คำค้นหา : ปัญหาสุรา

คำค้นหา : ปัญหาสุรา

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 924 ครั้ง
อิโมจิกับการพรางเจตนา: ความท้าทายของการกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัล
https://cas.or.th/content?id=1145
Tags : -

อิโมจิกับการพรางเจตนา: ความท้าทายของการกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัล

เขียนโดย:
1) อาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2) รศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

บทนำ: บริบทกฎหมายกับความเป็นจริงของการสื่อสารดิจิทัล

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัลได้พัฒนาไปในรูปแบบที่ซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับมากขึ้น แม้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 จะมุ่งเสริมความเข้มงวดในการกำกับดูแลการโฆษณาและการสื่อสารการตลาดในสื่อดิจิทัล แต่ความเป็นจริงของการสื่อสารกลับสะท้อนว่า โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังสามารถแทรกตัวเข้าสู่พื้นที่ออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารลักษณะนี้คือ “อิโมจิ (emoji)” ซึ่งเป็นภาษาภาพที่กลมกลืนกับวัฒนธรรมการสื่อสารออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน

อิโมจิสามารถสื่อสารอารมณ์ ตัวตน และความหมายแฝงได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังสามารถทำหน้าที่แทนชื่อแบรนด์ ราคา หรือเงื่อนไขทางการค้าในลักษณะที่ยากต่อการตรวจจับด้วยกลไกกำกับดูแลแบบเดิม คำถามสำคัญจึงมิได้อยู่ที่ว่า กลไกใดทำให้อิโมจิสามารถเล็ดลอดออกนอกนิยามของ “การโฆษณา” ตามกรอบกฎหมายเดิมได้

อิโมจิในฐานะรหัสแทนแบรนด์: การสื่อสารนอกนิยามโฆษณาแบบดั้งเดิม

อิโมจิถูกนำมาใช้ในฐานะ “รหัสแทนแบรนด์” ผ่านการถอดอัตลักษณ์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยให้กลายเป็นสัญลักษณ์ภาพ เช่น อิโมจิช้าง แทนเบียร์ช้าง หรือ อิโมจิเสือ แทนเบียร์สิงห์และลีโอ อิโมจิชพระอาทิตย์ เพื่อสื่อถึงสุราสีอย่างแสงโสม หรือ อิโมจิหงส์ และ อิโมจิช้างนกยูง เพื่อแทนแบรนด์หงส์ทอง รหัสเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นภาษาเฉพาะกลุ่มที่ผู้รับสารสามารถถอดความหมายได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องปรากฏชื่อ ตราสินค้า หรือภาพผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม การแทนแบรนด์ด้วยอิโมจิไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้างการจดจำสินค้าโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่อิโมจิแทนแบรนด์นั้นยังถูกฝังให้อยู่ในบริบททางอารมณ์และไลฟ์สไตล์ที่ผู้รับสารคุ้นชิน ด้วยสัญลักษณ์ที่สื่อถึงบรรยากาศและกิจกรรมทางสังคม เช่น อิโมจิพลุ ไฟ ดนตรี คนเต้นรำ หรือกิจกรรมทางสังคมอย่าง อิโมจิบอล ช่วยเชื่อมโยงการดื่มเข้ากับความสนุก ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ร่วมในชีวิตประจำวัน

รูปแบบการจัดวางอิโมจิในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่สะท้อนรูปแบบและกลยุทธ์การสื่อสารที่เป็นรูปแบบซ้ำ เช่น การใช้สูตร “อิโมจิแทนแบรนด์ + จำนวน + ราคา” หรือ การนำเสนออิโมจิแทนแบรนด์ ผสมผสานกับสัญลักษณ์อื่น ๆ เพื่อดึงสายตาและเน้นย้ำ “ข้อมูล” หรือสารทางการตลาดที่เชื่อมโยงกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ การจัดวางในลักษณะนี้ทำให้อิโมจิทำหน้าที่กำหนดโทน อารมณ์ และกรอบการตีความของผู้รับสาร พร้อมทั้งขยายความหมายของอิโมจิจากการเป็นเพียงรหัสแทนสินค้าไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเชิงไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้เนื้อหาดังกล่าวถูกอ่านในฐานะคอนเทนต์ทั่วไปมากกว่าการโฆษณา

เมื่อรหัสแทนแบรนด์และบริบททางอารมณ์ถูกนำมาผสานกันอย่างเป็นระบบ การสื่อสารทางการตลาดของอิโมจิจึงแปรสภาพเป็น “การพรางโฆษณา” อีกทั้งยังลดแรงต้านทานของผู้รับสารต่อการโฆษณา เนื่องจากผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกำลังถูก “ขายของ” หรือรู้สึกว่าได้รับโฆษณาที่เชิญชวนให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง แต่รับสารในฐานะคอนเทนต์ที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมออนไลน์ที่คุ้นเคย

