คำค้นหา : เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คำค้นหา : เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 10442 ครั้ง
ปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ: กรณีศึกษา อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
https://cas.or.th/content?id=1147
Tags : -

ปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ: กรณีศึกษา อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
Commercial Determinants of Health: Alcohol Industry


ผู้เขียน: ศาสตราจารย์ ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์
สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

องค์กรธุรกิจปกป้องผลประโยชน์และ ‘กำไร’ ด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย

  • โน้มน้าว/ล้อบบี้ ผู้กำหนดนโยบาย
  • จัดตั้งองค์กรบังหน้า (front group)
  • การตลาด ‘ล่าเหยื่อ’
  • การให้ข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อให้สังคมเข้าใจผิด

นิยามปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ

ปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ (Commercial Determinants of Health) หมายถึง ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางลบต่อสุขภาพด้วยแรงจูงใจจาก “กำไร” ซึ่งหมายถึง พลังอำนาจเชิงธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อการเมือง การเงิน เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการค้าระหว่างประเทศ [1, 2] เหล่านี้เป็นปัจจัยคุกคามมหาศาล หากองค์กรธุรกิจนั้นผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ทำลายสุขภาพของผู้บริโภค

องค์กรธุรกิจปกป้องผลประโยชน์และ ‘กำไร’ ด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย เช่น โน้มน้าว/ล้อบบี้ผู้กำหนดนโยบาย จัดตั้งองค์กรบังหน้า (front group) ใช้กลยุทธ์การตลาด ‘ล่าเหยื่อ’ เพื่อขับเคลื่อนอุปสงค์และอุปทานของสินค้าให้เพิ่มขึ้น [4]

กลยุทธ์ ‘ความรับผิดชอบต่อสังคม’ เป็นการสร้างภาพและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน เมื่อมีโอกาสอุตสาหกรรมจะใช้กลยุทธิ์นี้ในการ ‘เซาะกร่อน บ่อนทำลาย’ นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่ ‘คุกคาม’ ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ [11]


กลยุทธ์อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น บริษัทผู้ผลิต ใช้กลยุทธ์และวิธีการดังกล่าวข้างต้น ไม่แตกต่างกับกลยุทธ์ที่อุตสาหกรรมยาสูบใช้ [3] มีการให้ข้อมูลที่บิดเบือน เซาะกร่อนความจริง เพื่อให้สังคมเข้าใจผิดและบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือทางวิชาการทางสาธารณสุข แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้นดำเนินการโดยสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทางด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ชั้นนำก็ตาม

ที่ผ่านมา มีหลักฐานเชิงประจักษ์บ่งชี้ว่า อุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ใช้วิธีการหลากหลายเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงผลงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพของการดื่มแอลกอฮอล์ โดยปิดบัง ซ่อนเร้น บิดเบือน สร้างความสงสัยต่องานวิจัย และปฏิเสธข้อมูล

ข้อเท็จจริงทางสุขภาพที่ถูกอุตสาหกรรมบั่นทอน ได้แก่ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ [6]ความเสี่ยงของการดื่มของแม่ที่ตั้งครรภ์ต่อการเกิดกลุ่มความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับทารกในครรภ์และอันตรายต่อทารก [7] ความสัมพันธ์ของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการเกิดโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ [8, 9, 10]

ข้อมูลสถิติและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ บ่งชี้ชัดเจนว่า “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือสารก่อมะเร็ง” แต่บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ข้ามชาติและรัฐบาลของประเทศที่เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่างพยายามปิดบัง อำพราง ซ่อนเร้น ไม่ให้สาธารณะและผู้บริโภคได้รับทราบถึงความสัมพันธ์ของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการเกิดโรคมะเร็ง [12, 13] รวมทั้ง การขัดขวางการออกมาตรการฉลากคำเตือนโรคมะเร็งบนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านกลไกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) และระเบียบว่าด้วยอุปสรรคเชิงเทคนิคทางการค้า [14] นอกจากนี้ ยังมีการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีเพื่อขัดขวางงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลของฉลากคำเตือนโรคมะเร็งบนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศแคนาดา [15]

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังพยายาม ‘สร้างภาพลักษณ์’ ด้วยกิจกรรมเพื่อสังคม อาทิ การบริจาคเงินเพื่อสาธารณประโยชน์ และสร้าง ‘วาทกรรม’ เพื่อโยนความรับผิดชอบไปยัง ปัจเจกบุคคล หรือโยนความผิดไปให้ผู้บริโภคว่าต้อง ‘ดื่มแบบรับผิดชอบ’ อีกด้วย [5]
 

กรณีศึกษาจากบทความวิชาการ วารสาร British Medical Journal (BMJ)

