คำค้นหา : พฤติกรรมการดื่ม

คำค้นหา : พฤติกรรมการดื่ม

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 1774 ครั้ง
เหตุผลสำคัญที่แพทย์ไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ในการป้องกันโรคหัวใจ คือ แอลกอฮอล์แทบไม่เคยอยู่ลำพัง มักจะมาพร้อมกับบุหรี่ อาหารเค็ม อาหารรสจัด และการนอนหลับที่แย่ลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
https://cas.or.th/content?id=1040
Tags : -

เหตุผลสำคัญที่แพทย์ไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ในการป้องกันโรคหัวใจ คือ แอลกอฮอล์แทบไม่เคยอยู่ลำพัง มักจะมาพร้อมกับบุหรี่ อาหารเค็ม อาหารรสจัด และการนอนหลับที่แย่ลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

------------

อ.นพ.ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ
ภาควิชาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ร่วมให้ข้อมูลในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

อ.นพ.ปริญญ์ กล่าวในเวทีว่า ถ้าพูดกันตามแนวทางเวชปฏิบัติในปัจจุบัน ทั้งฝั่งอเมริกาและยุโรป เขาไม่ได้แนะนำให้คนที่ไม่เคยดื่ม เริ่มดื่มแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันโรคหัวใจเลย โดยแนวคิดที่ว่าแอลกอฮอล์ดีต่อหัวใจ เป็นความเข้าใจที่ล้าสมัยไปแล้ว สำหรับคนที่ไม่เคยดื่ม คำแนะนำชัดเจนคือ ไม่จำเป็นต้องเริ่มดื่ม ส่วนคนที่ดื่มอยู่และเลิกไม่ได้จริง ๆ แนวทางจึงแนะนำให้จำกัดปริมาณอย่างเข้มงวด คือไม่เกินวันละ 1 ยูนิต และไม่เกินสัปดาห์ละประมาณ 7 ยูนิต “โดยรวมแล้ว แนวทางแพทย์บอกตรงกันว่า ถ้าหยุดได้ก็หยุด ดีที่สุด”

เหตุผลสำคัญที่แพทย์ไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ในการป้องกันโรคหัวใจ คือแอลกอฮอล์แทบไม่เคยอยู่ลำพัง มักจะมาพร้อมกับบุหรี่ อาหารเค็ม อาหารรสจัด และการนอนหลับที่แย่ลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ในการป้องกันโรคหัวใจ ปัจจุบันมีแนวคิดที่เรียกว่า Life Essential 8 ซึ่งเป็นหัวใจของการดูแลสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การนอนหลับที่ดี โภชนาการที่เหมาะสม และการไม่สูบบุหรี่

นอกจากนี้ ข้อมูลการศึกษาของไทยพบว่า ในคนอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่ยังดื่มแอลกอฮอล์มีความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหัวใจเต้นระริก (Atrial Fibrillation) สูงกว่าคนไม่ดื่มถึง 2–3 เท่า โรคนี้อันตราย เพราะเมื่อเป็นแล้ว ผู้ป่วยต้องกินยาละลายลิ่มเลือดไปตลอดชีวิต และมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง

อาจารย์ปริญญ์อธิบายเพิ่มเติมว่า การศึกษาระยะยาวในคนไทยกว่า 30 ปี พบว่า คนที่ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ มีอายุสั้นลง เสียชีวิตโดยรวมสูงขึ้น และเป็นมะเร็งมากขึ้น แม้บางการศึกษาอาจไม่เห็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ไม่ใช่เพราะแอลกอฮอล์ปลอดภัย หากเป็นเพราะผู้ดื่มจำนวนมากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือมะเร็ง ก่อนจะมีอายุยืนพอที่จะเป็นโรคหัวใจ

ปัญหาใหญ่ของงานสาธารณสุข คือ คนจำนวนมากที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ยังดื่มแอลกอฮอล์อยู่ เพราะการดื่มไม่ได้ทำให้ทุกคนล้มป่วยหรือเสียชีวิตทันที คนที่รอดจะออกมาบอกว่า ดื่มก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ข้อเท็จจริงคือ ความเสี่ยงมันเพิ่มขึ้น และอายุขัยมันสั้นลง โดยที่คุณไม่รู้ตัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารเรื่องแอลกอฮอล์ต้องเน้น “ความเสี่ยง” ไม่ใช่ผลลัพธ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ และต้องอาศัยสื่อและโซเชียลมีเดียช่วยอธิบายอย่างต่อเนื่อง