สำหรับผู้ใช้สื่อออนไลน์ทั่วไป รวมถึงระบบตรวจจับการโฆษณาแบบอัตโนมัติ การสื่อสารโดยใช้อิโมจิในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รูปแบบนี้อาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ถูกตีความว่าเป็นการโฆษณา เนื่องจากไม่ปรากฏคำต้องห้าม ชื่อแบรนด์ หรือภาพผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในสายตาของกลุ่มเป้าหมาย รหัสและบริบทที่ถูกจัดวางอย่างตั้งใจกลับสามารถสื่อสารสารเพื่อโน้มน้าวและชักจูงใจได้อย่างชัดเจนและมีพลัง

กลไกการฝังอิโมจิในการสื่อสารการตลาดเช่นนี้จึงทำให้เส้นแบ่งระหว่างการสื่อสารทั่วไปกับการโฆษณาแฝงมีความพร่าเลือนในเชิงโครงสร้าง อีกทั้งยังสอดคล้องกับตรรกะของแพลตฟอร์มดิจิทัลซึ่งให้คุณค่ากับคอนเทนต์ที่หยุดสายตาและกระตุ้นการมีส่วนร่วม ส่งผลให้อิโมจิทำงานทั้งในเชิงความหมายและสอดรับกับตรรกะของแพลตฟอร์มดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

บทสรุป: ผลกระทบต่อเยาวชนและโจทย์ใหม่ของการกำกับดูแล

อิโมจิอาจเปรียบได้กับ “ม้าไม้เมืองทรอย” ของการสื่อสารการตลาดร่วมสมัย ซึ่งภายนอกปรากฏตัวในฐานะภาษาวัฒนธรรมออนไลน์ที่มีลักษณะเป็นมิตรและไม่เป็นทางการ หากแต่ภายในบรรจุกลไกทางการตลาดที่สามารถเล็ดลอดเข้าสู่การรับรู้ของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้อิโมจิในการสื่อสารการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงมิได้เป็นเพียงเทคนิคการนำเสนอรูปแบบใหม่ หากแต่เป็นการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับข้อจำกัดทางกฎหมายและตรรกะของแพลตฟอร์มดิจิทัลในเวลาเดียวกัน

ผลกระทบของการสื่อสารลักษณะนี้มีนัยสำคัญต่อกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเมื่อภาพอิโมจิแทนแบรนด์ถูกใช้ซ้ำร่วมกับอิโมจิที่แสดงถึงความสนุกสนาน หรือไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ การใช้รหัสอิโมจิที่เข้าใจเฉพาะกลุ่มระหว่างอินฟลูเอนเซอร์กับผู้ติดตามยังช่วยเสริมความรู้สึกเป็น “คนใน” และผูกโยงแบรนด์เข้ากับอัตลักษณ์และเครือข่ายทางสังคมได้อย่างแนบเนียน การใช้อิโมจิในการสื่อสารธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงสามารถอธิบายได้ในฐานะกลไกการสร้าง “Brand Association แบบแฝง” ที่ทำงานผ่านทั้งการวางเงื่อนไขทางอารมณ์และแรงจูงใจทางสังคม การสื่อสารในลักษณะนี้ไม่เพียงลดแรงต้านทานทางจิตวิทยาของผู้รับสาร แต่ยังทำให้เยาวชนค่อย ๆ ซึมซับทัศนคติเชิงบวกต่อแบรนด์และผลิตภัณฑ์โดยไม่รู้ตัว

ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่า ความท้าทายของการกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัลมิได้อยู่ที่การขาดกฎหมาย หากแต่อยู่ที่การเปลี่ยนผ่านของรูปแบบการสื่อสารจากสิ่งที่ “ปรากฏชัด” ไปสู่การใช้สัญญะ ภาษาภาพ และการตีความเชิงบริบท

ในระดับนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแลอาจพิจารณาปรับกรอบการนิยาม “การโฆษณา” จากการตรวจจับถ้อยคำหรือภาพผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา ไปสู่การพิจารณาเจตนาเชิงการสื่อสารและผลกระทบต่อการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะในกรณีการใช้สัญญะ อิโมจิ และคอนเทนต์เชิงไลฟ์สไตล์ที่มีการสื่อสารซ้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของผู้บังคับใช้กฎหมายให้สามารถอ่านและประเมินการสื่อสารเชิงสัญญะในระดับโครงสร้างได้อย่างรอบด้าน

ภายใต้กรอบการกำกับดูแลดังกล่าว การดำเนินการในระดับแพลตฟอร์มผ่านความร่วมมือในการพัฒนากลไกตรวจจับเนื้อหาที่คำนึงถึงบริบทและรูปแบบการจัดวางสัญญะเชิงซ้ำ จะช่วยลดช่องว่างของการกำกับดูแลการสื่อสารการตลาดแฝงในสื่อดิจิทัลได้ในทางปฏิบัติ