จากงานวิจัยการศึกษาอิทธิพลของอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ต่อนโยบายด้านสุขภาพ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal (BMJ) โดย Jim McCambridge และทีมวิจัยจาก London School of Hygiene and Tropical Medicine ที่เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์สมาชิกอาวุโสของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า “อิทธิพลของอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างแนบเนียนผ่านการล้อบบี้ และการสร้างสายสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้กำหนดนโยบายคนสำคัญ” [16, 17]

อิทธิพลของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมหาศาล โดยผู้แทนจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักเข้าพบผู้บริหารในรัฐบาลหรือข้าราชการระดับสูงเป็นประจำ รวมถึงการร่วมประชุมกับรัฐมนตรี และที่ปรึกษาต่าง ๆ เป็นประจำ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

จากการศึกษา รายงานการประชุมพิจารณามาตรการราคาขายปลีกขั้นต่ำในประเทศสก็อตแลนด์ ในรายงานมีการชี้แจง หลักฐานเชิงประจักษ์จากกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ ซึ่งมีน้ำหนักมากพอที่จะสนับสนุนการออกมาตรการราคาขายปลีกขั้นต่ำ แต่รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กลับสรุปว่า ความรับผิดชอบหลักในการลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อยู่ที่ตัวบุคคล” [16]

บทสรุป

พลังอำนาจทางธุรกิจของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีอิทธิพลมหาศาล ทั้งด้านการเมือง การเงิน และการค้าระหว่างประเทศมีกรณีศึกษาอิทธิพลของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกฮอล์ต่อการคัดค้านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกฮอล์ในหลายประเทศ เช่น การฟ้องร้องการออกกฎหมายราคาขายปลีกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขั้นต่ำในสก็อตแลนด์ ในปี พ.ศ. 2555 ต่อศาลทั้งในสก็อตแลนด์ สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป โดยอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นำโดยสมาคมสก็อตวิสกี้ ที่ทำให้มีการชะลอการออกฎหมายไปถึง 6 ปี

การปกป้องสุขภาพประชาชนจากปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกฮอล์ ต้องอาศัยความร่วมมือและบูรณาการระหว่างภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และเครือข่ายระดับภูมิภาค/โลก จึงจะสามารถยืนหยัดเพื่อตอบโต้กับอิทธิพลเหล่านั้นได้ สถาบันวิชาการทางการแพทย์และการสาธารณสุข และภาคประชาสังคม ควรจะต้องสื่อสารเชิงรุกกับผู้กำหนดนโยบายทุกระดับ เกี่ยวกับปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพและผลกระทบต่อสุขภาพจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นำไปสู่อุปสรรคสำคัญสำหรับเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณากฎหมายของประเทศ

เอกสารอ้างอิง:

  1. Kickbusch I, Allen L, Franz C, 2016. The Commercial Determinants of Health. Comment. Lancet Global Health 2016; 4 (12): e895-6. Available at: https://www.thelancet.com/action/showPdf?pii=S2214-109X%2816%2930217-0, https://doi.org/10.1016/S2214-109X(16)30217-0
  2. Maani N, Petticrew M, and Galea S, 2022. The Commercial Determinants of Health. Oxford University Press. ISBN-13: 978-0197578759
  3. Doyle A, 2025. Commercial determinants of health: the case of the alcohol industry. Drugnet Ireland, Issue 91, Spring 2025, pp.23-25. Available at: https://www.drugsandalcohol.ie/43352/
  4. Mialon M, 2020. An overview of the commercial determinants of health. Global Health 2020; 16: 74.
  5. Marten R, Amul GGH, Casswell S., 2020. Alcohol: global health’s blind spot. Lancet Glob Health 2020; 8: e329–30.
  6. Petticrew M, Maani N, Knai C, Weiderpass E, 2018. How alcohol industry organisations mislead the public about alcohol and cancer. Drug Alcohol Rev, 2018 Mar; 37(3): 293-303. doi: 10.1111/dar.12596. Epub 2017 Sep 7.
  7. Lim AWY, van Schalkwyk MCI, Maani N, Petticrew M, 2019.Pregnancy, fertility, breastfeeding, and alcohol consumption: an analysis of framing and completeness of information disseminated by alcohol industry-funded organizations. J Stud Alcohol Drugs, 2019 Sep; 80(5): 524-533. doi: 10.15288/jsad.2019.80.524.
  8. Peake L, van Schalkwyk MCI, Maani N, et al., 2021. Analysis of the accuracy and completeness of cardiovascular health information on alcohol industry-funded websites. Eur J Public Health, 2021 Dec 1; 31(6): 1197-1204. doi: 10.1093/eurpub/ckab135.
  9. Mitchell G, Lesch M, and McCambridge J, 2020. Alcohol industry involvement in the moderate alcohol and cardiovascular health trial. Am J Public Health, 2020 Apr; 110(4): 485-488. doi: 10.2105/AJPH.2019.305508. Epub 2020 Feb 20.
  10. Krittanawong C, Isath A, Rosenson RS, Khawaja M, Wang Z, Fogg SE, Virani SS, Qi L, Cao Y, Long MT, Tangney CC, Lavie CJ, 2022. Alcohol Consumption and Cardiovascular Health. Am J Med, 2022 Oct; 135(10): 1213-1230.e3. doi: 10.1016/j.amjmed.2022.04.021. Epub 2022 May 14.
  11. Marks JH 2019. The perils of partnership: industry influence, institutional integrity, and public health.Oxford: Oxford University Press.doi: 10.1093/oso/9780190907082.001.0001ISBN: 9780190907082; 9780190907112
  12. Madden M, McCambridge J, 2021. Alcohol marketing versus public health: David and Goliath? Global Health. 2021; 17(1): 45.
  13. Bates S, Holmes J, Gavens L, de Matos EG, Li J, Ward B, Hooper L, Dixon S, Buykx P, 2018. Awareness of alcohol as a risk factor for cancer is associated with public support for alcohol policies. BMC Public Health. 2018; 18(1): 688.
  14. O’Brien P, Stockwell T, Vallance K, Room R, 2021. WHO should not support alcohol Industry co-regulation of public health labelling.Addiction. 2021; 116(7): 1619-1621.
  15. Stockwell, T, Solomon R, O’Brien P, Vallance K, Hobin E, 2020. Cancer warning labels on alcohol containers: A consumer’s right to know, a government’s responsibility to inform, and industry’s power to thwart. J Stud Alcohol Drugs. 2020; 81(2): 284-292.
  16. Gornall J, 2014. Under the influence. BMJ 2014; 348: f7646 doi: https://doi.org/10.1136/bmj.f7646 (Published 08 January 2014)
  17. Hawkins B, Holden C, 2012. “Water dripping on Stone?” Industry lobbying and UK alcohol policy. Policy Press.

 


 

Commercial Determinants of Health: Alcohol Industry

Author: Professor Dr. Nithat Sirichotiratana 
Institute for Thai Health Promotion, National Health Foundation

Business Organizations Protect Their Interests and “Profits” Through Various Strategies

  • Influencing/lobbying policymakers
  • Establishing front groups
  • Predatory marketing
  • Providing distorted information to mislead the public

Definition of Commercial Determinants of Health

Commercial Determinants of Health (CDOH) refer to factors that negatively influence health, driven by the motivation to generate “profit.” These include the power of businesses to influence politics, finance, the economy, society, and culture, as well as international trade [1, 2]. These factors pose a significant threat when businesses produce goods and products that are harmful to consumers’ health.

Business organizations protect their interests and “profits” through various strategies, such as influencing or lobbying policymakers, establishing front groups, and employing “predatory” marketing strategies to drive demand for and supply of their products [4].

Corporate “social responsibility” strategies are used to create and maintain a positive image of the industry. At the same time, when opportunities arise, industries may use such strategies to “erode and undermine” public health policies that threaten their commercial interests [11].

Strategies of the Alcohol Industry

The alcohol industry, including manufacturers and producers, employs strategies and practices similar to those used by the tobacco industry [3]. These include providing misleading information, undermining scientific evidence, and eroding public understanding in ways that undermine the credibility of public health research, even when such research is conducted by leading university research institutions in the fields of public health and medicine.

There is substantial empirical evidence indicating that the alcohol industry has used various tactics to distort scientific evidence concerning the negative health effects of alcohol consumption. These tactics include concealing, suppressing, distorting, creating doubt about, and denying research findings.

Health-related facts that have been undermined by the industry include the risk of cancer associated with alcohol consumption [6], the risks of maternal alcohol consumption during pregnancy and its association with fetal abnormalities and harm to infants [7], and the relationship between alcohol consumption and cardiovascular disease [8, 9, 10].

Statistical data and medical scientific research clearly indicate that “alcohol is a carcinogen.” However, multinational alcohol companies and governments of countries that export alcoholic beverages have attempted to conceal, obscure, and withhold information from the public and consumers regarding the relationship between alcohol consumption and cancer [12, 13]. They have also opposed the introduction of cancer warning labels on alcoholic beverage packaging through mechanisms of the World Trade Organization (WTO) and the Agreement on Technical Barriers to Trade (TBT Agreement) [14]. In addition, there have been threats of legal action aimed at obstructing research on the effectiveness of cancer warning labels on alcoholic beverage packaging in Canada [15].

