คำค้นหา : สังคม

คำค้นหา : สังคม

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 2337 ครั้ง
รับสมัครงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประสานงาน ประจำศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)
https://cas.or.th/content?id=1003
Tags : -

ตำแหน่ง: เจ้าหน้าที่ประสานงาน (1 อัตรา)
หน่วยงาน: ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

คุณสมบัติ

  • วุฒิปริญญาตรีขึ้นไป ทุกสาขา

  • เพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหารหรือ นศท.

  • มีทักษะการสื่อสาร ประสานงาน วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้ดี

  • บุคลิกภาพดี มนุษยสัมพันธ์ดี ทำงานเป็นทีม

  • พร้อมทำงานนอกเวลา/เดินทางต่างจังหวัด

  • หากมีความรู้ด้านงานวิจัย/การควบคุมแอลกอฮอล์ จะพิจารณาเป็นพิเศษ

ค่าตอบแทนและสวัสดิการ

  • เงินเดือน 18,000 บาท

  • ประกันสังคม + สิทธิลาตามระเบียบ

กำหนดการ

  • เปิดรับสมัคร: วันนี้ – 25 ต.ค. 2568 สามารถสมัครได้ที่: https://forms.gle/NZRvLMgBJ4sxGjsM9

  • ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ: 27 ต.ค. 2568 ผ่านเว็ปไซต์ของ ศวส.

  • สอบข้อเขียน: 28 ต.ค. 2568 ณ สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

  • สอบสัมภาษณ์: 30 ต.ค. 2568 ณ สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

  • ประกาศผล: 31 ต.ค. 2568 ผ่านเว็ปไซต์ของ ศวส.

  • รายงานตัว: 1 พ.ย. 2568 

7 ตุลาคม วันมะเร็งเต้านม (World Breast Cancer Day)
https://cas.or.th/content?id=1060
Tags : -

7 ตุลาคม วันมะเร็งเต้านม (World Breast Cancer Day)

รู้หรือไม่ว่า…แม้จะดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น มะเร็งเต้านมในผู้หญิงได้!!

หากพูดถึงแอลกอฮอล์กับสังคมไทยปัจจุบัน พบว่าหลายคนยังไม่ได้ตระหนักถึงภัยร้ายมากนัก เช่นเมื่อเทียบกับคนสูบบุหรี่ที่อาจดูน่ากลัวหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่า คำพูดที่บอกว่า”ดื่มเพื่อเข้าสังคม” ก็ดูเป็นเรื่องธรรมดาของวัยทำงานหรือแม้กระทั่งวัยเรียน ทั้งยังไม่ได้จำกัดเพศอีกด้วย

หลายคนเชื่อว่า ดื่มนิดหน่อยคงไม่เป็นไร แต่จากงานวิจัยล่าสุด ที่รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยขนาดใหญ่ทั่วโลก ยืนยันตรงกันว่า "ไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยเฉพาะต่อมะเร็งเต้านมในผู้หญิง" นักวิจัยทำการวิเคราะห์งานวิจัยแบบติดตามระยะยาวรวมกว่า 40 งานวิจัย เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์กับการเกิดมะเร็งเต้านม พบว่า

  • แม้ดื่มน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน (เช่นไวน์ เบียร์ หรือเหล้าในปริมาณมาตรฐาน) ก็ทำให้ความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น ยิ่งดื่มมากความเสี่ยงยิ่งเพิ่มมากตามลำดับ
  • ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนและหลังหมดประจำเดือน
  • การดื่มแบบ “ดื่มหนักเป็นครั้งคราว HED” (เช่น ดื่มเยอะในงานเลี้ยงฉลอง) ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าปกติถึง 40%

ทำไมแอลกอฮอล์ถึงเพิ่มความเสี่ยง

  • แอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 (group 1 carcinogen) ตามการจัดประเภทขององค์การอนามัยโลก
  • เมื่อร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์จะเกิดสาร acetaldehyde ที่สามารถทำลาย DNA และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง
  • รบกวนการทำงานของฮอรืโมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม

