คำค้นหา : ผลกระทบ

คำค้นหา : ผลกระทบ

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 3741 ครั้ง
Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง
https://cas.or.th/content?id=1098
Tags : -

เอกสาร Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งมุ่งสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้บริบทการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568

สาระสำคัญของการประชุมสะท้อนแนวคิด “สมดุลแห่งอนาคต” ที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเน้นว่าการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มิใช่การจำกัดโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้การเติบโตเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดี

การประชุมได้เน้นบทบาทสำคัญของ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกลไกใหม่ภายใต้กฎหมายฉบับล่าสุดในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งเมืองท่องเที่ยว ย่านเศรษฐกิจกลางคืน พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่ใกล้สถานศึกษา

อีกประเด็นสำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Data-Driven Policy) ผ่านการนำเสนอกรณีศึกษาจากหลายจังหวัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้ข้อมูลสถานการณ์จริงสามารถนำไปสู่การพัฒนามาตรการ การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ การประชุมยังให้ความสำคัญกับการป้องกันเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบางจากผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยนำเสนอผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศเกี่ยวกับการลดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ปลอดแอลกอฮอล์ และการใช้ทุนทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนเป็นเครื่องมือในการลดปัจจัยเสี่ยง

โดยสรุป การประชุมครั้งนี้ได้เสนอทิศทางสำคัญของการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และประสบการณ์จากการดำเนินงานในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและมาตรการที่สามารถคุ้มครองสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบทางสังคม เสริมสร้างความปลอดภัยของชุมชน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

ขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร: รัฐบาลใช้หลักฐานอะไรในการตัดสินใจ?
https://cas.or.th/content?id=1094
Tags : -

วันนี้ (28/5/69) มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ “ขยายเวลาช่วงบ่ายจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” อย่างถาวร

คำถามสำคัญคือ การตัดสินใจครั้งนี้อ้างอิง “ข้อมูลชุดใด” และได้ชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สุขภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนทางสังคมอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่

ช่วงต้นปี (มีค-เมษ 69) ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ มีการศึกษาวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (แหล่งทุนไม่มีบทบาทในการเลือกพื้นที่ สุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสรุปผล) เรื่อง ผลกระทบจากการผ่อนปรนช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ใน 12 จังหวัด ครอบคลุมเมืองหลักและเมืองรอง 6 ภูมิภาค โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วไป 2,445 คน ผู้ประกอบการ 378 ราย และนักท่องเที่ยว 1,238 คน

ผลสำรวจพบว่า

  • ประชาชนทั่วไป 41.4% “ไม่เห็นด้วย” ขณะที่มีเพียง 31.3% ที่ “เห็นด้วย”
  • ประชาชน 43.3% มองว่า “ผลเสียมากกว่าผลดี” เช่น อุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท เสียงดังรบกวน และผลกระทบต่อสุขภาพ
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 69.7% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 68.7% ระบุว่า มาตรการนี้ “ไม่มีผลหรือไม่ค่อยมีผล” ต่อการมาเที่ยวไทย
  • เดือนมีนาคม 2569 ผู้ประกอบการเพียง 6.9% ระบุว่ายอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ 59.5% ระบุว่ายอดขายลดลง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “ห้ามเปลี่ยนนโยบาย”

แต่หมายความว่า การเปลี่ยนนโยบายระดับประเทศควรตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า

  1. เศรษฐกิจได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจริงแค่ไหน
  2. การท่องเที่ยวได้ประโยชน์มากพอหรือไม่
  3. ต้นทุนด้านอุบัติเหตุ ความรุนแรง สุขภาพเด็กและเยาวชน และผลกระทบต่อชุมชน ถูกนำมาคิดครบแล้วหรือยัง
  4. หลังประกาศใช้ถาวร จะมีระบบติดตามและประเมินผลอย่างไร
  5. หากพบผลกระทบมากกว่าผลดี รัฐบาลจะปรับนโยบายอย่างไร

นโยบายแอลกอฮอล์ไม่ใช่เพียงเรื่อง “เวลาขาย”

แต่คือเรื่องชีวิต ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคมไทย

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เห็นว่า หลังจากนี้รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูล เหตุผล และตัวชี้วัดที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ พร้อมวางระบบติดตามผลกระทบอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมมั่นใจว่านโยบายนี้ตั้งอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่เพียงแรงกดดันทางเศรษฐกิจระยะสั้น

#ศวส #แอลกอฮอล์ #นโยบายสาธารณะ #AlcoholPolicy #PublicHealth #Thailand

แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT
https://cas.or.th/content?id=1096
Tags : -

แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT

ผู้เขียน: รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร 

เผยแพร่เมื่อ: พฤษภาคม 2569


1. Highlight

ในแวดวงสาธารณสุขและการแพทย์ปฐมภูมิ เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT ถือเป็นมาตรฐานระดับสากลที่ใช้ในการคัดกรองพฤติกรรมการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างแพร่หลาย แม้ว่างานวิจัยเชิงระบาดวิทยาจะชี้ชัดว่า คะแนนที่ได้จากเครื่องมือทั้งสองชิ้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (r = 0.82 - 0.83, p < 0.001) ซึ่งสะท้อนความสอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญในระดับกลุ่มประชากร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติระดับบุคคล มีข้อจำกัดทางเทคนิคที่ไม่สามารถนำคะแนนดิบมาเปรียบเทียบ เทียบเคียง หรือแปลงค่าแปรผันตรงร่วมกันได้โดยตรง เนื่องด้วยความแตกต่างทางโครงสร้างและกรอบเวลาการประเมิน

2. บทนำ: เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT คืออะไร?

การคัดกรองผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและบำบัดรักษาในระบบสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) จึงได้พัฒนาเครื่องมือมาตรฐานขึ้นมา 2 ชนิด ซึ่งได้รับการแปลและทดสอบความเที่ยงตรงในบริบทประเทศไทยแล้ว ได้แก่:

  • ASSIST (Alcohol, Smoking and Substance Involvement Screening Test): เป็นแบบคัดกรองที่ออกแบบมาเพื่อประเมินการใช้สารเสพติดและสารกระตุ้นทุกประเภทแบบองค์รวมในชุดคำถามเดียว โครงสร้างประกอบด้วยคำถาม 8 ข้อ ครอบคลุมสารเสพติด 10 ชนิด (เช่น ยาสูบ แอลกอฮอล์ กัญชา ยาบ้า สารระเหย ฯลฯ) โดยมุ่งเน้นการให้คะแนน "ระดับการเกี่ยวข้องกับสาร" (Specific Substance Involvement Score) เพื่อจำแนกผู้รับการประเมินออกเป็นกลุ่มความเสี่ยงระดับต่ำ ปานกลาง และสูง
  • AUDIT (Alcohol Use Disorders Identification Test): เป็นแบบคัดกรองที่จำเพาะเจาะจง (Specific เครื่องมือ) ต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ ประกอบด้วยชุดคำถาม 10 ข้อ ที่มุ่งเจาะลึก 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ปริมาณและความถี่ในการดื่ม (คำถามข้อ 1-3), อาการของการติดสุรา (คำถามข้อ 4-6) และผลกระทบหรือปัญหาที่เกิดจากการดื่ม (คำถามข้อ 7-10) เครื่องมือนี้ได้รับยอมรับว่ามีความไว (Sensitivity) และความจำเพาะ (Specificity) สูงในการคัดกรอง ตั้งแต่ผู้ดื่มระดับเสี่ยงไปจนถึงผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงหรือติดแอลกอฮอล์

3. ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของ ASSIST และ AUDIT

จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อทดสอบความเที่ยงตรง (Validation Studies) พบหลักฐานที่สอดคล้องกันทั่วโลก โดยงานวิจัยชิ้นสำคัญของ Humeniuk และคณะ (2008) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พัฒนาเครื่องมือ ASSIST ได้แสดงให้เห็นว่า คะแนน ASSIST ในส่วนที่ประเมินแอลกอฮอล์ มีค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's r) กับคะแนนรวมของ AUDIT สูงถึง 0.82 (p < 0.001)

นอกจากนี้ การศึกษาในบริบทวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น การทดสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือฉบับภาษาฝรั่งเศสโดย Khan และคณะ (2011) ก็ยืนยันผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน โดยพบค่าสหสัมพันธ์สูงถึง 0.83 (p < 0.001) ข้อค้นพบเหล่านี้นำมาสู่ข้อสรุปทางสถิติว่า เครื่องมือทั้งสองชิ้นสามารถประเมินแนวโน้มพฤติกรรมปัญหาของผู้บริโภคสุราได้สอดคล้องกันประมาณ 82-83% ในระดับภาพรวมประชากร กล่าวคือ หากกลุ่มประชากรใดได้คะแนน ASSIST ด้านแอลกอฮอล์สูง ก็มักจะมีแนวโน้มได้คะแนน AUDIT สูงตามไปด้วย

4. ข้อจำกัดและข้อควรระวังในการใช้คะแนนข้ามเครื่องมือ

แม้เครื่องมือทั้งสองจะให้ผลลัพธ์ที่สอดประสานกันในทางสถิติ แต่ในทางคลินิกหรือการประเมินรายบุคคล ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องตระหนักถึงข้อจำกัดและไม่ควรนำคะแนนมาคำนวณทดแทนกันเนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้:

  • กรอบเวลาการประเมินที่แตกต่างกัน: เครื่องมือ ASSIST มุ่งสำรวจพฤติกรรมการใช้สารในช่วง 3 เดือนล่าสุด เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ขณะที่ AUDIT มุ่งประเมินพฤติกรรมการดื่มย้อนหลังตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งยาวนานกว่า

  • ระบบการให้คะแนนและช่วงคะแนนดิบ: ช่วงคะแนนรวมของเครื่องมือทั้งสองไม่เท่ากัน (ASSIST แอลกอฮอล์ มีช่วงคะแนน 0-39 ส่วน AUDIT มีช่วงคะแนน 0-40) และมีโครงสร้างการถ่วงน้ำหนักคะแนนรายข้อที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่มีสูตรคณิตศาสตร์มาตรฐานในการแปลงคะแนนจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งได้โดยตรง

  • ความคลาดเคลื่อนในระดับบุคคล: รูปแบบพฤติกรรมการดื่มเฉพาะบุคคล (เช่น ผู้ที่เพิ่งหยุดดื่มหนักมา 4 เดือน หรือผู้ที่ดื่มเฉพาะช่วงเทศกาล) อาจทำให้คะแนน ASSIST อยู่ในระดับความเสี่ยงหนึ่ง แต่คะแนน AUDIT ตกอยู่ในอีกระดับหนึ่ง การแปรผลจึงต้องอาศัยดุลยพินิจทางคลินิก และข้อมูลปัจจัยร่วม เช่น อายุ เพศ โรคร่วม และบริบททางสังคม

5. ควรเลือกใช้ ASSIST หรือ AUDIT เมื่อใด?

