คำค้นหา : ผลกระทบ

คำค้นหา : ผลกระทบ

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 3814 ครั้ง
รายงานวิจัย โครงการการประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อลดการสูญเสียจากพฤติกรรมการเมาแล้วขับ กรณีศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://cas.or.th/content?id=1107
Tags : -

งานวิจัยเรื่อง “การประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อลดการสูญเสียจากพฤติกรรมการเมาแล้วขับ: กรณีศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี” ศึกษาทัศนคติและความคิดเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายและมูลค่าชีวิตเชิงสถิติในการลดผลกระทบจากการเมาแล้วขับ รวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรการและนโยบายด้านความปลอดภัยทางถนนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


The study “Valuation of Willingness to Pay for Reducing Losses from Drunk Driving Behavior: A Case Study of Surat Thani Province” examines the attitudes and perceptions of the public and alcohol retailers in Surat Thani Province regarding drunk driving. It evaluates the willingness to pay and the statistical value of life associated with reducing drunk-driving-related harms, and identifies factors related to preventing road traffic losses. The findings provide evidence to support the development of more effective road safety measures and public policies.

รายงานวิจัย LIVED EXPERIENCE OF LATE ADOLESCENT FEMALES WITH BINGE DRINKING
https://cas.or.th/content?id=1103

งานวิจัยเรื่อง “ประสบการณ์ของวัยรุ่นหญิงตอนปลายที่ดื่มสุราแบบหนักเป็นครั้งคราว” ศึกษาประสบการณ์ มุมมอง และความหมายของการดื่มสุราแบบหนักเป็นครั้งคราวในกลุ่มวัยรุ่นหญิงอายุ 18–24 ปี เพื่อทำความเข้าใจปัจจัยที่นำไปสู่การดื่ม ผลกระทบที่เกิดขึ้น และบทบาทของบรรทัดฐานทางเพศในสังคมไทย ผลการศึกษาสะท้อนว่าการดื่มมีความเชื่อมโยงกับการแสดงตัวตน ความเท่าเทียมทางเพศ การจัดการอารมณ์ และการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ขณะเดียวกันก็นำไปสู่ผลกระทบด้านสุขภาพและความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาแนวทางป้องกันและช่วยเหลือที่เหมาะสมกับบริบทของวัยรุ่นหญิงไทย


The study “Lived Experience of Late Adolescent Females with Binge Drinking” explores the experiences, perceptions, and meanings of binge drinking among females aged 18–24 years. It examines the factors influencing binge drinking, its consequences, and the role of gender norms within the Thai social context. The findings reveal that binge drinking is associated with self-expression, gender equality, emotional coping, and social relationships, while also contributing to health problems and vulnerability to sexual harassment. The study provides valuable insights for developing culturally appropriate prevention and intervention strategies for young women in Thailand.

ข้อเท็จจริงและตัวเลขเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย พ.ศ. 2565–2568: ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
https://cas.or.th/content?id=1099

ข้อเท็จจริงและตัวเลขเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย พ.ศ. 2565–2568: ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นหนังสือที่รวบรวม วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2565–2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งด้านนโยบาย กฎหมาย เศรษฐกิจ และสังคมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

บรรณาธิการ

  • ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย
  • รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร
  • ชฎาบุญ เจียรธนกฤติ

วัตถุประสงค์ของหนังสือ

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทยในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและบริบททางสังคมอย่างสำคัญ โดยครอบคลุมทั้งพฤติกรรมการบริโภค ผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ การตลาดและวาทกรรมทางสังคม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงสนับสนุนการกำหนดนโยบายและมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์อย่างยั่งยืน

เนื้อหาภายในหนังสือ

หนังสือประกอบด้วย 6 บทหลัก ได้แก่

  1. พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง
    • ปริมาณการบริโภคต่อหัว
    • ความชุกของนักดื่ม
    • พฤติกรรมการดื่มในวัยรุ่น
    • การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกระบบภาษี
  2. ผลกระทบของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ภาวะผิดปกติจากการดื่มสุรา
    • การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
    • ภาระโรคและการเสียชีวิต
    • ผลกระทบจากการดื่มของผู้อื่น (ภัยเหล้ามือสอง)
  3. อุตสาหกรรมและตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: สถานการณ์ระดับโลกและในประเทศไทย
    • สถานการณ์ตลาดโลกและประเทศไทย
    • แนวโน้มอุตสาหกรรม
    • การตลาดออนไลน์
    • การปรับตัวของผู้ผลิตรายใหญ่และรายย่อย
  4. พลวัตของนโยบายแอลกอฮอล์ในประเทศไทย
    • ความเคลื่อนไหวด้านนโยบาย พ.ศ. 2565–2568
    • กฎหมายและระเบียบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. ผลของนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย
    • ประสิทธิผลของมาตรการควบคุม
    • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคม
    • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษี
    • การผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการขายและการผลิตสุรา
  6. ความคิดเห็นและความรอบรู้ของประชาชนไทยต่อสถานการณ์และนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ความคิดเห็นต่อนโยบายภาครัฐ
    • ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของแอลกอฮอล์
    • วาทกรรมทางสังคมเกี่ยวกับนโยบายแอลกอฮอล์

 


Facts and Figures on Alcohol in Thailand 2022–2025: Amidst the Evolution of Alcohol Control Policies provides a comprehensive overview of alcohol-related situations in Thailand during 2022–2025, a period marked by significant changes in alcohol policies, legislation, economic conditions, and social contexts. The book compiles and analyzes the latest evidence to support informed policy discussions and public health decision-making.