ข้อเสนอแนะ

  • ทุกปริมาณที่ดื่มคือความเสี่ยง การงดหรือลดดื่มคือทางเลือกที่ดีที่สุด
  • หน่วยงานรัฐสามารถช่วยสร้างคลื่นลูกใหญ่ในการผลักดันการตระหนักรู้ของสังคมต่อแอลกอฮอล์ได้ เช่นการมีนโยบายสาธารณะ การปรับฉลากสินค้าให้น่ากลัวเหมือนบนซองบุหรี่

โดย นพ.นครินทร์ นิยมเดชา
แพทย์ประจำบ้าน สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เอกสารอ้างอิง: Sohi I, Rehm J, Saab M, Virmani L, Franklin A, Sánchez G, Jhumi M, Irshad A, Shah H, Correia D, Ferrari P, Ferreira-Borges C, Lauby-Secretan B, Galea G, Gapstur S, Neufeld M, Rumgay H, Soerjomataram I, Shield K. Alcoholic beverage consumption and female breast cancer risk: A systematic review and meta-analysis of prospective cohort studies. Alcohol Clin Exp Res (Hoboken). 2024 Dec;48(12):2222-2241. doi: 10.1111/acer.15493.

เชิดชูบุคคลต้นแบบ "พี่สมมิตร" จากงดเหล้า 3 เดือน สู่งดเหล้าตลอดชีวิต
https://cas.or.th/content?id=1061
Tags : -

เชิดชูบุคคลต้นแบบ "พี่สมมิตร" จากงดเหล้า 3 เดือน สู่งดเหล้าตลอดชีวิต

เนื่องใน #วันออกพรรษา

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอหยิบยกเรื่องราวดี ๆ จากบุคคลต้นแบบ “พี่สมมิตร” หนึ่งใน ร้อยคนหัวใจเพชร ผู้สามารถเลิกเหล้าได้ตลอดชีวิต

มีหลายคนสามารถเลิกเหล้าได้สำเร็จและใช้ชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากนั้น นี่คือแรงบันดาลใจที่อาจช่วยให้คุณเลิกเหล้าได้ตลอดชีวิต วันนี้เรามีเรื่องราวของ พี่สมมิตร อายุ 56 ปี จากบ้านดอนแก้ว จังหวัดลำปาง มาเล่าให้ฟัง

สำหรับประวัติการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นับย้อนไปปีที่เริ่มดื่ม พ.ศ. 2534 ราวอายุได้ 31 ปี ด้วยความที่อยากรู้ อยากลองสัมผัสความเมาบ้าง เพราะเพื่อนฝูง ดื่ม วัยที่เริ่มอยากรู้ ดื่มเหล้าเหมือนเป็นกิจกรรมที่มักเกิดขึ้นในงานสังสรรค์หรืองานปาร์ตี้ ฉลองกัน และรู้สึกว่ามีเพื่อนหรือคนรู้จักที่ดื่มเหล้ามาก

แรงบันดาลใจที่ทำให้เลิกดื่ม เมื่อปี 2534 ตนเองคิดว่าเป็นหัวหน้าครอบครัวทำไมไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวและลูก เวลากลับบ้านไม่เป็นเวลากินจนเมาไม่รู้เรื่องและไม่สนใจ จึงคิดที่อยากทำเพื่อลูกและครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่ลูกต่างมีความสุขและสังคมรอบข้างที่ดีเพราะว่าการกินเหล้าสร้างความเดือนร้อนมาตลอดทำให้ครอบครัวและญาติพี่น้องผิดกัน

เทคนิคสำคัญที่ทำให้เลิกดื่ม (หักดิบ) การเลิกดื่มหักดิบอาจเป็นเรื่องที่ยากตนเองนึกถึงลูกนึกถึงครอบครัว และสุขภาพร่างกายของเรา หากเราดื่ม เราไม่สามารถสอนลูกได้และสังคมไม่ยอมรับ

ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังเลิกดื่ม พี่สมมิตร เล่าให้เราฟัง และมีรอยยิ้ม ตนเองภูมิใจมากที่ผ่านจุดนั้นมาได้ สิ่งที่เห็นได้ชัดมากคือ การสุขภาพดีทำให้ครอบครัวอุ่นใจ และสังคมไม่รังเกียจ ตอนนั้นเป็นโรคความดัน หลังเลิกเหล้า ความดันปกติ เป็นตัวอย่างให้ลูกได้ มีเวลาทำงานสดใส ครอบครัวมีความสุข มีความอบอุ่นและเป็นต้นแบบที่ดีและเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และประหยัดเงินไป 3,000 บาทต่อเดือน