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการคัดกรองในชุมชนหรือสถานพยาบาล ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มีข้อเสนอแนะในการเลือกใช้เครื่องมือตามบริบท ดังนี้:

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ ASSIST:

    1. งานคัดกรองสุขภาพองค์รวมที่ต้องการตรวจหาการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกันในคราวเดียว เช่น การตรวจสุขภาพประจำปีของกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มเสี่ยง

    2. บริบทที่ผู้คัดกรองหรือผู้ตอบแบบสอบถามไม่มีความคุ้นเคยกับการคำนวณหน่วย "ดื่มมาตรฐาน" (Standard Drink) เนื่องจากข้อคำถามของ ASSIST ไม่ได้เจาะลึกเรื่องปริมาณและขนาดภาชนะโดยตรง

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ AUDIT:

    1. งานสร้างเสริมสุขภาพและบำบัดรักษาที่เน้นแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว

    2. ในสถานพยาบาลที่บุคลากรมีความเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับการแปลงปริมาณการดื่มของชาวบ้านให้เป็นหน่วยดื่มมาตรฐาน (เช่น การเทียบปริมาณเป็นฝา เหล้าแบน เหล้ากลม หรือจำนวนกระป๋อง/ขวดเบียร์)

    3. การคัดกรองกลุ่มประชากรที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แต่มีพฤติกรรมการดื่มหนักเป็นช่วง ๆ หรือดื่มตามเทศกาล (Binge Drinking) เนื่องจากกรอบเวลา 1 ปีของ AUDIT จะช่วยดักจับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ดีกว่า

6. บทสรุป

สรุปได้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีสูตรมาตรฐานในการแปลงคะแนนดิบระหว่าง ASSIST และ AUDIT อย่างไรก็ดี ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ "เกณฑ์ระดับความเสี่ยง" ของเครื่องมือแต่ละชิ้นมาอนุมานระดับความรุนแรงเพื่อวางแนวทางการช่วยเหลือ (Intervention) ที่สอดคล้องกันได้ เช่น การใช้คะแนน ASSIST ตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป หรือคะแนน AUDIT ตั้งแต่ 8 คะแนนขึ้นไป เป็นจุดตัดในการเริ่มให้การบำบัดแบบสั้น (Brief Intervention: BI) ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกบริบท ยึดหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของเครื่องมือนั้น ๆ เป็นหลัก และใช้ดุลยพินิจทางคลินิกร่วมด้วยเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้ป่วยและการตัดสินใจด้านสาธารณสุข

7. References

  • World Health Organization ASSIST Working Group. The alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST): development, reliability and feasibility. Addiction. 2002;97(9):1183-94.
  • Saunders JB, Aasland OG, Babor TF, de la Fuente JR, Grant M. Development of the alcohol use disorders identification test (AUDIT): WHO collaborative project on early detection of persons with harmful alcohol consumption-II. Addiction. 1993;88(6):791-804.
  • Humeniuk R, Ali R, Babor TF, et al. Validation of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Addiction. 2008;103(6):1039-47.
  • Khan R, Chatton A, Nallet A, Broers B, Thorens G, Achab-Arigo S, Poznyak V, Fleischmann A, Khazaal Y, Zullino D. Validation of the French version of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Eur Addict Res. 2011;17(4):190-7.

เผยแพร่โดย: ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

งานชิ้นนี้ได้รับอนุญาตภายใต้ครีเอทีฟคอมมอนส์ (CC BY-NC-ND) อนุญาตให้คัดลอกและเผยแพร่โดยไม่ดัดแปลง ต้องระบุแหล่งที่มา และห้ามใช้เพื่อการค้า

ประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง ประจำปี 2569
https://cas.or.th/content?id=1093
Tags : -

ภาพบรรยากาศการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ”

เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องแมนดาริน บี โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร

เวทีประชุมครั้งนี้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และประสบการณ์การดำเนินงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่สมดุลระหว่างสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ขอขอบพระคุณท่านรองปลัดกรุงเทพมหานคร ท่านวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ เครือข่ายภาคี และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอเชิงนโยบาย และแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลและงานวิชาการในการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน เพื่อพัฒนาสังคมที่ปลอดภัยและมีสุขภาวะอย่างยั่งยืน

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ
https://cas.or.th/content?id=1091
Tags : -

เอกสาร Proceedings ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับภูมิภาค ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ของประเทศไทย

เนื้อหาภายในเล่มครอบคลุมทั้งการปาฐกถาพิเศษ การบรรยายสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ เวทีเสวนาเชิงนโยบาย กรณีศึกษาการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด ตลอดจนบทคัดย่อผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ โดยมุ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างมิติสุขภาพ ความปลอดภัย การท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างสมดุลและยั่งยืน

เอกสารฉบับนี้ยังนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ ทั้งด้านพฤติกรรมการดื่ม การเข้าถึงจุดจำหน่าย ผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยทางถนนและผลกระทบทางสังคม พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่เน้นการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นฐานในการกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนบทบาทของภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมกันสร้างกลไกการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละจังหวัด

Proceedings เล่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกกิจกรรมของการประชุม หากแต่เป็นฐานองค์ความรู้และพื้นที่รวบรวมบทเรียนสำคัญสำหรับนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายภาคสังคม ในการนำไปใช้ต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และการขับเคลื่อนงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ อันจะนำไปสู่สังคมที่ปลอดภัย มีสุขภาวะ และมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รับผิดชอบและยั่งยืน

ระบาดวิทยาแอลกอฮอล์: ระเบียบวิธีวิจัยและการประเมินนโยบาย
https://cas.or.th/content?id=1084
Tags : -

ระบาดวิทยาแอลกอฮอล์: ระเบียบวิธีวิจัยและการประเมินนโยบาย
Alcohol Epidemiology: Research Methods and Policy Evaluation


 

หนังสือ “ระบาดวิทยาแอลกอฮอล์: ระเบียบวิธีวิจัยและการประเมินนโยบาย” เป็นคู่มือเชิงวิชาการที่อธิบายแนวคิด วิธีการวิจัย และการใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจปัญหาการบริโภคแอลกอฮอล์ในระดับประชากร รวมถึงการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนานโยบายควบคุมอย่างมีหลักฐานรองรับ

เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานระบาดวิทยา การออกแบบการศึกษา การวัดพฤติกรรมการดื่ม ปัจจัยกำหนด ไปจนถึงการประเมินนโยบายและการสื่อสารหลักฐานเชิงนโยบาย เหมาะสำหรับนักวิจัย นักวิชาการสาธารณสุข ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่สนใจการลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์

“Alcohol Epidemiology: Research Methods and Policy Evaluation” is an academic guide that explains concepts, research methodologies, and the use of evidence to understand alcohol consumption at the population level, including its health, social, and economic impacts, as well as evidence-based policy evaluation

The book covers fundamental epidemiology, study design, measurement of drinking behaviors, determinants, and policy evaluation, along with knowledge translation into practice. It is suitable for researchers, public health professionals, policymakers, and anyone interested in reducing alcohol-related harms.

 

การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาองค์ความรู้และประเด็นวิจัยด้านผลกระทบจากการตลาด และวาทกรรมทางสังคม ในบริบทพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2”
https://cas.or.th/content?id=1080
Tags : -

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาองค์ความรู้และประเด็นวิจัยด้านผลกระทบจากการตลาด และวาทกรรมทางสังคม ในบริบทพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2” ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องฮิลล์เครส ชั้น 5 โรงแรมดิควอเตอร์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

การประชุมครั้งนี้มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อัปเดตสถานการณ์ และร่วมกันระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับ ผลกระทบของการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และวาทกรรมทางสังคม ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับปรับปรุง

ภายในเวทีมีการนำเสนอข้อมูลวิชาการและการอภิปรายถึง

  • แนวโน้มและกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์
  • ช่องว่างองค์ความรู้และ โจทย์วิจัยสำคัญที่ควรศึกษาในช่วงปี 2569–2570 เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • การวิเคราะห์ วาทกรรมและความเข้าใจผิดของสังคมเกี่ยวกับนโยบายแอลกอฮอล์ และการพัฒนาข้อเท็จจริงเชิงวิชาการเพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ

ผลจากการประชุมทำให้เกิดการ ตกผลึกประเด็นวิจัยสำคัญด้านการตลาดและการสื่อสารของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงแนวทางการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม อันจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอนาคต

ศวส. ขอขอบคุณวิทยากร นักวิจัย และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อันมีคุณค่า เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่มุ่งลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย

ถอดรหัสผลกระทบเชิงลึก: การปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์ กับวิกฤตอุบัติเหตุทางถนนที่ซ่อนเร้นช่วงปีใหม่ 2569
https://cas.or.th/content?id=1078
Tags : -

ถอดรหัสผลกระทบเชิงลึก: การปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์กับวิกฤตอุบัติเหตุทางถนนที่ซ่อนเร้นช่วงปีใหม่ 2569


โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษมศักดิ์ จันดี สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จากที่รัฐบาลประกาศปลดล็อคให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ตามประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ครอบคลุมช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 จึงนำไปสู่การติดตามประเมินผลนโยบายดังกล่าวผ่านข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ซึ่งบทความนี้เขียนจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่เจาะลึกลงไปในข้อมูลรายวัน รายพื้นที่ และรายกลุ่มอายุ ด้วยการเปรียบเทียบสถิติตามกรอบเวลา “7 วันอันตราย” ภายใต้การรณรงค์ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เพื่อแสดงให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวได้สร้างรูปแบบความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย โดยมีพฤติกรรม "ดื่มแล้วขับ" เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยตรง และหลักฐานเชิงประจักษ์ในระดับสากลยืนยันว่า "มาตรการควบคุมความพร้อมในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะการจำกัดวันและเวลาจำหน่าย เป็นมาตรการเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิผลสูง" การผ่อนปรนนโยบายนี้จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่สวนทางกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ได้รับการยอมรับ โดยผลจากการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงข้อค้นพบสำคัญ (Key Findings) 3 ประการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขภาพรวม อันได้แก่ การเกิดพื้นที่เสี่ยงใหม่ในจังหวัดท่องเที่ยว ผลกระทบที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มเยาวชน และความรุนแรงที่กระจุกตัวในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

 

ข้อค้นพบที่ 1: ความรุนแรงที่กระจุกตัวใน "วันที่มีการเฉลิมฉลองและเดินทางสูงสุด" ของเทศกาลปีใหม่ 2569