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการกำกับดูแลเชิงกฎหมายและกลไกของแพลตฟอร์มแล้ว การเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อในสังคมดิจิทัลแก่ผู้ปกครอง ครู และเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะทักษะการอ่านภาษาภาพและการตีความบริบทของการสื่อสาร จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและรับมือกับการสื่อสารการตลาดแฝงในระยะยาวอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง: กนิษฐา ไทยกล้า และนิษฐา หรุ่นเกษม. (2567). การศึกษาแนวโน้ม กลยุทธ์ และวาทกรรมในการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์. สงขลา : ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.).

ประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคใต้ ประจำปี 2569
https://cas.or.th/content?id=1141
Tags : -

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคใต้ ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมเกาะกลาง โรงแรมกระบี่ ฟร้อนท์ เบย์ รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 107 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผลงานวิจัย ประสบการณ์จากการดำเนินงานในพื้นที่ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การประชุมมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ภาคใต้ การแลกเปลี่ยนบทเรียนและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) จากหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ ตลอดจนการอภิปรายถึงความท้าทายและโอกาสในการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ผ่านกลไกระดับจังหวัด โดยใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นพื้นฐานในการกำหนดมาตรการและนโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้ เวทีดังกล่าวยังเป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน การพัฒนาการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศูนย์วิจัยปัญหาสุราขอขอบพระคุณผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ วิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงานทุกภาคส่วน และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสังคมไทยให้มีความปลอดภัย มีสุขภาวะที่ดี และเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสุขภาพ.

รายงานวิจัย ผลของโปรแกรมลดการตีตรา เพื่อเพิ่มการเข้าสู่บริการของผู้มีปัญหาการใช้สุรา จังหวัดพัทลุง
https://cas.or.th/content?id=1114
Tags : -

งานวิจัยเรื่อง “ผลของโปรแกรมลดการตีตรา เพื่อเพิ่มการเข้าสู่บริการของผู้มีปัญหาการใช้สุรา จังหวัดพัทลุง” มุ่งศึกษาสถานการณ์และประสบการณ์การถูกตีตราของผู้มีปัญหาจากการดื่มสุรา ทั้งจากตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และบุคลากรสุขภาพ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงการบำบัดรักษา พร้อมทั้งพัฒนาและทดสอบโปรแกรมลดการตีตราเพื่อส่งเสริมการยอมรับ การสนับสนุนทางสังคม และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพของผู้มีปัญหาสุรา อันนำไปสู่การดูแลรักษาและการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


The study “The Effectiveness of Reduce Stigma Program for Enhancing Service among Alcohol used Disorder” investigates the experiences and forms of stigma faced by people with alcohol use problems, including self-stigma and stigma from families, communities, society, and healthcare providers, which can hinder access to treatment. The study develops and evaluates a stigma reduction program aimed at enhancing social support, reducing discrimination, and increasing access to healthcare and treatment services, thereby improving recovery and long-term care outcomes.

ขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร: รัฐบาลใช้หลักฐานอะไรในการตัดสินใจ?
https://cas.or.th/content?id=1094
Tags : -

วันนี้ (28/5/69) มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ “ขยายเวลาช่วงบ่ายจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” อย่างถาวร

คำถามสำคัญคือ การตัดสินใจครั้งนี้อ้างอิง “ข้อมูลชุดใด” และได้ชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สุขภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนทางสังคมอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่

ช่วงต้นปี (มีค-เมษ 69) ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ มีการศึกษาวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (แหล่งทุนไม่มีบทบาทในการเลือกพื้นที่ สุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสรุปผล) เรื่อง ผลกระทบจากการผ่อนปรนช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ใน 12 จังหวัด ครอบคลุมเมืองหลักและเมืองรอง 6 ภูมิภาค โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วไป 2,445 คน ผู้ประกอบการ 378 ราย และนักท่องเที่ยว 1,238 คน

ผลสำรวจพบว่า

  • ประชาชนทั่วไป 41.4% “ไม่เห็นด้วย” ขณะที่มีเพียง 31.3% ที่ “เห็นด้วย”
  • ประชาชน 43.3% มองว่า “ผลเสียมากกว่าผลดี” เช่น อุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท เสียงดังรบกวน และผลกระทบต่อสุขภาพ
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 69.7% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 68.7% ระบุว่า มาตรการนี้ “ไม่มีผลหรือไม่ค่อยมีผล” ต่อการมาเที่ยวไทย
  • เดือนมีนาคม 2569 ผู้ประกอบการเพียง 6.9% ระบุว่ายอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ 59.5% ระบุว่ายอดขายลดลง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “ห้ามเปลี่ยนนโยบาย”