Editors

  • Prof. Dr. Sawitri Assanangkornchai
  • Assoc. Dr. Prof. Polathep Vichitkunakorn
  • Chadaboon Jiaratanakrit

Objectives

The book was developed to compile, analyze, and present up-to-date information on alcohol consumption, alcohol-related harms, market dynamics, social discourse, and policy developments in Thailand. It aims to serve as a key reference for researchers, policymakers, government agencies, civil society organizations, and other stakeholders working to prevent and reduce alcohol-related harm through evidence-based policies and interventions.

Contents

The publication is organized into six main chapters:

  1. Alcohol Consumption Patterns: Current Situation and Trends
    • Per capita alcohol consumption
    • Prevalence of alcohol use
    • Youth drinking behaviors
    • Unrecorded alcohol consumption
  2. Impacts of Alcohol Consumption
    • Alcohol use disorders
    • Hospital admissions
    • Alcohol-attributable diseases and deaths
    • Harm to others from drinking
  3. Alcohol Industry and Market Trends
    • Global and Thai alcohol markets
    • Industry developments
    • Online alcohol marketing
    • Adaptation strategies of major and small-scale producers
  4. Dynamics of Alcohol Policy in Thailand
    • Policy developments during 2022–2025
    • New alcohol-related laws and regulations
  5. Effects of Alcohol Control Policies
    • Policy effectiveness
    • Economic, health, and social impacts
    • Excise tax reforms
    • Regulatory changes related to alcohol sales and production
  6. Public Opinions and Alcohol Literacy in Thailand
    • Public attitudes toward alcohol policies
    • Knowledge and awareness of alcohol-related harms
    • Social discourse surrounding alcohol control policies

This book serves as an important evidence-based resource for understanding the evolving alcohol landscape in Thailand and the challenges of balancing economic interests with public health priorities.

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง
https://cas.or.th/content?id=1098
Tags : -

เอกสาร Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งมุ่งสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้บริบทการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568

สาระสำคัญของการประชุมสะท้อนแนวคิด “สมดุลแห่งอนาคต” ที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเน้นว่าการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มิใช่การจำกัดโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้การเติบโตเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดี

การประชุมได้เน้นบทบาทสำคัญของ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกลไกใหม่ภายใต้กฎหมายฉบับล่าสุดในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งเมืองท่องเที่ยว ย่านเศรษฐกิจกลางคืน พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่ใกล้สถานศึกษา

อีกประเด็นสำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Data-Driven Policy) ผ่านการนำเสนอกรณีศึกษาจากหลายจังหวัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้ข้อมูลสถานการณ์จริงสามารถนำไปสู่การพัฒนามาตรการ การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ การประชุมยังให้ความสำคัญกับการป้องกันเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบางจากผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยนำเสนอผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศเกี่ยวกับการลดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ปลอดแอลกอฮอล์ และการใช้ทุนทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนเป็นเครื่องมือในการลดปัจจัยเสี่ยง

โดยสรุป การประชุมครั้งนี้ได้เสนอทิศทางสำคัญของการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และประสบการณ์จากการดำเนินงานในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและมาตรการที่สามารถคุ้มครองสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบทางสังคม เสริมสร้างความปลอดภัยของชุมชน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

ขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร: รัฐบาลใช้หลักฐานอะไรในการตัดสินใจ?
https://cas.or.th/content?id=1094
Tags : -

วันนี้ (28/5/69) มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ “ขยายเวลาช่วงบ่ายจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” อย่างถาวร

คำถามสำคัญคือ การตัดสินใจครั้งนี้อ้างอิง “ข้อมูลชุดใด” และได้ชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สุขภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนทางสังคมอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่

ช่วงต้นปี (มีค-เมษ 69) ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ มีการศึกษาวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (แหล่งทุนไม่มีบทบาทในการเลือกพื้นที่ สุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสรุปผล) เรื่อง ผลกระทบจากการผ่อนปรนช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ใน 12 จังหวัด ครอบคลุมเมืองหลักและเมืองรอง 6 ภูมิภาค โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วไป 2,445 คน ผู้ประกอบการ 378 ราย และนักท่องเที่ยว 1,238 คน

ผลสำรวจพบว่า

  • ประชาชนทั่วไป 41.4% “ไม่เห็นด้วย” ขณะที่มีเพียง 31.3% ที่ “เห็นด้วย”
  • ประชาชน 43.3% มองว่า “ผลเสียมากกว่าผลดี” เช่น อุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท เสียงดังรบกวน และผลกระทบต่อสุขภาพ
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 69.7% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 68.7% ระบุว่า มาตรการนี้ “ไม่มีผลหรือไม่ค่อยมีผล” ต่อการมาเที่ยวไทย
  • เดือนมีนาคม 2569 ผู้ประกอบการเพียง 6.9% ระบุว่ายอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ 59.5% ระบุว่ายอดขายลดลง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “ห้ามเปลี่ยนนโยบาย”