Furthermore, the alcohol industry seeks to build a positive public image through social activities, such as charitable donations and other philanthropic initiatives. It also constructs narratives that shift responsibility onto individuals, blaming consumers by promoting the notion that they should “drink responsibly” [5].

Case Study from an Academic Article Published in the British Medical Journal (BMJ)

A study examining the influence of the alcohol industry on health policy, published in the British Medical Journal (BMJ) by Jim McCambridge and a research team from the London School of Hygiene & Tropical Medicine, collected data through interviews with senior members of the alcohol industry. The study found that “industry influence operates subtly through lobbying and the development of long-term relationships with key policymakers” [16, 17].

The influence of the alcohol industry is substantial. Representatives of the alcohol industry frequently meet with senior government officials and high-ranking civil servants, as well as ministers and their advisers. Such interactions involve various ministries and government agencies, including the Ministry of Finance, Ministry of Interior, Office of the Prime Minister, Ministry of Environment, Ministry of Foreign Affairs, and Ministry of Public Health.

A review of the meeting records concerning the consideration of minimum retail pricing measures in Scotland found that the records included evidence presented by specialist physicians in liver disease. This evidence was sufficiently strong to support the introduction of minimum retail pricing. However, the Deputy Director-General of the Ministry of Public Health concluded that the primary responsibility for reducing alcohol consumption rested with individuals [16].

Conclusion

The business power of the alcohol industry has substantial influence over politics, finance, and international trade. There are numerous documented cases of the alcohol industry influencing and opposing alcohol control legislation in various countries. One example is the legal challenge to minimum unit pricing legislation for alcoholic beverages in Scotland in 2012, brought by the Scotch Whisky Association before courts in Scotland, the United Kingdom, and the European Union. The actions of the alcohol industry contributed to delaying the implementation of the legislation for as long as six years.

Protecting public health from the commercial determinants of health created by the alcohol industry requires collaboration and integration among civil society, academia, and regional and global networks in order to effectively counter such influence. Academic institutions in medicine and public health, together with civil society organizations, should proactively communicate with policymakers at all levels about the commercial determinants of health and the health impacts of alcohol. These factors represent significant barriers to achieving the Sustainable Development Goals (SDGs), particularly for members of the House of Representatives and the Senate, who have the authority and responsibility to consider and enact national legislation.

References:

  1. Kickbusch I, Allen L, Franz C, 2016. The Commercial Determinants of Health. Comment. Lancet Global Health 2016; 4 (12): e895-6. Available at: https://www.thelancet.com/action/showPdf?pii=S2214-109X%2816%2930217-0, https://doi.org/10.1016/S2214-109X(16)30217-0
  2. Maani N, Petticrew M, and Galea S, 2022. The Commercial Determinants of Health. Oxford University Press. ISBN-13: 978-0197578759
  3. Doyle A, 2025. Commercial determinants of health: the case of the alcohol industry. Drugnet Ireland, Issue 91, Spring 2025, pp.23-25. Available at: https://www.drugsandalcohol.ie/43352/
  4. Mialon M, 2020. An overview of the commercial determinants of health. Global Health 2020; 16: 74.
  5. Marten R, Amul GGH, Casswell S., 2020. Alcohol: global health’s blind spot. Lancet Glob Health 2020; 8: e329–30.
  6. Petticrew M, Maani N, Knai C, Weiderpass E, 2018. How alcohol industry organisations mislead the public about alcohol and cancer. Drug Alcohol Rev, 2018 Mar; 37(3): 293-303. doi: 10.1111/dar.12596. Epub 2017 Sep 7.
  7. Lim AWY, van Schalkwyk MCI, Maani N, Petticrew M, 2019.Pregnancy, fertility, breastfeeding, and alcohol consumption: an analysis of framing and completeness of information disseminated by alcohol industry-funded organizations. J Stud Alcohol Drugs, 2019 Sep; 80(5): 524-533. doi: 10.15288/jsad.2019.80.524.
  8. Peake L, van Schalkwyk MCI, Maani N, et al., 2021. Analysis of the accuracy and completeness of cardiovascular health information on alcohol industry-funded websites. Eur J Public Health, 2021 Dec 1; 31(6): 1197-1204. doi: 10.1093/eurpub/ckab135.
  9. Mitchell G, Lesch M, and McCambridge J, 2020. Alcohol industry involvement in the moderate alcohol and cardiovascular health trial. Am J Public Health, 2020 Apr; 110(4): 485-488. doi: 10.2105/AJPH.2019.305508. Epub 2020 Feb 20.
  10. Krittanawong C, Isath A, Rosenson RS, Khawaja M, Wang Z, Fogg SE, Virani SS, Qi L, Cao Y, Long MT, Tangney CC, Lavie CJ, 2022. Alcohol Consumption and Cardiovascular Health. Am J Med, 2022 Oct; 135(10): 1213-1230.e3. doi: 10.1016/j.amjmed.2022.04.021. Epub 2022 May 14.
  11. Marks JH 2019. The perils of partnership: industry influence, institutional integrity, and public health.Oxford: Oxford University Press.doi: 10.1093/oso/9780190907082.001.0001ISBN: 9780190907082; 9780190907112
  12. Madden M, McCambridge J, 2021. Alcohol marketing versus public health: David and Goliath? Global Health. 2021; 17(1): 45.
  13. Bates S, Holmes J, Gavens L, de Matos EG, Li J, Ward B, Hooper L, Dixon S, Buykx P, 2018. Awareness of alcohol as a risk factor for cancer is associated with public support for alcohol policies. BMC Public Health. 2018; 18(1): 688.
  14. O’Brien P, Stockwell T, Vallance K, Room R, 2021. WHO should not support alcohol Industry co-regulation of public health labelling.Addiction. 2021; 116(7): 1619-1621.
  15. Stockwell, T, Solomon R, O’Brien P, Vallance K, Hobin E, 2020. Cancer warning labels on alcohol containers: A consumer’s right to know, a government’s responsibility to inform, and industry’s power to thwart. J Stud Alcohol Drugs. 2020; 81(2): 284-292.
  16. Gornall J, 2014. Under the influence. BMJ 2014; 348: f7646 doi: https://doi.org/10.1136/bmj.f7646 (Published 08 January 2014)
  17. Hawkins B, Holden C, 2012. “Water dripping on Stone?” Industry lobbying and UK alcohol policy. Policy Press.
รายงานวิจัย โครงการประเมินผลการรณรงค์ “งดเหล้าเข้าพรรษาปี 2568” : กรณีศึกษาประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปใน 12 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
https://cas.or.th/content?id=1143
Tags : -