แต่หมายความว่า การเปลี่ยนนโยบายระดับประเทศควรตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า

  1. เศรษฐกิจได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจริงแค่ไหน
  2. การท่องเที่ยวได้ประโยชน์มากพอหรือไม่
  3. ต้นทุนด้านอุบัติเหตุ ความรุนแรง สุขภาพเด็กและเยาวชน และผลกระทบต่อชุมชน ถูกนำมาคิดครบแล้วหรือยัง
  4. หลังประกาศใช้ถาวร จะมีระบบติดตามและประเมินผลอย่างไร
  5. หากพบผลกระทบมากกว่าผลดี รัฐบาลจะปรับนโยบายอย่างไร

นโยบายแอลกอฮอล์ไม่ใช่เพียงเรื่อง “เวลาขาย”

แต่คือเรื่องชีวิต ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคมไทย

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เห็นว่า หลังจากนี้รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูล เหตุผล และตัวชี้วัดที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ พร้อมวางระบบติดตามผลกระทบอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมมั่นใจว่านโยบายนี้ตั้งอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่เพียงแรงกดดันทางเศรษฐกิจระยะสั้น

#ศวส #แอลกอฮอล์ #นโยบายสาธารณะ #AlcoholPolicy #PublicHealth #Thailand

ประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง ประจำปี 2569
https://cas.or.th/content?id=1093
Tags : -

ภาพบรรยากาศการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ”

เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องแมนดาริน บี โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร

เวทีประชุมครั้งนี้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และประสบการณ์การดำเนินงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่สมดุลระหว่างสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ขอขอบพระคุณท่านรองปลัดกรุงเทพมหานคร ท่านวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ เครือข่ายภาคี และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอเชิงนโยบาย และแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลและงานวิชาการในการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน เพื่อพัฒนาสังคมที่ปลอดภัยและมีสุขภาวะอย่างยั่งยืน

แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT
https://cas.or.th/content?id=1096
Tags : -

แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT

ผู้เขียน: รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร 

เผยแพร่เมื่อ: พฤษภาคม 2569


1. Highlight

ในแวดวงสาธารณสุขและการแพทย์ปฐมภูมิ เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT ถือเป็นมาตรฐานระดับสากลที่ใช้ในการคัดกรองพฤติกรรมการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างแพร่หลาย แม้ว่างานวิจัยเชิงระบาดวิทยาจะชี้ชัดว่า คะแนนที่ได้จากเครื่องมือทั้งสองชิ้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (r = 0.82 - 0.83, p < 0.001) ซึ่งสะท้อนความสอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญในระดับกลุ่มประชากร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติระดับบุคคล มีข้อจำกัดทางเทคนิคที่ไม่สามารถนำคะแนนดิบมาเปรียบเทียบ เทียบเคียง หรือแปลงค่าแปรผันตรงร่วมกันได้โดยตรง เนื่องด้วยความแตกต่างทางโครงสร้างและกรอบเวลาการประเมิน

2. บทนำ: เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT คืออะไร?

การคัดกรองผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและบำบัดรักษาในระบบสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) จึงได้พัฒนาเครื่องมือมาตรฐานขึ้นมา 2 ชนิด ซึ่งได้รับการแปลและทดสอบความเที่ยงตรงในบริบทประเทศไทยแล้ว ได้แก่:

  • ASSIST (Alcohol, Smoking and Substance Involvement Screening Test): เป็นแบบคัดกรองที่ออกแบบมาเพื่อประเมินการใช้สารเสพติดและสารกระตุ้นทุกประเภทแบบองค์รวมในชุดคำถามเดียว โครงสร้างประกอบด้วยคำถาม 8 ข้อ ครอบคลุมสารเสพติด 10 ชนิด (เช่น ยาสูบ แอลกอฮอล์ กัญชา ยาบ้า สารระเหย ฯลฯ) โดยมุ่งเน้นการให้คะแนน "ระดับการเกี่ยวข้องกับสาร" (Specific Substance Involvement Score) เพื่อจำแนกผู้รับการประเมินออกเป็นกลุ่มความเสี่ยงระดับต่ำ ปานกลาง และสูง
  • AUDIT (Alcohol Use Disorders Identification Test): เป็นแบบคัดกรองที่จำเพาะเจาะจง (Specific เครื่องมือ) ต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ ประกอบด้วยชุดคำถาม 10 ข้อ ที่มุ่งเจาะลึก 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ปริมาณและความถี่ในการดื่ม (คำถามข้อ 1-3), อาการของการติดสุรา (คำถามข้อ 4-6) และผลกระทบหรือปัญหาที่เกิดจากการดื่ม (คำถามข้อ 7-10) เครื่องมือนี้ได้รับยอมรับว่ามีความไว (Sensitivity) และความจำเพาะ (Specificity) สูงในการคัดกรอง ตั้งแต่ผู้ดื่มระดับเสี่ยงไปจนถึงผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงหรือติดแอลกอฮอล์

3. ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของ ASSIST และ AUDIT

จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อทดสอบความเที่ยงตรง (Validation Studies) พบหลักฐานที่สอดคล้องกันทั่วโลก โดยงานวิจัยชิ้นสำคัญของ Humeniuk และคณะ (2008) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พัฒนาเครื่องมือ ASSIST ได้แสดงให้เห็นว่า คะแนน ASSIST ในส่วนที่ประเมินแอลกอฮอล์ มีค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's r) กับคะแนนรวมของ AUDIT สูงถึง 0.82 (p < 0.001)

นอกจากนี้ การศึกษาในบริบทวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น การทดสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือฉบับภาษาฝรั่งเศสโดย Khan และคณะ (2011) ก็ยืนยันผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน โดยพบค่าสหสัมพันธ์สูงถึง 0.83 (p < 0.001) ข้อค้นพบเหล่านี้นำมาสู่ข้อสรุปทางสถิติว่า เครื่องมือทั้งสองชิ้นสามารถประเมินแนวโน้มพฤติกรรมปัญหาของผู้บริโภคสุราได้สอดคล้องกันประมาณ 82-83% ในระดับภาพรวมประชากร กล่าวคือ หากกลุ่มประชากรใดได้คะแนน ASSIST ด้านแอลกอฮอล์สูง ก็มักจะมีแนวโน้มได้คะแนน AUDIT สูงตามไปด้วย

4. ข้อจำกัดและข้อควรระวังในการใช้คะแนนข้ามเครื่องมือ

แม้เครื่องมือทั้งสองจะให้ผลลัพธ์ที่สอดประสานกันในทางสถิติ แต่ในทางคลินิกหรือการประเมินรายบุคคล ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องตระหนักถึงข้อจำกัดและไม่ควรนำคะแนนมาคำนวณทดแทนกันเนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้:

  • กรอบเวลาการประเมินที่แตกต่างกัน: เครื่องมือ ASSIST มุ่งสำรวจพฤติกรรมการใช้สารในช่วง 3 เดือนล่าสุด เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ขณะที่ AUDIT มุ่งประเมินพฤติกรรมการดื่มย้อนหลังตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งยาวนานกว่า

  • ระบบการให้คะแนนและช่วงคะแนนดิบ: ช่วงคะแนนรวมของเครื่องมือทั้งสองไม่เท่ากัน (ASSIST แอลกอฮอล์ มีช่วงคะแนน 0-39 ส่วน AUDIT มีช่วงคะแนน 0-40) และมีโครงสร้างการถ่วงน้ำหนักคะแนนรายข้อที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่มีสูตรคณิตศาสตร์มาตรฐานในการแปลงคะแนนจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งได้โดยตรง

  • ความคลาดเคลื่อนในระดับบุคคล: รูปแบบพฤติกรรมการดื่มเฉพาะบุคคล (เช่น ผู้ที่เพิ่งหยุดดื่มหนักมา 4 เดือน หรือผู้ที่ดื่มเฉพาะช่วงเทศกาล) อาจทำให้คะแนน ASSIST อยู่ในระดับความเสี่ยงหนึ่ง แต่คะแนน AUDIT ตกอยู่ในอีกระดับหนึ่ง การแปรผลจึงต้องอาศัยดุลยพินิจทางคลินิก และข้อมูลปัจจัยร่วม เช่น อายุ เพศ โรคร่วม และบริบททางสังคม

5. ควรเลือกใช้ ASSIST หรือ AUDIT เมื่อใด?

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการคัดกรองในชุมชนหรือสถานพยาบาล ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มีข้อเสนอแนะในการเลือกใช้เครื่องมือตามบริบท ดังนี้:

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ ASSIST:

    1. งานคัดกรองสุขภาพองค์รวมที่ต้องการตรวจหาการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกันในคราวเดียว เช่น การตรวจสุขภาพประจำปีของกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มเสี่ยง

    2. บริบทที่ผู้คัดกรองหรือผู้ตอบแบบสอบถามไม่มีความคุ้นเคยกับการคำนวณหน่วย "ดื่มมาตรฐาน" (Standard Drink) เนื่องจากข้อคำถามของ ASSIST ไม่ได้เจาะลึกเรื่องปริมาณและขนาดภาชนะโดยตรง

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ AUDIT:

    1. งานสร้างเสริมสุขภาพและบำบัดรักษาที่เน้นแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว

    2. ในสถานพยาบาลที่บุคลากรมีความเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับการแปลงปริมาณการดื่มของชาวบ้านให้เป็นหน่วยดื่มมาตรฐาน (เช่น การเทียบปริมาณเป็นฝา เหล้าแบน เหล้ากลม หรือจำนวนกระป๋อง/ขวดเบียร์)