พี่สมมิตร ทิ้งท้ายด้วยว่าการเป็นตัวอย่างตัวเองเป็นแนวทางที่เลิกเหล้า ทำให้สุขภาพดี และสามารถสอนลูกๆ ได้ เป็นกำลังใจให้เลิกดื่มที่ยังไม่สามารถเลิกได้ ขอให้ ลด ละเป็นให้มีความพยายามต่อสู้ ขอมีจิตใจที่เข้มแข็งจะผ่านจุดได้ไปได้

เรียบเรียงโดย นายสมควร ทะนะ (ผู้ช่วยผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน)

ความคิดเห็นต่อการยกเลิกประกาศ ปว.253
https://cas.or.th/content?id=992
Tags : -

 

ความคิดเห็นต่อการยกเลิกประกาศ ปว.253

การยกเลิก คำสั่ง ปว.253 ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมอย่างกว้างขวาง หลายคนตีความว่า ประเทศไทย “ปลดล็อก” เวลาการขายเหล้าเบียร์แล้ว สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

การยกเลิก ปว. 253 ถูกตราไว้ใน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 เป็นการลบข้อกฎหมายเดิมที่ซ้ำซ้อน ส่วนพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2568 ยังคงให้จำหน่ายสุราในเวลา 11.00 น.-14.00 น.และเวลา 17.00 น.-24.00 น. เท่านั้น โดยมีข้อยกเว้นเพียง 3 กรณีคือ (1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ (2) การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และ (3) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ดังนั้นสถานที่ขายสุราอื่นนอกจากสามข้อดังกล่าว ต้องขายในเวลาที่กำหนดไว้เดิมทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการควบคุมฯ ที่จะมีขึ้นตาม พรบ.ใหม่ จะมีมติในเรื่องนี้อย่างไร ก็ต้องติดตามกันต่อไป

 

ทำไมเวลาห้ามขายจึงสำคัญต่อสังคมไทย

  1. ลดความสะดวกในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หลังเลิกงานหรือช่วงกลางคืน การจำกัดเวลาเป็น “เกราะบาง” สำคัญในการชะลอการบริโภค
  2. ลดอุบัติเหตุและความรุนแรงทางสังคม งานวิจัยจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่า ความพร้อมในการซื้อเครื่องดื่มทุกเวลา สัมพันธ์กับอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนน การทะเลาะวิวาท และอาชญากรรมที่สูงขึ้น
  3. คุ้มครองเยาวชน เวลาห้ามขายช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มได้ง่ายเกินไป โดยเฉพาะในชั่วโมงที่ครอบครัวและโรงเรียนไม่สามารถดูแลได้เต็มที่
  4. เป็นต้นแบบด้านนโยบายสาธารณะ ประเทศไทยได้รับการยกย่องในเวทีโลกว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งและสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพกับประโยชน์สาธารณะ การคงไว้ซึ่งเวลาห้ามขายถือเป็นเสาหลักสำคัญที่ไม่ควรถูกบั่นทอน

ดังนั้นข้อสรุปของเรื่องนี้คือ การยกเลิกคำสั่ง ปว.253 มิได้แปลว่าประชาชนจะซื้อขายสุราได้ตลอดเวลา เวลาห้ามขายยังคงอยู่ และยังคงจำเป็น ประเทศไทยไม่ควรเดินย้อนกลับไปสู่สังคมที่เปิดช่องให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกซื้อขายได้อย่างไร้ขอบเขต เพราะนั่นหมายถึงต้นทุนทางสุขภาพ อุบัติเหตุ และความรุนแรงที่จะตกกับครอบครัวและสังคมโดยรวม

การจำกัดเวลาขายจึงไม่ใช่การจำกัดเสรีภาพ หากแต่เป็น ภูมิคุ้มกันทางสังคมที่สำคัญ ที่ช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