โครงการประเมินผลการรณรงค์ “งดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2568” : กรณีศึกษาประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปใน 12 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
ผู้วิจัย: ดร.สุริยัน บุญแท้
งานวิจัยนี้ประเมินผลการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา โดยศึกษาการรับรู้สื่อประชาสัมพันธ์ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมรณรงค์ ความคิดเห็นของประชาชน พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในช่วงเข้าพรรษา ตลอดจนผลลัพธ์ด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความตั้งใจในการลดหรือเลิกดื่มในอนาคต จากประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปใน 12 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย

อิโมจิกับการพรางเจตนา: ความท้าทายของการกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัล
https://cas.or.th/content?id=1145
Tags : -

อิโมจิกับการพรางเจตนา: ความท้าทายของการกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัล

เขียนโดย:
1) อาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2) รศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

บทนำ: บริบทกฎหมายกับความเป็นจริงของการสื่อสารดิจิทัล

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัลได้พัฒนาไปในรูปแบบที่ซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับมากขึ้น แม้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 จะมุ่งเสริมความเข้มงวดในการกำกับดูแลการโฆษณาและการสื่อสารการตลาดในสื่อดิจิทัล แต่ความเป็นจริงของการสื่อสารกลับสะท้อนว่า โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังสามารถแทรกตัวเข้าสู่พื้นที่ออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารลักษณะนี้คือ “อิโมจิ (emoji)” ซึ่งเป็นภาษาภาพที่กลมกลืนกับวัฒนธรรมการสื่อสารออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน

อิโมจิสามารถสื่อสารอารมณ์ ตัวตน และความหมายแฝงได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังสามารถทำหน้าที่แทนชื่อแบรนด์ ราคา หรือเงื่อนไขทางการค้าในลักษณะที่ยากต่อการตรวจจับด้วยกลไกกำกับดูแลแบบเดิม คำถามสำคัญจึงมิได้อยู่ที่ว่า กลไกใดทำให้อิโมจิสามารถเล็ดลอดออกนอกนิยามของ “การโฆษณา” ตามกรอบกฎหมายเดิมได้