การพิจารณาสถิติในภาพรวมตลอดช่วง "7 วันอันตราย" อาจบดบังแนวโน้มที่อันตรายซึ่งเกิดขึ้นในบางช่วงเวลาได้ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบรายวันที่เปรียบเทียบสถิติตามกรอบเวลา “7 วันอันตราย” กับปีก่อนหน้าจึงเผยให้เห็นความจริงที่น่ากังวล แม้ภาพรวมตลอด 7 วันของปีใหม่ พ.ศ. 2569 จะมีจำนวนอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 22.6 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 22.3 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 22.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 2 และวันที่ 3 ของเทศกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเฉลิมฉลองและเดินทางสูงสุด ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนี้

  • วันที่ 3 ของเทศกาล พบจำนวนอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.7 ผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6 และที่น่าตกใจคือจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับวันเดียวกันของเทศกาลในปีก่อนหน้า
  • วันที่ 2-3 ของเทศกาล พบสัดส่วนการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจาก 'ดื่มแล้วขับ' เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในวันที่ 2 ซึ่งมีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วน (Absolute change in proportion) เพิ่มขึ้นสูงสุด โดยการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น 9.3 จุดเปอร์เซ็นต์ และการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 7.2 จุดเปอร์เซ็นต์

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่มแล้วขับที่อาจสัมพันธ์โดยตรงกับการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อค้นพบจากงานวิจัยในระดับนานาชาติที่ชี้ว่า การขยายเวลาจำหน่ายมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุและความรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเดินทางและเฉลิมฉลอง สูงสุด4, 5, 6 ข้อมูลนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า แม้ภาพรวมจะดีขึ้น แต่ความเสี่ยงได้กระจุกตัวและทวีความรุนแรงขึ้นในบางช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด นอกจากช่วงเวลาแล้ว บริบทเชิงพื้นที่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

การวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยปรับปัจจัยวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ รวมถึงความแตกต่างระหว่างวันธรรมดาและวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อสะท้อนโครงสร้างความเสี่ยงเชิงระบาดวิทยา ซึ่งได้ร่วมอภิปรายเชิงวิชาการกับ Professor Dr. Jürgen Rehm ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านแอลกอฮอล์ พบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และ 1 มกราคม 2569 สูงกว่าที่คาดหมาย แม้แนวโน้มระยะยาวจะลดลง โดยบทบาทของแอลกอฮอล์เด่นชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 14 ในภาพรวมของช่วงเทศกาล เพิ่มเป็นร้อยละ 22 ในวันที่ 1 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุด ผลการศึกษานี้แม้ยังไม่สามารถสรุปเชิงเหตุผลโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ แต่สะท้อนสัญญาณความเสี่ยงจากอิทธิพลทางอ้อมของการทำให้การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง

 

ข้อค้นพบที่ 2: พื้นที่ท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่กลายเป็น "จุดเสี่ยงใหม่" ของการเสียชีวิตจากดื่มแล้วขับ

นโยบายแบบ "หนึ่งเดียวใช้กับทุกคน" (one-size-fits-all) อาจไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยที่มีความหลากหลายเชิงพื้นที่และสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของจุดจำหน่ายแอลกอฮอล์และกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างเข้มข้น ผลการวิเคราะห์พบว่าจังหวัดพิษณุโลกและภูเก็ตมีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนอุบัติเหตุและการเสียชีวิตจาก "ดื่มแล้วขับ" อย่างมีนัยสำคัญ

  • จังหวัดพิษณุโลก มีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนอุบัติเหตุจาก "ดื่มแล้วขับ" +32.5 (จุดเปอร์เซ็นต์) และส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนการเสียชีวิตจาก"ดื่มแล้วขับ" +62.5 (จุดเปอร์เซ็นต์)
  • จังหวัดภูเก็ต มีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนอุบัติเหตุจาก "ดื่มแล้วขับ" +6.5 (จุดเปอร์เซ็นต์) และส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนการเสียชีวิตจาก"ดื่มแล้วขับ" +25 (จุดเปอร์เซ็นต์)

แนวโน้มทางสถิตินี้สะท้อนให้เห็นผ่านเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริง เช่น กรณีอุบัติเหตุบนเกาะช้าง ซึ่งผู้ขับขี่มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ได้ขับรถชนผู้เสียชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เป็นการตอกย้ำถึงผลกระทบในวงกว้างต่อชุมชนจาก "ความเสี่ยงใหม่" ในพื้นที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ และสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการเกิด "อุบัติการณ์ใหม่" (new incidence) ในพื้นที่ซึ่งเคยควบคุมสถานการณ์ได้ดี โดยในจังหวัดพิษณุโลก มีสถิติผู้เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับเพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่เป็นศูนย์ในปีที่แล้ว ในมุมมองทางระบาดวิทยา การปรากฏขึ้นของผู้เสียชีวิตในจังหวัดที่เคยรายงานตัวเลขเป็นศูนย์ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่สำคัญอย่างยิ่ง (critical danger signal) สิ่งนี้ชี้ว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้เพียงแค่ซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่เดิม แต่กำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่ถึงแก่ชีวิตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เคยปลอดภัย ในทางตรงกันข้าม สถิติในกรุงเทพมหานครกลับมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบขนส่งสาธารณะและความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างจากพื้นที่ท่องเที่ยว

 