แอลกอฮอล์กับสุขภาพจิต: ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
https://cas.or.th/content?id=991
Tags : -

แอลกอฮอล์กับสุขภาพจิต: ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

เนื่องในโอกาสวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางจิตใจ โดยระบุว่าแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้ผู้ดื่มสูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเองและเกิดพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น โดยเฉพาะในผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว การดื่มอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ลงมือกระทำจริง แม้ในบางกรณีจะไม่ได้มีเจตนาโดยตรง แต่การขาดสติอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง เช่น การพลัดตกจากที่สูงโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกที่ระบุว่า ทุก 40 วินาทีมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย และทุก 10 วินาทีมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุหรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ

ในบริบทของประเทศไทย รายงานจากพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า การลดการบริโภคแอลกอฮอล์ในบางจังหวัดส่งผลให้จำนวนการฆ่าตัวตายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เผชิญกับความผิดหวังทางอารมณ์ เช่น ความรักหรือความเครียดจากชีวิตส่วนตัว การดื่มเพื่อหลีกหนีความทุกข์กลับกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคแอลกอฮอล์กับปัญหาสุขภาพจิตอย่างชัดเจน โดยมีข้อมูลระบุว่า ร้อยละ 20 ของผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในประเทศไทยมีประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย

แม้บางบุคคลจะใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือในการบรรเทาความทุกข์หรือ “self-medication” แต่นายแพทย์ปราการเสนอแนวทางที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์มากกว่า ได้แก่ การพูดคุยกับบุคคลที่ไว้วางใจหรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 การใช้แอปพลิเคชันให้คำปรึกษาทางจิต เช่น Line: @Khuikun หรือแอปจากสถาบันการศึกษา เช่น DMIND การทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น ร้องเพลง เดินเล่น สวดมนต์ หรือออกกำลังกาย การฝึกคิดเชิงบวกและมีเมตตาต่อตนเอง รวมถึงการฝึกขอบคุณสิ่งรอบตัว เพื่อเสริมสร้างพลังใจและความมั่นคงทางอารมณ์ โดยนายแพทย์ปราการเน้นย้ำว่า “ทุกคนผิดพลาดได้ อย่าโทษตัวเองซ้ำ ๆ จนหมดพลัง” พร้อมเสนอว่าการช่วยเหลือผู้อื่นและการคิดบวกจะเป็นพลังสะท้อนกลับมาช่วยเยียวยาตนเองในยามที่ต้องการมากที่สุด

ในด้านนโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ องค์การอนามัยโลกได้เสนอกรอบแนวทาง “SAFER” เพื่อควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยการห้ามส่งเสริมและโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกช่องทาง การจำกัดการเข้าถึงโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน การเพิ่มภาษีเพื่อควบคุมการบริโภค การบังคับใช้กฎหมาย “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” อย่างเข้มงวด และการส่งต่อผู้มีปัญหาการดื่มเข้าสู่ระบบบำบัดอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวในระดับหนึ่ง เช่น การห้ามโฆษณา การจำกัดอายุผู้ซื้อ และการลงโทษผู้ฝ่าฝืน อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องขยายผลกระทบของนโยบายไปสู่ระดับครอบครัวและชุมชน เพื่อป้องกันผลกระทบทางอ้อม เช่น ความรุนแรงในครอบครัวและภาวะซึมเศร้าในผู้ใกล้ชิด

แม้รายได้จากการจำหน่ายแอลกอฮอล์ในประเทศไทยจะสูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี แต่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ อุบัติเหตุ และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์สูงถึง 170,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงภาระทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ในด้านการรณรงค์ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทยมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานเชิงวิชาการ การสร้างเครือข่าย และการผลักดันนโยบายสาธารณะ โดยเน้นการให้ความรู้เรื่องสุขภาพจิต การลดการใช้แอลกอฮอล์ในสังคม และการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจในกลุ่มเสี่ยง เช่น เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ประสบปัญหาชีวิต นอกจากนี้ สมาคมยังสนับสนุนการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ เช่น การงดให้ของขวัญเป็นแอลกอฮอล์ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลและคำปรึกษาได้อย่างเท่าเทียม โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการลดอัตราการฆ่าตัวตายและส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจของประชาชนในระยะยาว

โดย ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร
นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ
https://cas.or.th/content?id=990
Tags : -

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สังคมไทยได้รับรู้ข่าวสองเรื่องที่สะท้อนภาพต่างขั้วของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชีวิตประจำวัน

  • ข่าวเศร้าจากนครศรีธรรมราช: พระรูปหนึ่งใช้ขวดสุราฟาดศีรษะลูกศิษย์วัดจนเสียชีวิต โดยมีรายงานว่าเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องเงินซื้อเหล้า
  • ข่าวสร้างสรรค์จากสงขลา: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชน “ตาคียะ (TAKIYA)” ซึ่งผลิตสุราพื้นบ้านจากน้ำตาลโตนดอย่างมีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันเป็นต้นแบบ soft power ไทย

สองข่าวนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันโดยตรง แต่สะท้อนความซับซ้อนของบทบาทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย—ทั้งในฐานะ “ปัจจัยเสี่ยง” และ “ทรัพยากรชุมชน”

 

เรากำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือสวนทางกัน?

ในขณะที่ภาครัฐส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านสุราพื้นบ้านอย่างมีเป้าหมายและความหวัง หลายชุมชนยังเผชิญกับปัญหาความรุนแรง ความยากจน และการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไร้การควบคุม

บทบาทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ผลิตภัณฑ์” แต่เป็นเรื่องของ “บริบท” และ “ระบบสนับสนุน” ที่ต้องพิจารณาร่วมกัน

 

พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่: ความหวังที่ต้องมีทิศทาง

ในช่วงที่สังคมกำลังรอประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ และการออกกฎหมายลำดับรอง

คำถามสำคัญคือ:

  • นโยบายสาธารณะในปัจจุบันตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนหรือไม่?
  • หน่วยงานรัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการกำกับดูแลและเป็นแบบอย่างต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ?

การตั้งคำถามแบบนี้ไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมกันออกแบบนโยบายที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ได้รับผลกระทบ แน่นอนว่าสุราพื้นบ้านสามารถเป็น soft power ได้ หากอยู่ในระบบที่มีความรับผิดชอบ มีมาตรฐาน และมีการควบคุมที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การควบคุมการเข้าถึงและการบริโภคสุราในบริบทเปราะบาง เช่น วัด ชุมชนยากจน หรือกลุ่มเสี่ยง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้จึงไม่ใช่การตัดสิน แต่เป็นการชวนให้สังคมไทยร่วมกันตั้งคำถาม และออกแบบอนาคตของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศอย่างมีสติ มีความหวัง และมีความรับผิดชอบร่วมกัน

ข่าวดาราสาวสะท้อนความจริง ตรวจเป่าแก้ปลายเหตุ แต่ต้นทางผู้ผลิต-ผู้ขาย ไร้ควบคุม
https://cas.or.th/content?id=989
Tags : -

ข่าวที่นักแสดงสาวไม่ยอมให้เป่าตรวจแอลกอฮอล์ และพยายามแสดงตนว่ารู้จักผู้มีอำนาจระดับสูงของตำรวจ

        เชื่อว่าเกือบทุกท่านที่อ่านข่าวนี้ ไม่ได้อ่านข่าวลักษณะนี้เป็นครั้งแรก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมานี้ เป็นเสมือนจุดอ่อนของกฎหมาย ที่เน้นการควบคุมปลายทาง อย่างเช่นการวัดแอลกอฮอล์ด้วยการเป่า จากกันดักสุ่มข้างถนนเหล่านี้ เราจะนับว่าเป็นการควบคุมที่ผู้ดื่ม แต่จุดอ่อนที่สำคัญของกฎหมายลักษณะนี้คือ การตรวจผู้ดื่มทุกคนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และบางครั้งเมื่อเจอผู้ดื่มที่มีปัญหา จะสร้างความลำบากใจให้เจ้าพนักงานที่ทำหน้าที่อย่างมาก