หากยังไม่เคยดื่ม แนวทางยังคงยืนยันว่า ไม่ควรเริ่มดื่ม แม้จะเป็นไวน์ก็ตาม ในคนที่ดื่มเบียร์หรือวิสกี้อยู่ อาจมีคำแนะนำให้เปลี่ยนเป็นไวน์ได้ในบางกรณี แต่ในบริบทของไทยก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งการเข้าถึงและพฤติกรรมการดื่มที่มักหยุดไม่ได้แค่แก้วเดียว

สำหรับเบียร์นั้นชัดเจนว่าไม่ดี เพราะเป็นแคลอรีส่วนเกิน เพิ่มกรดยูริก และไม่เป็นประโยชน์ต่อหัวใจเลย

สาระน่ารู้: เราวัด “ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์” ของคนไทยกันอย่างไร?
https://cas.or.th/content?id=1031
Tags : -

สาระน่ารู้: เราวัด “ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์” ของคนไทยกันอย่างไร?

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า…ตัวเลข “การดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย” ที่เราเห็นในข่าวหรือรายงานของกระทรวงสาธารณสุข มาจาก 2 แหล่งข้อมูลหลัก ได้แก่

  1. แบบสอบถามพฤติกรรมของประชาชน 
  2. ข้อมูลปริมาณการผลิตเพื่อจำหน่ายจากกรมสรรพสามิต

โดยทั้งสองแบบมีความสำคัญต่างกัน และเมื่อประกอบกัน จะช่วยให้เราเห็นภาพ “พฤติกรรมการดื่ม” ที่ครบถ้วนที่สุด

วิธีที่ 1: การวัดจากแบบสอบถามพฤติกรรมของประชาชน: ถามคนไทยว่าดื่ม “เท่าไหร่ – บ่อยแค่ไหน – ดื่มแบบไหน”

ซึ่งแบบสอบถามเป็นเครื่องมือสำคัญของนักวิชาการ เพราะช่วยมองเห็นพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้ดื่มได้ละเอียด เช่น

  • ดื่มบ่อยแค่ไหน (ความถี่ของการดื่ม)
  • ดื่มกี่แก้วในวันที่ดื่ม (ปริมาณของการดื่ม)
  • ดื่มอะไร (เบียร์ เหล้า ไวน์ ฯลฯ) (ประเภทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์)
  • ดื่มในสถานการณ์ไหน ดื่มกับใคร เช่น วันหยุด งานเลี้ยง เพื่อนชวน หรือดื่มที่บ้าน (สถานที่และบริบทการดื่ม)
  • มีการดื่มหนักครั้งคราว (binge drinking) หรือไม่

เหตุผลที่ต้องถามละเอียดแบบนี้ เพราะปริมาณแอลกอฮอล์ “เท่ากัน” แต่รูปแบบการดื่มให้ความเสี่ยงไม่เหมือนกัน เช่น ดื่มทีละน้อยทุกวัน กับดื่มหนักรวดเดียว—ผลต่อสุขภาพแตกต่างกันมาก

วิธีที่ 2: วัดจากข้อมูลการผลิตเพื่อจำหน่ายจากกรมสรรพสามิต: ดูจาก “สรรพสามิตว่ามีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผลิตหรือขายออกไปเท่าไหร่”

ข้อมูลจากกรมสรรพสามิตบันทึกว่าในแต่ละปี มีการผลิตเบียร์ เหล้า ไวน์ ออกมากี่ลิตร แล้วนำปริมาณเหล่านี้มาคำนวณเป็น “แอลกอฮอล์บริสุทธิ์” เพื่อดูว่าประชาชนไทยดื่มโดยรวมปีละเท่าไหร่ โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่

  • ปริมาณการบริโภคต่อหัวต่อปี (APC)
  • ปริมาณการบริโภคต่อผู้ดื่มต่อปี
งานวิจัยชี้! ร้านขายเหล้าเยอะ วัยรุ่นดื่มมากขึ้น เด็กหญิงไทยเสี่ยงดื่มหนักเพิ่ม 23%
https://cas.or.th/content?id=28

งานวิจัยล่าสุดจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยระบบสุขภาพ (สวรส.) ภายใต้การนำของหัวหน้าโครงการวิจัย รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เผยข้อมูลชัดเจนว่า ความหนาแน่นของร้านขายสุราส่งผลให้พฤติกรรมการดื่มของวัยรุ่นไทยพุ่งสูงขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหญิงที่มีแนวโน้มดื่มหนักเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 23

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2567 โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและข้อมูลใบอนุญาตจากกรมสรรพสามิตระหว่างปี พ.ศ. 2550 ถึง 2566 ครอบคลุมกลุ่มวัยรุ่นไทยอายุ 15 ถึง 19 ปี จำนวนกว่า 10,000 คน

 

 

รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร หัวหน้าทีมวิจัยให้ความคิดเห็นว่า “ความหนาแน่นของร้านขายเหล้าใกล้บ้านเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นเข้าถึงแอลกอฮอล์ได้ง่าย ผลลัพธ์ คือ พฤติกรรมการดื่มฯ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเด็กผู้หญิงที่มีการดื่มหนัก (binge drinking) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 23 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ สำหรับวัยรุ่นชายก็เพิ่มโอกาสในการดื่มฯ สุราในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเช่นกัน ประมาณร้อยละ 9”

การเข้าถึงแอลกอฮอล์ตั้งแต่วัยเยาว์อาจนำไปสู่ผลกระทบทางสุขภาพในระยะยาว ดังนั้น “ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องพิจารณาควบคุมจำนวนร้านขายสุราอย่างเข้มงวด เพื่อลดการเข้าถึงแอลกอฮอล์ในกลุ่มเยาวชนและปกป้องอนาคตของพวกเขา” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวเสริม

จากการศึกษาพบว่า จำนวนใบอนุญาตขายสุราต่อประชากร 1,000 คน ระหว่างปี พ.ศ. 2550 ถึง 2566 มีค่าเฉลี่ยประมาณ 9 ใบอนุญาตฯ ต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งความหนาแน่นระดับนี้ถือว่าสูงเกินธรรมดาเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ

รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวปิดท้ายว่า “ประเทศไทยควรมีการดำเนินการอย่างจริงจังในการลดจำนวนใบอนุญาตจำหน่าย ประเทศไทยควรมีการปรับและพัฒนาแนวทางและกระบวนการออกใบอนุญาตรายใหม่และต่อใบอนุญาตรายเก่าให้เข้มงวดมากขึ้น ควรมีการใช้ข้อมูลต่าง ๆ ในระดับพื้นที่ มาพิจารณาการต่อใบอนุญาต เช่น การละเมิดกฎระเบียบ การมีผลกระทบต่อชุมชน ความคิดเห็นของประชาชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ ในชุมชน”


เสียงจากเยาวชน: การเข้าถึงแอลกอฮอล์ง่ายเกินไป เสี่ยงทำร้ายอนาคตเยาวชนไทย

นักศึกษาแพทย์ เขมจิรา เจ๊ะบา นักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และนักกิจกรรมเยาวชน ให้ความเห็นว่า “ถึงแม้ว่าตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศได้ขีดเส้นไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่สามารถซื้อและบริโภคแอลกอฮอล์ได้ต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ในกลุ่มเยาวชนรู้ดีว่า แม้แต่เยาวชนอายุ 15 ปี ก็สามารถเข้าถึงแอลกอฮอล์ได้ เส้นที่รัฐธรรมนูญขีดไว้เป็นเพียงอุดมคติ ในฐานะเยาวชนไทยผู้ซึ่งถูกเรียกว่าอนาคตของชาติ ดิฉันมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเพิ่มตัวของร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ขัดกับความหนักแน่นของรัฐธรรมนูญ”นอกจากนั้นแล้ว นักศึกษาแพทย์ เขมจิรา ยังให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์นั้นสามารถเป็นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ และการทำร้ายร่างกาย ดิฉันเชื่อว่า เยาวชนทุกคนมีสิทธิในการอาศัยอยู่ในประเทศนี้อย่างปลอดภัย ปลอดภัยในที่นี้รวมทั้งสุขภาพกาย จิตและการอยู่อาศัย แต่ปัจจุบันสังคมและสื่อกำลังสนับสนุนภาพลักษณ์ของการดื่มแอลกอฮอล์ในทางบวก สร้างความสวยงามและความหรูหราในยาพิษ นั้นเปรียบเสมือนว่าสังคมกำลังค่อยๆ ละเมิดสิทธิของพวกเราที่ต้องการเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัย” นักศึกษาแพทย์ เขมจิรา เจ๊ะบา ทิ้งท้ายไว้ว่า “ดิฉันขอเป็นตัวแทนของเยาวชนเพื่อส่งสาสน์ถึงผู้ใหญ่หรือรัฐบาลในการเรียกร้องสิทธิที่พวกเราควรได้รับความปลอดภัยที่เป็นพื้นฐาน สังคมที่ดีและสุขภาพที่มั่นคง”

 

งานวิจัยที่อ้างอิง:
Vichitkunakorn P, Assanangkornchai S, Thaikla K, Buya S, Rungruang S, Talib M, Duangpaen W, Bunyanukul W, Sittisombut M. Alcohol outlet density and adolescent drinking behaviors in Thailand, 2007-2017: A spatiotemporal mixed model analysis. PLoS One. 2024 Oct 31;19(10):e0308184. doi: 10.1371/journal.pone.0308184.

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.