อิโมจิในฐานะรหัสแทนแบรนด์: การสื่อสารนอกนิยามโฆษณาแบบดั้งเดิม

อิโมจิถูกนำมาใช้ในฐานะ “รหัสแทนแบรนด์” ผ่านการถอดอัตลักษณ์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยให้กลายเป็นสัญลักษณ์ภาพ เช่น อิโมจิช้าง แทนเบียร์ช้าง หรือ อิโมจิเสือ แทนเบียร์สิงห์และลีโอ อิโมจิชพระอาทิตย์ เพื่อสื่อถึงสุราสีอย่างแสงโสม หรือ อิโมจิหงส์ และ อิโมจิช้างนกยูง เพื่อแทนแบรนด์หงส์ทอง รหัสเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นภาษาเฉพาะกลุ่มที่ผู้รับสารสามารถถอดความหมายได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องปรากฏชื่อ ตราสินค้า หรือภาพผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม การแทนแบรนด์ด้วยอิโมจิไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้างการจดจำสินค้าโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่อิโมจิแทนแบรนด์นั้นยังถูกฝังให้อยู่ในบริบททางอารมณ์และไลฟ์สไตล์ที่ผู้รับสารคุ้นชิน ด้วยสัญลักษณ์ที่สื่อถึงบรรยากาศและกิจกรรมทางสังคม เช่น อิโมจิพลุ ไฟ ดนตรี คนเต้นรำ หรือกิจกรรมทางสังคมอย่าง อิโมจิบอล ช่วยเชื่อมโยงการดื่มเข้ากับความสนุก ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ร่วมในชีวิตประจำวัน

รูปแบบการจัดวางอิโมจิในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่สะท้อนรูปแบบและกลยุทธ์การสื่อสารที่เป็นรูปแบบซ้ำ เช่น การใช้สูตร “อิโมจิแทนแบรนด์ + จำนวน + ราคา” หรือ การนำเสนออิโมจิแทนแบรนด์ ผสมผสานกับสัญลักษณ์อื่น ๆ เพื่อดึงสายตาและเน้นย้ำ “ข้อมูล” หรือสารทางการตลาดที่เชื่อมโยงกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ การจัดวางในลักษณะนี้ทำให้อิโมจิทำหน้าที่กำหนดโทน อารมณ์ และกรอบการตีความของผู้รับสาร พร้อมทั้งขยายความหมายของอิโมจิจากการเป็นเพียงรหัสแทนสินค้าไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเชิงไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้เนื้อหาดังกล่าวถูกอ่านในฐานะคอนเทนต์ทั่วไปมากกว่าการโฆษณา

เมื่อรหัสแทนแบรนด์และบริบททางอารมณ์ถูกนำมาผสานกันอย่างเป็นระบบ การสื่อสารทางการตลาดของอิโมจิจึงแปรสภาพเป็น “การพรางโฆษณา” อีกทั้งยังลดแรงต้านทานของผู้รับสารต่อการโฆษณา เนื่องจากผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกำลังถูก “ขายของ” หรือรู้สึกว่าได้รับโฆษณาที่เชิญชวนให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง แต่รับสารในฐานะคอนเทนต์ที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมออนไลน์ที่คุ้นเคย

สำหรับผู้ใช้สื่อออนไลน์ทั่วไป รวมถึงระบบตรวจจับการโฆษณาแบบอัตโนมัติ การสื่อสารโดยใช้อิโมจิในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รูปแบบนี้อาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ถูกตีความว่าเป็นการโฆษณา เนื่องจากไม่ปรากฏคำต้องห้าม ชื่อแบรนด์ หรือภาพผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในสายตาของกลุ่มเป้าหมาย รหัสและบริบทที่ถูกจัดวางอย่างตั้งใจกลับสามารถสื่อสารสารเพื่อโน้มน้าวและชักจูงใจได้อย่างชัดเจนและมีพลัง

กลไกการฝังอิโมจิในการสื่อสารการตลาดเช่นนี้จึงทำให้เส้นแบ่งระหว่างการสื่อสารทั่วไปกับการโฆษณาแฝงมีความพร่าเลือนในเชิงโครงสร้าง อีกทั้งยังสอดคล้องกับตรรกะของแพลตฟอร์มดิจิทัลซึ่งให้คุณค่ากับคอนเทนต์ที่หยุดสายตาและกระตุ้นการมีส่วนร่วม ส่งผลให้อิโมจิทำงานทั้งในเชิงความหมายและสอดรับกับตรรกะของแพลตฟอร์มดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

บทสรุป: ผลกระทบต่อเยาวชนและโจทย์ใหม่ของการกำกับดูแล

อิโมจิอาจเปรียบได้กับ “ม้าไม้เมืองทรอย” ของการสื่อสารการตลาดร่วมสมัย ซึ่งภายนอกปรากฏตัวในฐานะภาษาวัฒนธรรมออนไลน์ที่มีลักษณะเป็นมิตรและไม่เป็นทางการ หากแต่ภายในบรรจุกลไกทางการตลาดที่สามารถเล็ดลอดเข้าสู่การรับรู้ของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้อิโมจิในการสื่อสารการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงมิได้เป็นเพียงเทคนิคการนำเสนอรูปแบบใหม่ หากแต่เป็นการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับข้อจำกัดทางกฎหมายและตรรกะของแพลตฟอร์มดิจิทัลในเวลาเดียวกัน