    3. การคัดกรองกลุ่มประชากรที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แต่มีพฤติกรรมการดื่มหนักเป็นช่วง ๆ หรือดื่มตามเทศกาล (Binge Drinking) เนื่องจากกรอบเวลา 1 ปีของ AUDIT จะช่วยดักจับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ดีกว่า

6. บทสรุป

สรุปได้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีสูตรมาตรฐานในการแปลงคะแนนดิบระหว่าง ASSIST และ AUDIT อย่างไรก็ดี ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ "เกณฑ์ระดับความเสี่ยง" ของเครื่องมือแต่ละชิ้นมาอนุมานระดับความรุนแรงเพื่อวางแนวทางการช่วยเหลือ (Intervention) ที่สอดคล้องกันได้ เช่น การใช้คะแนน ASSIST ตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป หรือคะแนน AUDIT ตั้งแต่ 8 คะแนนขึ้นไป เป็นจุดตัดในการเริ่มให้การบำบัดแบบสั้น (Brief Intervention: BI) ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกบริบท ยึดหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของเครื่องมือนั้น ๆ เป็นหลัก และใช้ดุลยพินิจทางคลินิกร่วมด้วยเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้ป่วยและการตัดสินใจด้านสาธารณสุข

7. References

  • World Health Organization ASSIST Working Group. The alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST): development, reliability and feasibility. Addiction. 2002;97(9):1183-94.
  • Saunders JB, Aasland OG, Babor TF, de la Fuente JR, Grant M. Development of the alcohol use disorders identification test (AUDIT): WHO collaborative project on early detection of persons with harmful alcohol consumption-II. Addiction. 1993;88(6):791-804.
  • Humeniuk R, Ali R, Babor TF, et al. Validation of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Addiction. 2008;103(6):1039-47.
  • Khan R, Chatton A, Nallet A, Broers B, Thorens G, Achab-Arigo S, Poznyak V, Fleischmann A, Khazaal Y, Zullino D. Validation of the French version of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Eur Addict Res. 2011;17(4):190-7.

เผยแพร่โดย: ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

งานชิ้นนี้ได้รับอนุญาตภายใต้ครีเอทีฟคอมมอนส์ (CC BY-NC-ND) อนุญาตให้คัดลอกและเผยแพร่โดยไม่ดัดแปลง ต้องระบุแหล่งที่มา และห้ามใช้เพื่อการค้า

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ
https://cas.or.th/content?id=1091
Tags : -

เอกสาร Proceedings ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับภูมิภาค ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ของประเทศไทย

เนื้อหาภายในเล่มครอบคลุมทั้งการปาฐกถาพิเศษ การบรรยายสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ เวทีเสวนาเชิงนโยบาย กรณีศึกษาการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด ตลอดจนบทคัดย่อผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ โดยมุ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างมิติสุขภาพ ความปลอดภัย การท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างสมดุลและยั่งยืน

เอกสารฉบับนี้ยังนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ ทั้งด้านพฤติกรรมการดื่ม การเข้าถึงจุดจำหน่าย ผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยทางถนนและผลกระทบทางสังคม พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่เน้นการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นฐานในการกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนบทบาทของภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมกันสร้างกลไกการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละจังหวัด

Proceedings เล่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกกิจกรรมของการประชุม หากแต่เป็นฐานองค์ความรู้และพื้นที่รวบรวมบทเรียนสำคัญสำหรับนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายภาคสังคม ในการนำไปใช้ต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และการขับเคลื่อนงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ อันจะนำไปสู่สังคมที่ปลอดภัย มีสุขภาวะ และมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รับผิดชอบและยั่งยืน

ประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ประจำปี 2569
https://cas.or.th/content?id=1088
Tags : -

บรรยากาศการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องดอยสุเทพ 1-2 โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ จังหวัดเชียงใหม่

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเชื่อมโยงประเด็นสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวปลอดภัย ผ่านการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ งานวิจัย กรณีศึกษา และการเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมจากหลายพื้นที่

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ขอขอบพระคุณท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ท่านวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ เครือข่ายภาคี และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างสร้างสรรค์

เวทีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ในการพัฒนานโยบายสาธารณะ การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน และการผลักดันแนวทางการทำงานที่สมดุลระหว่างสุขภาวะของประชาชน เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาองค์ความรู้และประเด็นวิจัยด้านผลกระทบจากการตลาด และวาทกรรมทางสังคม ในบริบทพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2”
https://cas.or.th/content?id=1080
Tags : -

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาองค์ความรู้และประเด็นวิจัยด้านผลกระทบจากการตลาด และวาทกรรมทางสังคม ในบริบทพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2” ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องฮิลล์เครส ชั้น 5 โรงแรมดิควอเตอร์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