แต่หมายความว่า การเปลี่ยนนโยบายระดับประเทศควรตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า

  1. เศรษฐกิจได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจริงแค่ไหน
  2. การท่องเที่ยวได้ประโยชน์มากพอหรือไม่
  3. ต้นทุนด้านอุบัติเหตุ ความรุนแรง สุขภาพเด็กและเยาวชน และผลกระทบต่อชุมชน ถูกนำมาคิดครบแล้วหรือยัง
  4. หลังประกาศใช้ถาวร จะมีระบบติดตามและประเมินผลอย่างไร
  5. หากพบผลกระทบมากกว่าผลดี รัฐบาลจะปรับนโยบายอย่างไร

นโยบายแอลกอฮอล์ไม่ใช่เพียงเรื่อง “เวลาขาย”

แต่คือเรื่องชีวิต ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคมไทย

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เห็นว่า หลังจากนี้รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูล เหตุผล และตัวชี้วัดที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ พร้อมวางระบบติดตามผลกระทบอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมมั่นใจว่านโยบายนี้ตั้งอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่เพียงแรงกดดันทางเศรษฐกิจระยะสั้น

#ศวส #แอลกอฮอล์ #นโยบายสาธารณะ #AlcoholPolicy #PublicHealth #Thailand

แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT
https://cas.or.th/content?id=1096
Tags : -

แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT

ผู้เขียน: รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร 

เผยแพร่เมื่อ: พฤษภาคม 2569


1. Highlight

ในแวดวงสาธารณสุขและการแพทย์ปฐมภูมิ เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT ถือเป็นมาตรฐานระดับสากลที่ใช้ในการคัดกรองพฤติกรรมการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างแพร่หลาย แม้ว่างานวิจัยเชิงระบาดวิทยาจะชี้ชัดว่า คะแนนที่ได้จากเครื่องมือทั้งสองชิ้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (r = 0.82 - 0.83, p < 0.001) ซึ่งสะท้อนความสอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญในระดับกลุ่มประชากร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติระดับบุคคล มีข้อจำกัดทางเทคนิคที่ไม่สามารถนำคะแนนดิบมาเปรียบเทียบ เทียบเคียง หรือแปลงค่าแปรผันตรงร่วมกันได้โดยตรง เนื่องด้วยความแตกต่างทางโครงสร้างและกรอบเวลาการประเมิน

2. บทนำ: เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT คืออะไร?

การคัดกรองผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและบำบัดรักษาในระบบสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) จึงได้พัฒนาเครื่องมือมาตรฐานขึ้นมา 2 ชนิด ซึ่งได้รับการแปลและทดสอบความเที่ยงตรงในบริบทประเทศไทยแล้ว ได้แก่:

  • ASSIST (Alcohol, Smoking and Substance Involvement Screening Test): เป็นแบบคัดกรองที่ออกแบบมาเพื่อประเมินการใช้สารเสพติดและสารกระตุ้นทุกประเภทแบบองค์รวมในชุดคำถามเดียว โครงสร้างประกอบด้วยคำถาม 8 ข้อ ครอบคลุมสารเสพติด 10 ชนิด (เช่น ยาสูบ แอลกอฮอล์ กัญชา ยาบ้า สารระเหย ฯลฯ) โดยมุ่งเน้นการให้คะแนน "ระดับการเกี่ยวข้องกับสาร" (Specific Substance Involvement Score) เพื่อจำแนกผู้รับการประเมินออกเป็นกลุ่มความเสี่ยงระดับต่ำ ปานกลาง และสูง
  • AUDIT (Alcohol Use Disorders Identification Test): เป็นแบบคัดกรองที่จำเพาะเจาะจง (Specific เครื่องมือ) ต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ ประกอบด้วยชุดคำถาม 10 ข้อ ที่มุ่งเจาะลึก 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ปริมาณและความถี่ในการดื่ม (คำถามข้อ 1-3), อาการของการติดสุรา (คำถามข้อ 4-6) และผลกระทบหรือปัญหาที่เกิดจากการดื่ม (คำถามข้อ 7-10) เครื่องมือนี้ได้รับยอมรับว่ามีความไว (Sensitivity) และความจำเพาะ (Specificity) สูงในการคัดกรอง ตั้งแต่ผู้ดื่มระดับเสี่ยงไปจนถึงผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงหรือติดแอลกอฮอล์

3. ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของ ASSIST และ AUDIT

จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อทดสอบความเที่ยงตรง (Validation Studies) พบหลักฐานที่สอดคล้องกันทั่วโลก โดยงานวิจัยชิ้นสำคัญของ Humeniuk และคณะ (2008) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พัฒนาเครื่องมือ ASSIST ได้แสดงให้เห็นว่า คะแนน ASSIST ในส่วนที่ประเมินแอลกอฮอล์ มีค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's r) กับคะแนนรวมของ AUDIT สูงถึง 0.82 (p < 0.001)

นอกจากนี้ การศึกษาในบริบทวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น การทดสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือฉบับภาษาฝรั่งเศสโดย Khan และคณะ (2011) ก็ยืนยันผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน โดยพบค่าสหสัมพันธ์สูงถึง 0.83 (p < 0.001) ข้อค้นพบเหล่านี้นำมาสู่ข้อสรุปทางสถิติว่า เครื่องมือทั้งสองชิ้นสามารถประเมินแนวโน้มพฤติกรรมปัญหาของผู้บริโภคสุราได้สอดคล้องกันประมาณ 82-83% ในระดับภาพรวมประชากร กล่าวคือ หากกลุ่มประชากรใดได้คะแนน ASSIST ด้านแอลกอฮอล์สูง ก็มักจะมีแนวโน้มได้คะแนน AUDIT สูงตามไปด้วย

4. ข้อจำกัดและข้อควรระวังในการใช้คะแนนข้ามเครื่องมือ

แม้เครื่องมือทั้งสองจะให้ผลลัพธ์ที่สอดประสานกันในทางสถิติ แต่ในทางคลินิกหรือการประเมินรายบุคคล ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องตระหนักถึงข้อจำกัดและไม่ควรนำคะแนนมาคำนวณทดแทนกันเนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้:

  • กรอบเวลาการประเมินที่แตกต่างกัน: เครื่องมือ ASSIST มุ่งสำรวจพฤติกรรมการใช้สารในช่วง 3 เดือนล่าสุด เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ขณะที่ AUDIT มุ่งประเมินพฤติกรรมการดื่มย้อนหลังตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งยาวนานกว่า

  • ระบบการให้คะแนนและช่วงคะแนนดิบ: ช่วงคะแนนรวมของเครื่องมือทั้งสองไม่เท่ากัน (ASSIST แอลกอฮอล์ มีช่วงคะแนน 0-39 ส่วน AUDIT มีช่วงคะแนน 0-40) และมีโครงสร้างการถ่วงน้ำหนักคะแนนรายข้อที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่มีสูตรคณิตศาสตร์มาตรฐานในการแปลงคะแนนจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งได้โดยตรง

  • ความคลาดเคลื่อนในระดับบุคคล: รูปแบบพฤติกรรมการดื่มเฉพาะบุคคล (เช่น ผู้ที่เพิ่งหยุดดื่มหนักมา 4 เดือน หรือผู้ที่ดื่มเฉพาะช่วงเทศกาล) อาจทำให้คะแนน ASSIST อยู่ในระดับความเสี่ยงหนึ่ง แต่คะแนน AUDIT ตกอยู่ในอีกระดับหนึ่ง การแปรผลจึงต้องอาศัยดุลยพินิจทางคลินิก และข้อมูลปัจจัยร่วม เช่น อายุ เพศ โรคร่วม และบริบททางสังคม

5. ควรเลือกใช้ ASSIST หรือ AUDIT เมื่อใด?

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการคัดกรองในชุมชนหรือสถานพยาบาล ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มีข้อเสนอแนะในการเลือกใช้เครื่องมือตามบริบท ดังนี้:

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ ASSIST:

    1. งานคัดกรองสุขภาพองค์รวมที่ต้องการตรวจหาการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกันในคราวเดียว เช่น การตรวจสุขภาพประจำปีของกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มเสี่ยง

    2. บริบทที่ผู้คัดกรองหรือผู้ตอบแบบสอบถามไม่มีความคุ้นเคยกับการคำนวณหน่วย "ดื่มมาตรฐาน" (Standard Drink) เนื่องจากข้อคำถามของ ASSIST ไม่ได้เจาะลึกเรื่องปริมาณและขนาดภาชนะโดยตรง

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ AUDIT:

    1. งานสร้างเสริมสุขภาพและบำบัดรักษาที่เน้นแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว

    2. ในสถานพยาบาลที่บุคลากรมีความเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับการแปลงปริมาณการดื่มของชาวบ้านให้เป็นหน่วยดื่มมาตรฐาน (เช่น การเทียบปริมาณเป็นฝา เหล้าแบน เหล้ากลม หรือจำนวนกระป๋อง/ขวดเบียร์)

    3. การคัดกรองกลุ่มประชากรที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แต่มีพฤติกรรมการดื่มหนักเป็นช่วง ๆ หรือดื่มตามเทศกาล (Binge Drinking) เนื่องจากกรอบเวลา 1 ปีของ AUDIT จะช่วยดักจับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ดีกว่า

6. บทสรุป

สรุปได้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีสูตรมาตรฐานในการแปลงคะแนนดิบระหว่าง ASSIST และ AUDIT อย่างไรก็ดี ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ "เกณฑ์ระดับความเสี่ยง" ของเครื่องมือแต่ละชิ้นมาอนุมานระดับความรุนแรงเพื่อวางแนวทางการช่วยเหลือ (Intervention) ที่สอดคล้องกันได้ เช่น การใช้คะแนน ASSIST ตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป หรือคะแนน AUDIT ตั้งแต่ 8 คะแนนขึ้นไป เป็นจุดตัดในการเริ่มให้การบำบัดแบบสั้น (Brief Intervention: BI) ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกบริบท ยึดหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของเครื่องมือนั้น ๆ เป็นหลัก และใช้ดุลยพินิจทางคลินิกร่วมด้วยเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้ป่วยและการตัดสินใจด้านสาธารณสุข

