM, Vittinghoff E, Whitman IR, Singer DE, Newman AB, Siscovick DS, et al. Acute consumption of alcohol and discrete atrial fibrillation events. Ann Intern Med. 2021;174(11):1503-9. doi:10.7326/M21-0222.

6. Taylor B, Irving HM, Baliunas D, Roerecke M, Patra J, Mohapatra S, et al. Alcohol and hypertension: gender differences in dose-response relationships determined through systematic review and meta-analysis. Addiction. 2009;104(12):1981-90. doi:10.1111/j.1360-0443.2009.02694.x.

7. Roerecke M, Kaczorowski J, Tobe SW, Gmel G, Hasan OSM, Rehm J. The effect of a reduction in alcohol consumption on blood pressure: a systematic review and meta-analysis. Lancet Public Health. 2017;2(2):e108-20. doi:10.1016/S2468-2667(17)30003-8.

8. Fernández-Solà J. The effects of ethanol on the heart: alcoholic cardiomyopathy. Nutrients. 2020;12(2):572. doi:10.3390/nu12020572.

9. Mirijello A, Tarli C, Vassallo GA, Sestito L, Antonelli M, Ferrulli A, et al. Alcoholic cardiomyopathy: what is known and what is not known. J Clin Med. 2019;8(10):1549. doi:10.3390/jcm8101549.

10. Mostofsky E, Chahal HS, Mukamal KJ, Rimm EB, Mittleman MA. Alcohol and immediate risk of cardiovascular events: a systematic review and dose-response meta-analysis. Circulation. 2016;133(10):979-87. doi:10.1161/CIRCULATIONAHA.115.019743.

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ
https://cas.or.th/content?id=990
Tags : -

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สังคมไทยได้รับรู้ข่าวสองเรื่องที่สะท้อนภาพต่างขั้วของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชีวิตประจำวัน

  • ข่าวเศร้าจากนครศรีธรรมราช: พระรูปหนึ่งใช้ขวดสุราฟาดศีรษะลูกศิษย์วัดจนเสียชีวิต โดยมีรายงานว่าเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องเงินซื้อเหล้า
  • ข่าวสร้างสรรค์จากสงขลา: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชน “ตาคียะ (TAKIYA)” ซึ่งผลิตสุราพื้นบ้านจากน้ำตาลโตนดอย่างมีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันเป็นต้นแบบ soft power ไทย

สองข่าวนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันโดยตรง แต่สะท้อนความซับซ้อนของบทบาทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย—ทั้งในฐานะ “ปัจจัยเสี่ยง” และ “ทรัพยากรชุมชน”

 

เรากำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือสวนทางกัน?

ในขณะที่ภาครัฐส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านสุราพื้นบ้านอย่างมีเป้าหมายและความหวัง หลายชุมชนยังเผชิญกับปัญหาความรุนแรง ความยากจน และการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไร้การควบคุม

บทบาทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ผลิตภัณฑ์” แต่เป็นเรื่องของ “บริบท” และ “ระบบสนับสนุน” ที่ต้องพิจารณาร่วมกัน

 

พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่: ความหวังที่ต้องมีทิศทาง

ในช่วงที่สังคมกำลังรอประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ และการออกกฎหมายลำดับรอง

คำถามสำคัญคือ:

  • นโยบายสาธารณะในปัจจุบันตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนหรือไม่?
  • หน่วยงานรัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการกำกับดูแลและเป็นแบบอย่างต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ?

การตั้งคำถามแบบนี้ไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมกันออกแบบนโยบายที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ได้รับผลกระทบ แน่นอนว่าสุราพื้นบ้านสามารถเป็น soft power ได้ หากอยู่ในระบบที่มีความรับผิดชอบ มีมาตรฐาน และมีการควบคุมที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การควบคุมการเข้าถึงและการบริโภคสุราในบริบทเปราะบาง เช่น วัด ชุมชนยากจน หรือกลุ่มเสี่ยง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้จึงไม่ใช่การตัดสิน แต่เป็นการชวนให้สังคมไทยร่วมกันตั้งคำถาม และออกแบบอนาคตของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศอย่างมีสติ มีความหวัง และมีความรับผิดชอบร่วมกัน

ทำไม “เหล้า-บุหรี่-น้ำหวาน” ยังราคาถูกกว่าสุขภาพ?
https://cas.or.th/content?id=998
Tags : -

ทำไม “เหล้า-บุหรี่-น้ำหวาน” ยังราคาถูกกว่าสุขภาพ?



ล่าสุด! องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศแผนเร่งด่วน “3 by 35” ขึ้นภาษี 3 สินค้าเสี่ยงภัยสุขภาพ ภายในปี 2035 เพื่อ “ช่วยชีวิตคนทั้งโลก”

3 เป้าหมายของ WHO คือ:

  1.  เพิ่มภาษี ยาสูบ
  2.  เพิ่มภาษี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  3.  เพิ่มภาษี น้ำหวานและน้ำอัดลม


เพราะ 3 สิ่งนี้คือ “ฆาตกรเงียบ” ที่อยู่เบื้องหลังเบาหวาน มะเร็ง หัวใจ และอุบัติเหตุ

ประเทศไทยพร้อมหรือยัง?
วันนี้เรามีนักดื่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้น
เด็กดื่มน้ำหวานทุกวัน
และบุหรี่ไฟฟ้าราคาถูกเกินไป

ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้อง “เดินหน้าเก็บภาษีเพื่อสุขภาพ”
อย่างจริงจัง และ “นำรายได้คืนกลับสู่ระบบสุขภาพ”

มาร่วมส่งเสียงถึงนโยบายไทย
ให้ขยับตามข้อเสนอขององค์การอนามัยโลก
เพื่ออนาคตที่ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ และปลอดโรค

อ้างอิง: https://www.who.int/.../02-07-2025-who-launches-bold-push...

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.