ข้อค้นพบที่ 3: กลุ่มเยาวชนเผชิญความเสี่ยง "ดื่มแล้วขับ" พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับกลุ่มวัยอื่น

ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดจากการวิเคราะห์ครั้งนี้คือ ผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างกลุ่มอายุ โดยข้อมูลชี้ชัดว่ากลุ่มเยาวชนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้ ข้อมูลสำคัญที่สุดเผยให้เห็นว่า กลุ่มเยาวชน (อายุ 15–19 ปี) เป็นกลุ่มอายุเพียงกลุ่มเดียวที่สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจาก "ดื่มแล้วขับ" พุ่งสูงขึ้นจากร้อยละ 11.2 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 19.4 ในปี 2569 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับกลุ่มวัยทำงานที่มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้

  • กลุ่มเยาวชน (15–19 ปี) พบสัดส่วนเพิ่มขึ้น +43.3 เปอร์เซ็นต์
  • กลุ่มวัยทำงาน (30–39 ปี) มีสัดส่วนลดลงมากที่สุดถึง -42.6 เปอร์เซ็นต์
  • กลุ่มวัยทำงาน (20–29 ปี) มีสัดส่วนลดลง -36.8 เปอร์เซ็นต์

ปรากฏการณ์ที่สถิติของกลุ่มเยาวชนพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับกลุ่มอื่น ๆ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของมาตรการควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มผู้เยาว์ การที่ตัวเลขปี 2569 ไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่ยังเป็นการเบี่ยงเบนจากแนวโน้มเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งตอกย้ำว่านโยบายผ่อนปรนนี้อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มเยาวชนรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากเป็นวัยที่ยังขาดวุฒิภาวะและมีความเสี่ยงสูงต่อพฤติกรรมอันตราย ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงกับอนาคตของชาติกลุ่มนี้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนต้องทบทวนนโยบายดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

บทสรุปของการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2569 ได้สังเคราะห์ประเด็นสำคัญ 3 ประการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล คือ ความเสี่ยงที่กระจุกตัวในวันที่ 2-3 ของเทศกาลซึ่งสอดคล้องกับวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ซึ่งเป็นช่วงที่มีกิจกรรมเฉลิมฉลองและการเดินทางหนาแน่นสูงสุด การเกิดอุบัติการณ์ใหม่ในพื้นที่ท่องเที่ยว และผลกระทบที่รุนแรงต่อกลุ่มเยาวชน นำมาสู่ข้อสรุปหลักที่ชัดเจนว่า “แม้สถิติภาพรวมจะดีขึ้น แต่นโยบายขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้สร้างวิกฤตซ่อนเร้นที่มีความรุนแรง” และผลกระทบของนโยบายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม แต่กลับกระจุกความเสี่ยงในบางช่วงเวลา (วันที่ 2-3 ของเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่) ในบางพื้นที่ (จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่) และในบางกลุ่มประชากร (เยาวชน) รูปแบบดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้จากการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงแอลกอฮอล์ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบที่สถิติภาพรวมบดบังไว้ ผลการวิเคราะห์นี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยทั่วโลก ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล้วนนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบ

ข้อมูลที่นำเสนอในบทความนี้มิได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ หากแต่เป็นหลักฐานเชิงวิชาการที่สะท้อนรูปแบบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนนในบริบทของการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ผลการศึกษานี้ยังไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุเป็นผลเชิงตรงกับการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างเด็ดขาด แต่ข้อค้นพบชี้ให้เห็นถึง “สัญญาณความเสี่ยงจากอิทธิพลทางอ้อมของการเพิ่มการเข้าถึงและการทำให้การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง” ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวควรถูกนำไปใช้เป็นฐานประกอบการทบทวนและกำหนดนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืน ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบนโยบายอย่างรอบด้านและเสริมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับการกำหนดนโยบายในอนาคต

 

เอกสารอ้างอิง:

1) ไทยรัฐออนไลน์. มีผลวันนี้ ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชม.. ไทยรัฐออนไลน์. https://www.thairath.co.th/news/politic/2899495

2) Shield K, Manthey J, Rylett M, et al. National, regional, and global burdens of disease from 2000 to 2016 attributable to alcohol use: a comparative risk assessment study. The Lancet Public Health. 2020;5(1):e51-e61.

3) World Health Organization (WHO). Global status report on road safety 2018. 2018:403. 17 June 2018. https://www.who.int/publications/i/item/9789241565684

4) Babor TF, Casswell S, Graham K, et al. Alcohol: No Ordinary Commodity: Research and public policy. Oxford University Press; 2022.

5) Nepal S, Kypri K, Tekelab T, et al. Effects of Extensions and Restrictions in Alcohol Trading Hours on the Incidence of Assault and Unintentional Injury: Systematic Review. J Stud Alcohol Drugs. Jan 2020;81(1):5-23.

6) Popova S, Giesbrecht N, Bekmuradov D, Patra J. Hours and days of sale and density of alcohol outlets: impacts on alcohol consumption and damage: a systematic review. Alcohol Alcohol. Sep-Oct 2009;44(5):500-16. doi:10.1093/alcalc/agp054

7) Sherk A, Stockwell T, Chikritzhs T, et al. Alcohol Consumption and the Physical Availability of Take-Away Alcohol: Systematic Reviews and Meta-Analyses of the Days and Hours of Sale and Outlet Density. J Stud Alcohol Drugs. Jan 2018;79(1):58-67.