ผลกระทบของการสื่อสารลักษณะนี้มีนัยสำคัญต่อกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเมื่อภาพอิโมจิแทนแบรนด์ถูกใช้ซ้ำร่วมกับอิโมจิที่แสดงถึงความสนุกสนาน หรือไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ การใช้รหัสอิโมจิที่เข้าใจเฉพาะกลุ่มระหว่างอินฟลูเอนเซอร์กับผู้ติดตามยังช่วยเสริมความรู้สึกเป็น “คนใน” และผูกโยงแบรนด์เข้ากับอัตลักษณ์และเครือข่ายทางสังคมได้อย่างแนบเนียน การใช้อิโมจิในการสื่อสารธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงสามารถอธิบายได้ในฐานะกลไกการสร้าง “Brand Association แบบแฝง” ที่ทำงานผ่านทั้งการวางเงื่อนไขทางอารมณ์และแรงจูงใจทางสังคม การสื่อสารในลักษณะนี้ไม่เพียงลดแรงต้านทานทางจิตวิทยาของผู้รับสาร แต่ยังทำให้เยาวชนค่อย ๆ ซึมซับทัศนคติเชิงบวกต่อแบรนด์และผลิตภัณฑ์โดยไม่รู้ตัว

ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่า ความท้าทายของการกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัลมิได้อยู่ที่การขาดกฎหมาย หากแต่อยู่ที่การเปลี่ยนผ่านของรูปแบบการสื่อสารจากสิ่งที่ “ปรากฏชัด” ไปสู่การใช้สัญญะ ภาษาภาพ และการตีความเชิงบริบท

ในระดับนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแลอาจพิจารณาปรับกรอบการนิยาม “การโฆษณา” จากการตรวจจับถ้อยคำหรือภาพผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา ไปสู่การพิจารณาเจตนาเชิงการสื่อสารและผลกระทบต่อการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะในกรณีการใช้สัญญะ อิโมจิ และคอนเทนต์เชิงไลฟ์สไตล์ที่มีการสื่อสารซ้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของผู้บังคับใช้กฎหมายให้สามารถอ่านและประเมินการสื่อสารเชิงสัญญะในระดับโครงสร้างได้อย่างรอบด้าน

ภายใต้กรอบการกำกับดูแลดังกล่าว การดำเนินการในระดับแพลตฟอร์มผ่านความร่วมมือในการพัฒนากลไกตรวจจับเนื้อหาที่คำนึงถึงบริบทและรูปแบบการจัดวางสัญญะเชิงซ้ำ จะช่วยลดช่องว่างของการกำกับดูแลการสื่อสารการตลาดแฝงในสื่อดิจิทัลได้ในทางปฏิบัติ

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการกำกับดูแลเชิงกฎหมายและกลไกของแพลตฟอร์มแล้ว การเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อในสังคมดิจิทัลแก่ผู้ปกครอง ครู และเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะทักษะการอ่านภาษาภาพและการตีความบริบทของการสื่อสาร จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและรับมือกับการสื่อสารการตลาดแฝงในระยะยาวอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง: กนิษฐา ไทยกล้า และนิษฐา หรุ่นเกษม. (2567). การศึกษาแนวโน้ม กลยุทธ์ และวาทกรรมในการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์. สงขลา : ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.).

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคอีสาน
https://cas.or.th/content?id=1144
Tags : -

เอกสาร Conference Proceedings ฉบับนี้รวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคอีสาน ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” โดยนำเสนอองค์ความรู้ด้านสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การขับเคลื่อนพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 บทบาทของกลไกระดับจังหวัด กรณีศึกษาจากพื้นที่ เวทีเสวนาทางวิชาการ ตลอดจนบทคัดย่อผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและการดำเนินงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างสมดุลและยั่งยืน

ประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคใต้ ประจำปี 2569
https://cas.or.th/content?id=1141
Tags : -

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคใต้ ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมเกาะกลาง โรงแรมกระบี่ ฟร้อนท์ เบย์ รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 107 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผลงานวิจัย ประสบการณ์จากการดำเนินงานในพื้นที่ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การประชุมมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ภาคใต้ การแลกเปลี่ยนบทเรียนและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) จากหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ ตลอดจนการอภิปรายถึงความท้าทายและโอกาสในการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ผ่านกลไกระดับจังหวัด โดยใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นพื้นฐานในการกำหนดมาตรการและนโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้ เวทีดังกล่าวยังเป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน การพัฒนาการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศูนย์วิจัยปัญหาสุราขอขอบพระคุณผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ วิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงานทุกภาคส่วน และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสังคมไทยให้มีความปลอดภัย มีสุขภาวะที่ดี และเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสุขภาพ.