        นี่เป็นความล้มเหลวที่เห็นได้ชัด จากแนวทางการดื่มอย่างรับผิดชอบที่ผู้ผลิตเหล้าเบียร์พยายามจะส่งเสริมผู้ขายเหล้าเบียร์จะสนับสนุนกฎหมายที่ลงไปตรวจยังผู้ดื่ม ในขณะเดียวกันจะต่อต้านสุดแรง หากกฎหมายเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตหรือผู้ขาย ซึ่งจะกระทบต่อยอดขายของพวกเขามากกว่า แต่มีผลเชิงบวกในด้านความปลอดภัยจากการดื่มแอลกอฮอล์กว่ามาก

        อยากให้สังคมไทยปลอดภัยควรส่งเสริมการควบคุมตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ขายอย่างปลอดภัย ทำให้ผู้ขายร่วมรับผิดชอบ คนที่ดื่มจะปลอดภัยมากขึ้น คนที่ไม่ดื่มก็ปลอดภัยมากขึ้นเช่นกัน

เขียนโดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ป้ามีนาถูกฆ่า สังคมทำได้ดีกว่านี้ถ้าเรามีกฎหมาย
https://cas.or.th/content?id=988
Tags : -

ป้ามีนาถูกฆ่า สังคมทำได้ดีกว่านี้ถ้าเรามีกฎหมาย

        ใครที่ดูข่าวป้ามีนาถูกฆ่า เนื่องจากลูกค้าสาวที่เป็นลูกค้ามานั่งดื่มเบียร์จนเมามายไม่ได้สติ และถูกหนุ่มแปลกหน้าพากลับบ้านโดยที่ป้ามีนาไม่ได้ทักท้วง จนนำมาสู่ความโกรธแค้นของลูกค้าคนดังกล่าว และตามมาเอามีดจ้วงแทงภายหลัง เป็นความน่าสลดใจที่เราเสียคนสองคนไปพร้อมกัน คนหนึ่งเสียชีวิต อีกคนเสียอนาคต ทั้งที่ก่อนหน้านี้สองคนนี้ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีและไม่ได้มีเรื่องราวโกรธแค้นหรือหมางใจกัน

        ตามหลักการทางสถิติ สถานที่ที่มีโอกาสเกิดผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด คือพื้นที่ที่มีการดื่ม และลดหลั่นกันไปตามระยะทางโดยรอบ เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าร้านอาหารหรือบริเวณที่มีการขายแอลกอฮอล์แล้วนั่งดื่มในร้านคือจุดที่มีความเสี่ยงจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากคนเมาได้มากที่สุด

        จำได้ไหมเราเคยมีคดี อ.ส.ที่หาดใหญ่ยิงครอบครัวที่มากินข้าวต้มและเป็นลูกค้าปกติ เพียงเพราะเมาและคิดว่าพนักงานเสิร์ฟเอาเบียร์ไปเก็บแล้วทั้ง ๆที่ตนยังกินไม่เสร็จ หรือข่าวล่าสุดของเป๊กผลิตโชค ที่เมามายจนเสียสติ และถูกแทงจากการมีเรื่องกับวัยรุ่น ก็เกิดขึ้นหลังจากที่คุณเป๊กกินเหล้าเสร็จและกำลังจะเดินทางไปที่ไหนสักที่

        ในเมื่อเรารู้แล้วว่าสถานที่ที่มีโอกาสจะเกิดความรุนแรงและอาชญากรรมจากเหล้าเบียร์มากที่สุดคือจุดขายที่นั่งดื่มได้ หลายประเทศเลยสร้างเกราะป้องกันไม่ให้จุดขายนั้นเสี่ยงจนเกินไป เราเรียกกฎหมายชุดนี้ว่า dram shop liability

        ในเมื่อคนที่ขายเหล้าตรงนั้นคือคนสุดท้ายที่จะปล่อยเหล้าเบียร์ให้กับลูกค้า เราก็ให้คนกลุ่มนี้เป็นคนพิจารณาว่าสมควรที่จะขายให้ต่อหรือไม่ถ้าเขาเมาจนเสียสติแล้วโอกาสที่จะไปทำเรื่องไม่คาดฝันมีมากขึ้นก็สมควรจะหยุดขาย ถ้ายังขายต่อทั้งๆที่รู้ว่าเมาเละเทะแล้ว หากมีความผิดเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเมาแล้วขับ ฆาตกรรมที่เกิดจากความมึนเมา อาชญากรรมที่เกิดจากความมึนเมา ผู้ขายก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