7. References

  • World Health Organization ASSIST Working Group. The alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST): development, reliability and feasibility. Addiction. 2002;97(9):1183-94.
  • Saunders JB, Aasland OG, Babor TF, de la Fuente JR, Grant M. Development of the alcohol use disorders identification test (AUDIT): WHO collaborative project on early detection of persons with harmful alcohol consumption-II. Addiction. 1993;88(6):791-804.
  • Humeniuk R, Ali R, Babor TF, et al. Validation of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Addiction. 2008;103(6):1039-47.
  • Khan R, Chatton A, Nallet A, Broers B, Thorens G, Achab-Arigo S, Poznyak V, Fleischmann A, Khazaal Y, Zullino D. Validation of the French version of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Eur Addict Res. 2011;17(4):190-7.

เผยแพร่โดย: ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

งานชิ้นนี้ได้รับอนุญาตภายใต้ครีเอทีฟคอมมอนส์ (CC BY-NC-ND) อนุญาตให้คัดลอกและเผยแพร่โดยไม่ดัดแปลง ต้องระบุแหล่งที่มา และห้ามใช้เพื่อการค้า

ประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง ประจำปี 2569
https://cas.or.th/content?id=1093
Tags : -

ภาพบรรยากาศการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ”

เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องแมนดาริน บี โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร

เวทีประชุมครั้งนี้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และประสบการณ์การดำเนินงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่สมดุลระหว่างสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ขอขอบพระคุณท่านรองปลัดกรุงเทพมหานคร ท่านวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ เครือข่ายภาคี และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอเชิงนโยบาย และแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลและงานวิชาการในการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน เพื่อพัฒนาสังคมที่ปลอดภัยและมีสุขภาวะอย่างยั่งยืน

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ
https://cas.or.th/content?id=1091
Tags : -

เอกสาร Proceedings ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับภูมิภาค ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ของประเทศไทย

เนื้อหาภายในเล่มครอบคลุมทั้งการปาฐกถาพิเศษ การบรรยายสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ เวทีเสวนาเชิงนโยบาย กรณีศึกษาการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด ตลอดจนบทคัดย่อผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ โดยมุ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างมิติสุขภาพ ความปลอดภัย การท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างสมดุลและยั่งยืน

เอกสารฉบับนี้ยังนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ ทั้งด้านพฤติกรรมการดื่ม การเข้าถึงจุดจำหน่าย ผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยทางถนนและผลกระทบทางสังคม พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่เน้นการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นฐานในการกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนบทบาทของภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมกันสร้างกลไกการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละจังหวัด

Proceedings เล่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกกิจกรรมของการประชุม หากแต่เป็นฐานองค์ความรู้และพื้นที่รวบรวมบทเรียนสำคัญสำหรับนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายภาคสังคม ในการนำไปใช้ต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และการขับเคลื่อนงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ อันจะนำไปสู่สังคมที่ปลอดภัย มีสุขภาวะ และมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รับผิดชอบและยั่งยืน

ระบาดวิทยาแอลกอฮอล์: ระเบียบวิธีวิจัยและการประเมินนโยบาย
https://cas.or.th/content?id=1084
Tags : -

ระบาดวิทยาแอลกอฮอล์: ระเบียบวิธีวิจัยและการประเมินนโยบาย
Alcohol Epidemiology: Research Methods and Policy Evaluation


 

หนังสือ “ระบาดวิทยาแอลกอฮอล์: ระเบียบวิธีวิจัยและการประเมินนโยบาย” เป็นคู่มือเชิงวิชาการที่อธิบายแนวคิด วิธีการวิจัย และการใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจปัญหาการบริโภคแอลกอฮอล์ในระดับประชากร รวมถึงการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนานโยบายควบคุมอย่างมีหลักฐานรองรับ

เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานระบาดวิทยา การออกแบบการศึกษา การวัดพฤติกรรมการดื่ม ปัจจัยกำหนด ไปจนถึงการประเมินนโยบายและการสื่อสารหลักฐานเชิงนโยบาย เหมาะสำหรับนักวิจัย นักวิชาการสาธารณสุข ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่สนใจการลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์

“Alcohol Epidemiology: Research Methods and Policy Evaluation” is an academic guide that explains concepts, research methodologies, and the use of evidence to understand alcohol consumption at the population level, including its health, social, and economic impacts, as well as evidence-based policy evaluation

The book covers fundamental epidemiology, study design, measurement of drinking behaviors, determinants, and policy evaluation, along with knowledge translation into practice. It is suitable for researchers, public health professionals, policymakers, and anyone interested in reducing alcohol-related harms.