8) ข่าวสด. ทหารเรือเมาซิ่งชน “ดร.ต่าย” เสียชีวิตขณะออกกำลังกาย. ข่าวสด. https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10083646

9) Duailibi S, Ponicki W, Grube J, Pinsky I, Laranjeira R, Raw M. The effect of restricting opening hours on alcohol-related violence. Am J Public Health. Dec 2007;97(12):2276-80. doi:10.2105/ajph.2006.092684

10) Jiang H, Tran A, Petkevičienė J, Štelemėkas M, Lange S, Rehm J. Are restrictions in sales hours of alcohol associated with fewer emergency room visits in Lithuania? An interrupted time-series analysis. Drug Alcohol Rev. Feb 2023;42(2):487-494. doi:10.1111/dar.13584

11) Kolosnitsyna M, Sitdikov M, Khorkina N. Availability restrictions and alcohol consumption: A case of restricted hours of alcohol sales in Russian regions. International Journal of Alcohol and Drug Research. 2014;3(3):193–201-193–201.

12) de Goeij MC, Veldhuizen EM, Buster MC, Kunst AE. The impact of extended closing times of alcohol outlets on alcohol-related injuries in the nightlife areas of Amsterdam: a controlled before-and-after evaluation. Addiction. Jun 2015;110(6):955-64. doi:10.1111/add.12886

13) Giesbrecht N. Reducing alcohol-related damage in populations: rethinking the roles of education and persuasion interventions. Addiction. Sep 2007;102(9):1345-9. doi:10.1111/j.1360-0443.2007.01903.x

บทความ เรื่อง ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่
https://cas.or.th/content?id=1059
Tags : -

ความรับผิดชอบของผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่

บทความเรื่อง ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่ อธิบายสาระสำคัญของพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยมีการปรับปรุงหลักการสำคัญให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล โดยเฉพาะในประเด็นการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมา และการกำหนดความรับผิดทางแพ่งของผู้ขายในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

กฎหมายเดิมกำหนดถ้อยคำว่า “มึนเมาจนครองสติไม่ได้” ซึ่งขาดเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้และเปิดช่องให้มีการขายแอลกอฮอล์แก่ผู้ที่มีอาการมึนเมาในระดับหนึ่ง กฎหมายฉบับแก้ไขจึงปรับหลักการเป็นการ “ห้ามขายแก่บุคคลที่มีอาการมึนเมา” โดยมุ่งเน้นการประเมินจากพฤติกรรมและอาการที่สามารถสังเกตได้ เช่น เดินเซ พูดไม่ชัด ควบคุมตนเองไม่ได้ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ

นอกจากนี้ บทความยังเน้นย้ำถึงบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเสนอให้มีการอบรมพนักงานในการสังเกตอาการมึนเมาอย่างเป็นระบบ รวมถึงการพัฒนาหลักเกณฑ์การประเมินที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขายให้แก่ผู้ที่ไม่ควรได้รับบริการ

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การนำหลักความรับผิดทางแพ่งของผู้ขายแอลกอฮอล์มาใช้ตามแนวคิดของกฎหมายต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า dram shop law ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายจากกรณีเมาแล้วขับ หรือเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา สามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ขายที่ละเลยหน้าที่ได้ กฎหมายใหม่นี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองผู้เสียหายและส่งเสริมความรับผิดชอบของธุรกิจแอลกอฮอล์ต่อสังคม

โดยสรุป บทความสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแก้ไข มิได้มุ่งลงโทษผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางสังคม ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุและความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ และสร้างระบบการเยียวยาที่เป็นธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

เขียนโดย
ไพศาล ลิ้มสถิตย์
ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ้างอิง
ไพศาล ลิ้มสถิตย์. กฎหมายใกล้ตัว: ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่. หมอชาวบ้าน. ปีที่ 47 ฉบับที่ 562; กุมภาพันธ์ 2569:59–61.


 

Liability of Alcohol Vendors under the Amended Alcohol Control Law

The article Liability of Alcohol Vendors under the New Law discusses key changes introduced by the Alcoholic Beverage Control Act (Amendment No. 2) B.E. 2568 (2025), which came into force on 8 November 2025. The amendment represents a significant shift toward international standards, particularly in prohibiting the sale of alcoholic beverages to intoxicated persons and establishing civil liability for alcohol vendors whose actions cause harm to others.

Under the previous law, alcohol sales were prohibited only when a person was “so intoxicated as to be incapable of self-control,” a vague standard that created difficulties in enforcement and allowed continued sales to visibly intoxicated customers. The amended law replaces this with a clearer prohibition on selling alcohol to any person showing signs of intoxication. Observable behaviors such as impaired balance, slurred speech, loss of self-control, or aggressive conduct are emphasized, aligning Thailand’s approach with practices commonly adopted in other countries.

The article also highlights the expanded responsibility of alcohol vendors and their staff. It emphasizes the need for structured training programs that enable employees to identify signs of intoxication accurately and to refuse service when necessary. Developing practical and consistent assessment guidelines is presented as a crucial step in preventing harm associated with excessive alcohol consumption.

A central feature of the amendment is the introduction of civil liability for alcohol vendors, based on principles similar to the dram shop law found in the United States and Canada. Under this framework, victims of alcohol-related harm—such as injuries or deaths resulting from drunk driving—may seek compensation directly from establishments that unlawfully sold alcohol to intoxicated persons or underage customers. This mechanism strengthens victim protection and reinforces social accountability within the alcohol industry.