        คดีของป้ามีนา นี่เป็นตัวอย่างของการไม่มีกฎหมายชุดนี้ และผู้ขายอย่างป้ามีนาต้องรับผิดชอบเกินกว่าเหตุไปมาก ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วตัวของผู้ดื่มเองที่ดื่มจนเมามายและเสียสติควรเป็นผู้ต้องรับผิดชอบหลักจากความเสียหายที่ตัวเองทำไว้ แต่เมื่อไม่มีกฎหมายชุดนี้ก็กลายเป็นว่าลูกค้าสาวท่านนั้นได้บันดาลโทสะและเข้าไปเอามีดจ้วงแทงป้ามีนาแทน

        เราลดความเสี่ยงให้กับผู้คนในสังคมได้ด้วยกฎหมายที่ดีป้องกันไม่ให้เกิดภาพคนเมามายจนเสียสติ นั่งดื่มเหล้าและคนขายก็ขายต่อยังไม่สะทกสะท้าน ทั้งที่รู้ว่าอาจจะมีเหตุร้ายขึ้นหลังจากนั้น

        ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนของคดีป้ามีนาผู้ขายอย่างป้ามีนาเสียชีวิตไปแล้ว คนที่เป็นมือแทงก็ต้องไปชดใช้กรรมในเรือนจำ ส่วนคนที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรคือผู้ผลิตทั้งหลาย สังคมน่าเศร้าเพราะเช่นนี้

เขียนโดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ขอขอบคุณรูปภาพจาก: https://www.thairath.co.th/news/crime/2877956

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมจัดบูธนิทรรศการในงานประชุมวิชาการ
https://cas.or.th/content?id=958
Tags : -

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมจัดบูธนิทรรศการในงานประชุมวิชาการ "บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ" ครั้งที่ 23 ในโอกาสครบรอบ 20 ปี ศจย. เรื่อง “รวมพลังกระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า : คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันกลยุทธ์”
วันที่ 4–5 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี
โดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

บูรณาการร่วมระหว่างงานควบคุมยาสูบและงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มุ่งเน้นการสื่อสารประเด็นร่วมกันในการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ศวส. ขอขอบคุณ ศจย. ที่เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้ปลอดภัยจากแอลกอฮอล์และยาสูบไปด้วยกัน

เมื่อโชคยังเข้าข้าง "เป๊ก" คนเมาไม่ได้โชคดีอย่างนี้ทุกคน
https://cas.or.th/content?id=985
Tags : -

เมื่อโชคยังเข้าข้าง "เป๊ก" คนเมาไม่ได้โชคดีอย่างนี้ทุกคน

        ข่าวคราวนักร้องดังที่มอบความสุขให้คนไทยนับล้านตลอดหลายปีที่ผ่านมา อย่างคุณเป๊กผลิตโชค ที่เริ่มต้นจากข่าวคุณเป๊กโดนทำร้ายร่างกาย โดยหนุ่มคนหนึ่งที่พกพามีดติดตัวไปทำงาน นับแต่ชั่วโมงแรกที่ออกข่าว แฟนคลับเชื่อว่านี่เป็นเรื่องโชคร้ายสุด ๆ ของนักร้องชื่อดังเสียงดี ที่โดนทำร้ายร่างกายในสภาพที่ไม่มีทางสู้ และคนที่ทำร้ายร่างกายดาราที่มีชื่อเสียงขนาดนี้ ย่อมไม่มีใช่สุจริตชน หรือ คนดีแน่ ๆ

        และเรื่องกลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อภาพจากกล้องวงจรปิด แสดงให้เห็นนาทีที่เป๊กถูกมีดฟันเข้าคาง และย้อนไปไกลก่อนหน้านั้นตั้งแต่ที่เป๊กออกจากร้านอาหารในสภาพที่เมาเสียทรงไม่เหลือสติโดยสิ้นเชิง ทั้งปีนป่ายรถแท็กซี่ รถกระบะ และมีเรื่องมีราวกับหนุ่มคู่กรณีจนกลายเป็นคดีดัง