 

การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาองค์ความรู้และประเด็นวิจัยด้านผลกระทบจากการตลาด และวาทกรรมทางสังคม ในบริบทพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2”
https://cas.or.th/content?id=1080
Tags : -

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาองค์ความรู้และประเด็นวิจัยด้านผลกระทบจากการตลาด และวาทกรรมทางสังคม ในบริบทพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2” ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องฮิลล์เครส ชั้น 5 โรงแรมดิควอเตอร์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

การประชุมครั้งนี้มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อัปเดตสถานการณ์ และร่วมกันระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับ ผลกระทบของการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และวาทกรรมทางสังคม ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับปรับปรุง

ภายในเวทีมีการนำเสนอข้อมูลวิชาการและการอภิปรายถึง

  • แนวโน้มและกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์
  • ช่องว่างองค์ความรู้และ โจทย์วิจัยสำคัญที่ควรศึกษาในช่วงปี 2569–2570 เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • การวิเคราะห์ วาทกรรมและความเข้าใจผิดของสังคมเกี่ยวกับนโยบายแอลกอฮอล์ และการพัฒนาข้อเท็จจริงเชิงวิชาการเพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ

ผลจากการประชุมทำให้เกิดการ ตกผลึกประเด็นวิจัยสำคัญด้านการตลาดและการสื่อสารของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงแนวทางการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม อันจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอนาคต

ศวส. ขอขอบคุณวิทยากร นักวิจัย และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อันมีคุณค่า เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่มุ่งลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย

ถอดรหัสผลกระทบเชิงลึก: การปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์ กับวิกฤตอุบัติเหตุทางถนนที่ซ่อนเร้นช่วงปีใหม่ 2569
https://cas.or.th/content?id=1078
Tags : -

ถอดรหัสผลกระทบเชิงลึก: การปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์กับวิกฤตอุบัติเหตุทางถนนที่ซ่อนเร้นช่วงปีใหม่ 2569


โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษมศักดิ์ จันดี สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จากที่รัฐบาลประกาศปลดล็อคให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ตามประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ครอบคลุมช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 จึงนำไปสู่การติดตามประเมินผลนโยบายดังกล่าวผ่านข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ซึ่งบทความนี้เขียนจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่เจาะลึกลงไปในข้อมูลรายวัน รายพื้นที่ และรายกลุ่มอายุ ด้วยการเปรียบเทียบสถิติตามกรอบเวลา “7 วันอันตราย” ภายใต้การรณรงค์ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เพื่อแสดงให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวได้สร้างรูปแบบความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย โดยมีพฤติกรรม "ดื่มแล้วขับ" เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยตรง และหลักฐานเชิงประจักษ์ในระดับสากลยืนยันว่า "มาตรการควบคุมความพร้อมในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะการจำกัดวันและเวลาจำหน่าย เป็นมาตรการเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิผลสูง" การผ่อนปรนนโยบายนี้จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่สวนทางกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ได้รับการยอมรับ โดยผลจากการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงข้อค้นพบสำคัญ (Key Findings) 3 ประการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขภาพรวม อันได้แก่ การเกิดพื้นที่เสี่ยงใหม่ในจังหวัดท่องเที่ยว ผลกระทบที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มเยาวชน และความรุนแรงที่กระจุกตัวในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

 

ข้อค้นพบที่ 1: ความรุนแรงที่กระจุกตัวใน "วันที่มีการเฉลิมฉลองและเดินทางสูงสุด" ของเทศกาลปีใหม่ 2569

การพิจารณาสถิติในภาพรวมตลอดช่วง "7 วันอันตราย" อาจบดบังแนวโน้มที่อันตรายซึ่งเกิดขึ้นในบางช่วงเวลาได้ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบรายวันที่เปรียบเทียบสถิติตามกรอบเวลา “7 วันอันตราย” กับปีก่อนหน้าจึงเผยให้เห็นความจริงที่น่ากังวล แม้ภาพรวมตลอด 7 วันของปีใหม่ พ.ศ. 2569 จะมีจำนวนอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 22.6 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 22.3 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 22.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 2 และวันที่ 3 ของเทศกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเฉลิมฉลองและเดินทางสูงสุด ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนี้

  • วันที่ 3 ของเทศกาล พบจำนวนอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.7 ผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6 และที่น่าตกใจคือจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับวันเดียวกันของเทศกาลในปีก่อนหน้า
  • วันที่ 2-3 ของเทศกาล พบสัดส่วนการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจาก 'ดื่มแล้วขับ' เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในวันที่ 2 ซึ่งมีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วน (Absolute change in proportion) เพิ่มขึ้นสูงสุด โดยการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น 9.3 จุดเปอร์เซ็นต์ และการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 7.2 จุดเปอร์เซ็นต์

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่มแล้วขับที่อาจสัมพันธ์โดยตรงกับการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อค้นพบจากงานวิจัยในระดับนานาชาติที่ชี้ว่า การขยายเวลาจำหน่ายมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุและความรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเดินทางและเฉลิมฉลอง สูงสุด4, 5, 6 ข้อมูลนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า แม้ภาพรวมจะดีขึ้น แต่ความเสี่ยงได้กระจุกตัวและทวีความรุนแรงขึ้นในบางช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด นอกจากช่วงเวลาแล้ว บริบทเชิงพื้นที่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

การวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยปรับปัจจัยวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ รวมถึงความแตกต่างระหว่างวันธรรมดาและวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อสะท้อนโครงสร้างความเสี่ยงเชิงระบาดวิทยา ซึ่งได้ร่วมอภิปรายเชิงวิชาการกับ Professor Dr. Jürgen Rehm ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านแอลกอฮอล์ พบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และ 1 มกราคม 2569 สูงกว่าที่คาดหมาย แม้แนวโน้มระยะยาวจะลดลง โดยบทบาทของแอลกอฮอล์เด่นชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 14 ในภาพรวมของช่วงเทศกาล เพิ่มเป็นร้อยละ 22 ในวันที่ 1 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุด ผลการศึกษานี้แม้ยังไม่สามารถสรุปเชิงเหตุผลโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ แต่สะท้อนสัญญาณความเสี่ยงจากอิทธิพลทางอ้อมของการทำให้การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง

 

ข้อค้นพบที่ 2: พื้นที่ท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่กลายเป็น "จุดเสี่ยงใหม่" ของการเสียชีวิตจากดื่มแล้วขับ

นโยบายแบบ "หนึ่งเดียวใช้กับทุกคน" (one-size-fits-all) อาจไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยที่มีความหลากหลายเชิงพื้นที่และสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของจุดจำหน่ายแอลกอฮอล์และกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างเข้มข้น ผลการวิเคราะห์พบว่าจังหวัดพิษณุโลกและภูเก็ตมีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนอุบัติเหตุและการเสียชีวิตจาก "ดื่มแล้วขับ" อย่างมีนัยสำคัญ

  • จังหวัดพิษณุโลก มีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนอุบัติเหตุจาก "ดื่มแล้วขับ" +32.5 (จุดเปอร์เซ็นต์) และส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนการเสียชีวิตจาก"ดื่มแล้วขับ" +62.5 (จุดเปอร์เซ็นต์)
  • จังหวัดภูเก็ต มีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนอุบัติเหตุจาก "ดื่มแล้วขับ" +6.5 (จุดเปอร์เซ็นต์) และส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนการเสียชีวิตจาก"ดื่มแล้วขับ" +25 (จุดเปอร์เซ็นต์)

แนวโน้มทางสถิตินี้สะท้อนให้เห็นผ่านเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริง เช่น กรณีอุบัติเหตุบนเกาะช้าง ซึ่งผู้ขับขี่มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ได้ขับรถชนผู้เสียชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เป็นการตอกย้ำถึงผลกระทบในวงกว้างต่อชุมชนจาก "ความเสี่ยงใหม่" ในพื้นที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ และสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการเกิด "อุบัติการณ์ใหม่" (new incidence) ในพื้นที่ซึ่งเคยควบคุมสถานการณ์ได้ดี โดยในจังหวัดพิษณุโลก มีสถิติผู้เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับเพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่เป็นศูนย์ในปีที่แล้ว ในมุมมองทางระบาดวิทยา การปรากฏขึ้นของผู้เสียชีวิตในจังหวัดที่เคยรายงานตัวเลขเป็นศูนย์ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่สำคัญอย่างยิ่ง (critical danger signal) สิ่งนี้ชี้ว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้เพียงแค่ซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่เดิม แต่กำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่ถึงแก่ชีวิตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เคยปลอดภัย ในทางตรงกันข้าม สถิติในกรุงเทพมหานครกลับมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบขนส่งสาธารณะและความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างจากพื้นที่ท่องเที่ยว

 

ข้อค้นพบที่ 3: กลุ่มเยาวชนเผชิญความเสี่ยง "ดื่มแล้วขับ" พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับกลุ่มวัยอื่น

ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดจากการวิเคราะห์ครั้งนี้คือ ผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างกลุ่มอายุ โดยข้อมูลชี้ชัดว่ากลุ่มเยาวชนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้ ข้อมูลสำคัญที่สุดเผยให้เห็นว่า กลุ่มเยาวชน (อายุ 15–19 ปี) เป็นกลุ่มอายุเพียงกลุ่มเดียวที่สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจาก "ดื่มแล้วขับ" พุ่งสูงขึ้นจากร้อยละ 11.2 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 19.4 ในปี 2569 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับกลุ่มวัยทำงานที่มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้

  • กลุ่มเยาวชน (15–19 ปี) พบสัดส่วนเพิ่มขึ้น +43.3 เปอร์เซ็นต์
  • กลุ่มวัยทำงาน (30–39 ปี) มีสัดส่วนลดลงมากที่สุดถึง -42.6 เปอร์เซ็นต์
  • กลุ่มวัยทำงาน (20–29 ปี) มีสัดส่วนลดลง -36.8 เปอร์เซ็นต์

ปรากฏการณ์ที่สถิติของกลุ่มเยาวชนพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับกลุ่มอื่น ๆ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของมาตรการควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มผู้เยาว์ การที่ตัวเลขปี 2569 ไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่ยังเป็นการเบี่ยงเบนจากแนวโน้มเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งตอกย้ำว่านโยบายผ่อนปรนนี้อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มเยาวชนรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากเป็นวัยที่ยังขาดวุฒิภาวะและมีความเสี่ยงสูงต่อพฤติกรรมอันตราย ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงกับอนาคตของชาติกลุ่มนี้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนต้องทบทวนนโยบายดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

บทสรุปของการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2569 ได้สังเคราะห์ประเด็นสำคัญ 3 ประการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล คือ ความเสี่ยงที่กระจุกตัวในวันที่ 2-3 ของเทศกาลซึ่งสอดคล้องกับวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ซึ่งเป็นช่วงที่มีกิจกรรมเฉลิมฉลองและการเดินทางหนาแน่นสูงสุด การเกิดอุบัติการณ์ใหม่ในพื้นที่ท่องเที่ยว และผลกระทบที่รุนแรงต่อกลุ่มเยาวชน นำมาสู่ข้อสรุปหลักที่ชัดเจนว่า “แม้สถิติภาพรวมจะดีขึ้น แต่นโยบายขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้สร้างวิกฤตซ่อนเร้นที่มีความรุนแรง” และผลกระทบของนโยบายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม แต่กลับกระจุกความเสี่ยงในบางช่วงเวลา (วันที่ 2-3 ของเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่) ในบางพื้นที่ (จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่) และในบางกลุ่มประชากร (เยาวชน) รูปแบบดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้จากการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงแอลกอฮอล์ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบที่สถิติภาพรวมบดบังไว้ ผลการวิเคราะห์นี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยทั่วโลก ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล้วนนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบ

ข้อมูลที่นำเสนอในบทความนี้มิได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ หากแต่เป็นหลักฐานเชิงวิชาการที่สะท้อนรูปแบบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนนในบริบทของการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ผลการศึกษานี้ยังไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุเป็นผลเชิงตรงกับการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างเด็ดขาด แต่ข้อค้นพบชี้ให้เห็นถึง “สัญญาณความเสี่ยงจากอิทธิพลทางอ้อมของการเพิ่มการเข้าถึงและการทำให้การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง” ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวควรถูกนำไปใช้เป็นฐานประกอบการทบทวนและกำหนดนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืน ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบนโยบายอย่างรอบด้านและเสริมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับการกำหนดนโยบายในอนาคต

 

เอกสารอ้างอิง:

1) ไทยรัฐออนไลน์. มีผลวันนี้ ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชม.. ไทยรัฐออนไลน์. https://www.thairath.co.th/news/politic/2899495

2) Shield K, Manthey J, Rylett M, et al. National, regional, and global burdens of disease from 2000 to 2016 attributable to alcohol use: a comparative risk assessment study. The Lancet Public Health. 2020;5(1):e51-e61.

3) World Health Organization (WHO). Global status report on road safety 2018. 2018:403. 17 June 2018. https://www.who.int/publications/i/item/9789241565684

4) Babor TF, Casswell S, Graham K, et al. Alcohol: No Ordinary Commodity: Research and public policy. Oxford University Press; 2022.

5) Nepal S, Kypri K, Tekelab T, et al. Effects of Extensions and Restrictions in Alcohol Trading Hours on the Incidence of Assault and Unintentional Injury: Systematic Review. J Stud Alcohol Drugs. Jan 2020;81(1):5-23.

6) Popova S, Giesbrecht N, Bekmuradov D, Patra J. Hours and days of sale and density of alcohol outlets: impacts on alcohol consumption and damage: a systematic review. Alcohol Alcohol. Sep-Oct 2009;44(5):500-16. doi:10.1093/alcalc/agp054

7) Sherk A, Stockwell T, Chikritzhs T, et al. Alcohol Consumption and the Physical Availability of Take-Away Alcohol: Systematic Reviews and Meta-Analyses of the Days and Hours of Sale and Outlet Density. J Stud Alcohol Drugs. Jan 2018;79(1):58-67.

8) ข่าวสด. ทหารเรือเมาซิ่งชน “ดร.ต่าย” เสียชีวิตขณะออกกำลังกาย. ข่าวสด. https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10083646

9) Duailibi S, Ponicki W, Grube J, Pinsky I, Laranjeira R, Raw M. The effect of restricting opening hours on alcohol-related violence. Am J Public Health. Dec 2007;97(12):2276-80. doi:10.2105/ajph.2006.092684

10) Jiang H, Tran A, Petkevičienė J, Štelemėkas M, Lange S, Rehm J. Are restrictions in sales hours of alcohol associated with fewer emergency room visits in Lithuania? An interrupted time-series analysis. Drug Alcohol Rev. Feb 2023;42(2):487-494. doi:10.1111/dar.13584

11) Kolosnitsyna M, Sitdikov M, Khorkina N. Availability restrictions and alcohol consumption: A case of restricted hours of alcohol sales in Russian regions. International Journal of Alcohol and Drug Research. 2014;3(3):193–201-193–201.

12) de Goeij MC, Veldhuizen EM, Buster MC, Kunst AE. The impact of extended closing times of alcohol outlets on alcohol-related injuries in the nightlife areas of Amsterdam: a controlled before-and-after evaluation. Addiction. Jun 2015;110(6):955-64. doi:10.1111/add.12886

13) Giesbrecht N. Reducing alcohol-related damage in populations: rethinking the roles of education and persuasion interventions. Addiction. Sep 2007;102(9):1345-9. doi:10.1111/j.1360-0443.2007.01903.x

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.