In conclusion, the article underscores that the amended Alcoholic Beverage Control Act is not merely punitive toward businesses but serves to elevate public safety standards, reduce alcohol-related harm, and provide meaningful avenues for compensation to victims. It marks an important advancement in aligning alcohol control policy with public health and social responsibility principles

Author
Paisal Limsathit
Health Law and Ethics Center, Faculty of Law, Thammasat University

Reference
Limsathit P. Liability of alcohol vendors under the new law. Mor Chao Ban Journal. Vol. 47, No. 562; February 2026:59–61.

 

ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!
https://cas.or.th/content?id=1064
Tags : -

ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอส่งเสียงสะท้อนจากมุมมองของนักวิชาการระดับโลกอย่าง Professor Jurgen Rehm ถึงพรรคการเมืองทุกพรรคที่กำลังเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศ

แอลกอฮอล์ไม่ใช่แค่เรื่องความพึงพอใจส่วนบุคคล แต่คือ "ต้นทุนทางสังคม" มหาศาลที่คนไทยทุกคนต้องแบกรับ เราจึงมี 3 ข้อเรียกร้องสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องกล้าตอบคำถามประชาชน:

  1. แสดงจุดยืนและนโยบายที่ชัดเจน (Clear Policy & Transparency)
    พรรคการเมืองต้องระบุให้ชัดว่า มีแผนการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์อย่างไร? ประชาชนมีสิทธิ์รู้ล่วงหน้าว่านโยบายของท่านจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมในทิศทางไหน เพื่อให้คนไทยตัดสินใจเลือกบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน (Informed Decision)
     
  2. มอง "ต้นทุนที่แท้จริง" ให้รอบด้าน (The Real Cost)
    อย่ามองเพียงแค่ตัวเลขภาษีหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องคำนวณ "ต้นทุนแฝง" ทั้งค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข อุบัติเหตุ และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติ รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง "ผลประโยชน์" และ "ความสูญเสีย" อย่างเป็นธรรม
     
  3. ตัดสินใจบน "หลักฐานทางวิชาการ" ไม่ใช่ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" (Evidence-Based, Not Interest-Based)
    เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณานโยบายโดยอ้างอิงจากข้อมูลสถิติและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Hard Evidence) ที่น่าเชื่อถือ มากกว่าการโอนอ่อนตามกลุ่มทุนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ข้อมูลที่ใช้ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ว่ามาจากแหล่งที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

ศวส. เชื่อว่า "นโยบายที่ดีต้องปกป้องชีวิตประชาชน" เราขอเชิญชวนทุกพรรคการเมือง ร่วมแสดงสปิริตในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน

 

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล
https://cas.or.th/content?id=1067
Tags : -

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล

 


ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) สนับสนุนกฎหมายใหม่ที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบความท้าทายสำคัญ คือ "การขาดความชัดเจนในแนวทางการตรวจสอบ" ทำให้ทั้งผู้ประกอบการร้านค้าและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเกิดความสับสนว่า ขอบเขตของคำว่า "มึนเมาจนครองสติไม่ได้" อยู่ตรงไหน และจะประเมินอย่างไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ใช้เพียงความรู้สึกส่วนตัว

เราสามารถเรียนรู้จาก บทเรียนในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และแคนาดา ประเทศเหล่านี้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยให้ผู้เสิร์ฟและเจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง โดยมีหลักเกณฑ์การสังเกตที่จับต้องได้ เช่น

  1. ออสเตรเลีย: รัฐควีนส์แลนด์ ได้ระบุไว้ว่า ให้พนักงานสังเกตที่ 4 อาการเป็นหลัก ได้แก่ การพูด (speech) การทรงตัว (balance) การประสานงาน (coordination) และพฤติกรรม (behavioral) โดยมี 5-6 อาการย่อย โดยหากพบ อาการผิดปกติหลายข้อร่วมกัน ก็ควรถือว่าลูกค้านั้นมึนเมาเกินควร (unduly intoxicated)
     
  2. แคนาดา: มีรายการตรวจสอบคนเมาหรือ VIP (visibility intoxicated person) โดยมี checklist จำนวน 50 อาการ สัญญาณที่มองเห็นได้ชัดเจน ครอบคลุมทั้งลักษณะภายนอก ทัศนคติ และปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ โดยมีหลักการสำคัญ คือ "If you're not sure, don't serve" หรือ "ถ้าไม่มั่นใจว่าเมาหรือไม่ ขอให้ไม่เสริฟ"


และที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศ คือ "พนักงานฯ ต้องผ่านโปรแกรมการอบรม" ซึ่งมีในรูปแบบออนไลน์ เช่น โปรแกรม RSA (Responsible Service of Alcohol) ของออสเตรเลีย โปรแกรม Smart Serve, Serve it Right, ProServe ของแคนนาดา

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ การร่วมมือกันสร้าง "แนวทางตรวจสอบอาการมึนเมาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน" เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความมั่นใจในการทำหน้าที่ และทำให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง:

  1. Oregon Liquor & Cannabis Commission. (Revised 2012, June). 50 Signs of Visible Intoxication. Retrieved September 17, 2025, from https://www.oregon.gov/.../50_signs_visible_intoxication.pdf
  2. Business Queensland. (2019, June 25). Signs that a person is unduly intoxicated. State of Queensland. Retrieved September 17, 2025, from https://www.business.qld.gov.au/.../unduly-intoxicated/signs

 

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.