การประชุมครั้งนี้มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อัปเดตสถานการณ์ และร่วมกันระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับ ผลกระทบของการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และวาทกรรมทางสังคม ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับปรับปรุง

ภายในเวทีมีการนำเสนอข้อมูลวิชาการและการอภิปรายถึง

  • แนวโน้มและกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์
  • ช่องว่างองค์ความรู้และ โจทย์วิจัยสำคัญที่ควรศึกษาในช่วงปี 2569–2570 เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • การวิเคราะห์ วาทกรรมและความเข้าใจผิดของสังคมเกี่ยวกับนโยบายแอลกอฮอล์ และการพัฒนาข้อเท็จจริงเชิงวิชาการเพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ

ผลจากการประชุมทำให้เกิดการ ตกผลึกประเด็นวิจัยสำคัญด้านการตลาดและการสื่อสารของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงแนวทางการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม อันจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอนาคต

ศวส. ขอขอบคุณวิทยากร นักวิจัย และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อันมีคุณค่า เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่มุ่งลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย

หยุดเอาชีวิตคนไทยไปเสี่ยงกับนโยบาย "ขายฝัน" ที่แลกด้วยคราบน้ำตา! ศวส. จี้พรรคการเมืองตอบคำถามเรื่องแอลกอฮอล์ให้ชัด ก่อนขอคะแนนเสียง
https://cas.or.th/content?id=1065
Tags : -

หยุดเอาชีวิตคนไทยไปเสี่ยงกับนโยบาย "ขายฝัน" ที่แลกด้วยคราบน้ำตา! ศวส. จี้พรรคการเมืองตอบคำถามเรื่องแอลกอฮอล์ให้ชัด ก่อนขอคะแนนเสียง

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) จะไม่ยอมให้ประเด็น "แอลกอฮอล์" ถูกซุกไว้ใต้พรมอีกต่อไป!

บทสัมภาษณ์ของ Professor Jurgen Rehm ย้ำชัดว่า ถึงเวลาที่พรรคการเมืองต้อง "เลิกอ้อมแอ้ม" และต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริงเรื่องต้นทุนทางสังคมที่เน่าเฟะ นี่คือข้อเรียกร้องที่รัฐบาลใหม่ต้องมีคำตอบ:

  1. เลิกแทงกั๊ก! "จุดยืน" ของคุณคืออะไร?
    ประชาชนไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง เรามีสิทธิ์รู้ว่าพรรคของคุณมีนโยบายควบคุมแอลกอฮอล์อย่างไรกันแน่? อย่าเสนอแต่นโยบายกระตุ้นยอดขายเพื่อเอาใจทุนใหญ่ แต่กลับผลักภาระค่าล้างป่าช้าและค่ารักษาพยาบาลมาให้ภาษีประชาชน!
     
  2.  "กำไร" ของใคร? แต่ "ความตาย" เป็นของประชาชน!
    เวลาคำนวณนโยบาย อย่าดูแค่ตัวเลข GDP หรือภาษีสุราที่เอามาอวดอ้าง โปรดคำนวณ "ต้นทุนที่แท้จริง" (The Real Costs) ทั้งศพบนท้องถนน ครอบครัวที่พังทลาย และระบบสาธารณสุขที่แบกรับจนแทบไม่ไหว พรรคการเมืองต้องกล้าตอบว่า "ความคุ้มค่า" ที่ท่านอ้าง มันคุ้มค่าชีวิตคนไทยจริงหรือไม่?
     
  3. ฟังเสียง "วิชาการ" หรือฟังเสียง "กลุ่มทุน"?
    เราขอท้าให้ทุกพรรคตัดสินใจบน "หลักฐานเชิงประจักษ์" (Hard Evidence) ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เดินตามโพยของกลุ่มผลประโยชน์แอบแฝง นโยบายที่มาจากข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า คือนโยบายที่ทำร้ายประชาชนอย่างเลือดเย็นที่สุด!

ถึงพรรคการเมืองทุกพรรค: อย่ามาขอคะแนนถ้าท่านยังไม่มีแผนรับมือกับหายนะจากแอลกอฮอล์ที่ชัดเจน ประชาชนจะเลือกพรรคที่มองเห็น "ชีวิตคน" สำคัญกว่า "ผลกำไร"

 

ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!
https://cas.or.th/content?id=1064
Tags : -

ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอส่งเสียงสะท้อนจากมุมมองของนักวิชาการระดับโลกอย่าง Professor Jurgen Rehm ถึงพรรคการเมืองทุกพรรคที่กำลังเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศ

แอลกอฮอล์ไม่ใช่แค่เรื่องความพึงพอใจส่วนบุคคล แต่คือ "ต้นทุนทางสังคม" มหาศาลที่คนไทยทุกคนต้องแบกรับ เราจึงมี 3 ข้อเรียกร้องสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องกล้าตอบคำถามประชาชน:

  1. แสดงจุดยืนและนโยบายที่ชัดเจน (Clear Policy & Transparency)
    พรรคการเมืองต้องระบุให้ชัดว่า มีแผนการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์อย่างไร? ประชาชนมีสิทธิ์รู้ล่วงหน้าว่านโยบายของท่านจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมในทิศทางไหน เพื่อให้คนไทยตัดสินใจเลือกบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน (Informed Decision)
     
  2. มอง "ต้นทุนที่แท้จริง" ให้รอบด้าน (The Real Cost)
    อย่ามองเพียงแค่ตัวเลขภาษีหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องคำนวณ "ต้นทุนแฝง" ทั้งค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข อุบัติเหตุ และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติ รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง "ผลประโยชน์" และ "ความสูญเสีย" อย่างเป็นธรรม
     
  3. ตัดสินใจบน "หลักฐานทางวิชาการ" ไม่ใช่ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" (Evidence-Based, Not Interest-Based)
    เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณานโยบายโดยอ้างอิงจากข้อมูลสถิติและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Hard Evidence) ที่น่าเชื่อถือ มากกว่าการโอนอ่อนตามกลุ่มทุนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ข้อมูลที่ใช้ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ว่ามาจากแหล่งที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

ศวส. เชื่อว่า "นโยบายที่ดีต้องปกป้องชีวิตประชาชน" เราขอเชิญชวนทุกพรรคการเมือง ร่วมแสดงสปิริตในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน

 

จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?
https://cas.or.th/content?id=1073
Tags : -

งานวิจัยล่าสุดจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?

ทีมวิจัยนำโดย ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย และคณะ ได้ทำการสำรวจนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 10 ประเทศอาเซียน โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานโลก "SAFER" ขององค์การอนามัยโลก

ภาพรวม: เศรษฐกิจโต คนมีกำลังซื้อ ก็ดื่มกันมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ "เหล้านอกระบบ" (เหล้าเถื่อน/หนีภาษี) ในเพื่อนบ้านบางประเทศที่สูงน่าตกใจ

3 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบ:

  1. กฎหมายมี แต่การบังคับใช้ต่างกัน: ทุกประเทศมีกฎหมายเรื่องอายุขั้นต่ำ (ส่วนใหญ่ 18 ปี, ไทย 20 ปี) และกฎหมายเมาไม่ขับ แต่ความเข้มข้นและการบังคับใช้ยังแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
  2. "ออนไลน์" คือช่องโหว่ใหญ่: มาตรการควบคุมโฆษณาในสื่อหลักทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ในแพลตฟอร์มออนไลน์และการตลาดข้ามพรมแดนยังเป็นความท้าทายใหญ่ที่ทุกประเทศเจอเหมือนกัน
  3. "ระบบบำบัด" คือจุดอ่อนที่สุดของภูมิภาค: นี่คือข้อค้นพบที่น่ากังวลที่สุด บริการช่วยเลิกบุหรี่และยาสำหรับผู้ติดสุรายังเข้าถึงยากและไม่เพียงพอในเกือบทุกประเทศ รวมถึงไทย

ทิศทางในอนาคต: งานวิจัยชี้ว่า ลำพังมาตรการในประเทศอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนเพื่อจัดการปัญหาโฆษณาข้ามชาติ และเร่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับผู้ต้องการเลิกดื่มอย่างจริงจัง

ผลการตรวจ SAFER Check-up:

  • จุดแข็ง: เรื่องกฎหมาย "เมาไม่ขับ" และ "ภาษี" ทุกประเทศมีมาตรการชัดเจน (บางประเทศเข้มกว่าไทยคือต้อง 0.00% เลยทีเดียว!)
  • จุดที่ต้องระวัง: "การควบคุมโฆษณา" แม้สื่อหลักจะคุมได้ แต่ในโลกออนไลน์และโฆษณาแฝงยังรั่วไหลเยอะมาก
  • จุดอ่อนสำคัญที่สุด: "ระบบบำบัดรักษา (F-Facilitate)" คือจุดที่อ่อนแอที่สุดในภูมิภาค คนอยากเลิกเหล้ายังเข้าถึงความช่วยเหลือและยาได้ยาก

บทสรุป: เรามีกฎหมายที่ดีหลายข้อ แต่การจะสู้กับปัญหานี้ได้จริง อาเซียนต้องจับมือกัน โดยเฉพาะการอุดรูรั่วในโลกออนไลน์ และที่เร่งด่วนคือการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกดื่มให้เข้าถึงง่ายขึ้นครับ

อ่านเพิ่มเติม: https://doi.org/10.1177/10105395251414918

 

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.