        นี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่คุณเป๊กโชคดีที่สุดในชีวิต ที่เมาสิ้นสภาพขนาดนี้ ยังเหลือชีวิตและชื่อเสียงให้ใช้ทำมาหากินต่อได้ เพราะพิจารณาดูจากเหตุการณ์ทั้งหมด นับแต่ออกจากร้านอาหาร ทั้งเดินไปมาบนท้องถนน เกาะกระโปรงรถกระบะ และมีเรื่องกับหนุ่มพกมีด หากมีสักเหตุการณ์ที่ทำให้อันตรายถึงชีวิตได้ไม่ใช่เรื่องยากเลย ความโชคดีชั้นที่สองคือ การเมาลักษณะเช่นนี้ผลกระทบท้ายที่สุดแล้ว ไม่ได้ทำให้ไปขับรถชนใครตาย หรือ ไปข่มขืนใครให้เป็นคดีอาญาที่หนักกว่าโดนทำร้ายร่างกายอย่างเดียว ถือว่าชื่อเสียงของเป๊กในวงการบันเทิง ยังไม่ถูกทำลายมากนัก และเร็ว ๆ นี้คงกลับมารับงานต่อได้

        เรื่องของคุณเป๊กอาจจะไม่ตรงกับคนโชคร้าย อีกหลายคนที่เรื่องร้ายจากความเมาของเขา ทำลายทั้งชีวิตที่ก่อร่างสร้างตัวมาทั้งหมดด้วยการถูกพ่วงคดีอาญาจากความมึนเมา ทั้งการเมาแล้วขับ ทะเลาะวิวาท ข่มขืน ในขณะที่ขาดสติ และอีกหลายคนที่ต้องเสียชีวิตจากความมึนเมาของคนอื่น

        วงการบันเทิงและสิ่งมึนเมา เป็นของคู่กันมาช้านาน หวังว่ากรณีเช่นนี้ จะช่วยให้คนวงการบันเทิงเพลา ๆ ความสนุกจนเกินขอบเขต วัฒนธรรมของการฉลองดื่มกินจนขาดสติ เป็นเรื่องที่ควรทำให้หายไปจากสังคมไทยได้แล้ว นี่คือวัฒนธรรมที่ "ผลิตโชคร้าย" ให้คนนับแสนในไทย และควรเพียงพอแค่นี้

เขียนโดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดกระบวนการสื่อสารนโยบายและเวทีสนทนาสาธารณะ (Policy Dialogue) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สู่การปฏิบัติจริง
https://cas.or.th/content?id=1039
Tags : -

ประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดกระบวนการสื่อสารนโยบายและเวทีสนทนาสาธารณะ (Policy Dialogue) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สู่การปฏิบัติจริง 

 

 

วันที่ 31 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568
ณ ห้องประชุมฮิลล์เครส ชั้น 5 โรงแรมเดอะควอเตอร์ ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ หน่วยงานรัฐด้านสุขภาพและนโยบาย นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายที่ทำงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้น

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจของผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับกระบวนการนโยบาย การสื่อสารเชิงนโยบาย และบทบาทของเวทีสนทนาสาธารณะ (Policy Dialogue) ในการผลักดันนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากระดับแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจริง โดยผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้บทเรียนความสำเร็จจากการขับเคลื่อนนโยบายควบคุมยาสูบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการใช้ข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการควบคู่กับการสร้างกระแสและการยอมรับทางสังคม

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันวิเคราะห์ช่องว่างและความท้าทายของการบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริบทปัจจุบัน ตลอดจนฝึกปฏิบัติการจัดทำเอกสารเชิงนโยบาย (Policy Brief) และการออกแบบกระบวนการ Policy Dialogue เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายในระดับต่าง ๆ การประชุมยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างเครือข่ายและแนวร่วมของผู้ทำงานด้านนโยบายและสุขภาพ เพื่อร่วมกันมุ่งลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์ต่อสุขภาพและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ศวส. ขอขอบคุณวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เข้าร่วมทุกท่าน ที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อผลักดันนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.