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคใต้
https://cas.or.th/content?id=1140
Tags : -

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคใต้ เป็นเอกสารวิชาการที่รวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคใต้ ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ จังหวัดกระบี่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ ประสบการณ์จากการดำเนินงานในพื้นที่ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ในระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในบริบทของภาคใต้ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม ศาสนา และวิถีชุมชน

เนื้อหาภายในเล่มประกอบด้วยบทนำและกรอบแนวคิดของการประชุม กำหนดการประชุม การปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสุขภาพและการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ การบรรยายพิเศษด้านนโยบายแอลกอฮอล์กับเศรษฐกิจชุมชนและสุขภาพ การนำเสนอสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคใต้ ตลอดจนเวทีเสวนาที่นำเสนอกรณีศึกษาการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย การบังคับใช้กฎหมาย บทบาทของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัด ภาคประชาสังคม และแนวทางการป้องกันเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบางจากการเข้าถึงและการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ เอกสารยังรวบรวมบทคัดย่อผลงานวิจัยและผลงานแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) จากหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งสะท้อนบทเรียนการดำเนินงาน การประยุกต์ใช้ข้อมูลวิชาการในการพัฒนามาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และนวัตกรรมการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในระดับชุมชน อันเป็นประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรด้านสาธารณสุข ภาคประชาสังคม และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ต้องการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายและการดำเนินงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

รายงานวิจัย การสำรวจความเห็นต่อแนวคิด เปิดให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟของรัฐบาล
https://cas.or.th/content?id=1132
Tags : -

การสำรวจความเห็นต่อแนวคิดเปิดให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟของรัฐบาล

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวคิดของรัฐบาลในการเปิดให้มีการจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟและในสถานีรถไฟ รวมถึงศึกษาความกังวลด้านความปลอดภัย ความคิดเห็นต่อการพัฒนาบริการรถไฟ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการสนับสนุนหรือคัดค้านนโยบายดังกล่าว โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนจำนวน 3,055 คน ใน 25 สถานีรถไฟทั่วประเทศ ผลการศึกษาพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดให้ขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟ เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย เสียงรบกวน และความเสี่ยงจากการคุกคามทางเพศ พร้อมเสนอให้การรถไฟให้ความสำคัญกับการพัฒนาความปลอดภัย ความสะอาด และความตรงต่อเวลามากกว่า


Public Opinion Survey on the Government's Proposal to Allow Alcohol Sales on Trains

This study aimed to examine public opinions regarding the government's proposal to permit the sale and consumption of alcoholic beverages on trains and at railway stations in Thailand. The survey also explored concerns related to safety, perceptions of railway service improvement, and factors associated with support for or opposition to the proposed policy. Data were collected from 3,055 respondents across 25 railway stations nationwide. The findings revealed that the majority of respondents opposed allowing alcohol sales and consumption on trains, primarily due to concerns about passenger safety, noise disturbance, and risks of sexual harassment. Respondents also emphasized that railway authorities should prioritize improvements in safety, cleanliness, and punctuality over introducing alcohol sales on trains.

บทสรุปและข้อเสนอเชิงนโยบาย การศึกษาผลกระทบของการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
https://cas.or.th/content?id=1131
Tags : -

บทสรุปและข้อเสนอเชิงนโยบาย: การศึกษาผลกระทบของการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

รายงานฉบับนี้ศึกษาผลกระทบจากนโยบายขยายเวลาปิดสถานบริการและการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัดของประเทศไทย โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้านอุบัติเหตุทางถนน การบาดเจ็บและการเสียชีวิต คดีเมาแล้วขับ ผลกระทบต่อชุมชน ภาระของหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนผลต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงและผลกระทบทางสังคม สุขภาพ และความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจากการขยายเวลา พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อประกอบการตัดสินใจของภาครัฐในการกำหนดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างสมดุลและยั่งยืน


Policy Brief: Impact Assessment of Extended Alcohol Sales Hours in Thailand

This report examines the impacts of extending alcohol sales and entertainment venue operating hours in five pilot provinces of Thailand. The study analyzes road traffic injuries and fatalities, drink-driving cases, community and public safety concerns, the burden on public services, as well as tourism and economic outcomes. The findings highlight potential health, social, and safety risks associated with extended alcohol sales hours and provide policy recommendations to support evidence-based decision-making on alcohol control measures and sustainable tourism development.

รายงานวิจัย การประมาณการผลกระทบและต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากมาตรการลดภาษีไวน์และสุราแช่
https://cas.or.th/content?id=1124
Tags : -

การประมาณการผลกระทบและต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากมาตรการลดภาษีไวน์และสุราแช่

งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของมาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าไวน์และการลดภาษีสรรพสามิตไวน์และสุราแช่ของประเทศไทยที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 โดยวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงด้านราคา การนำเข้า และพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์และผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลให้การบริโภคไวน์และสุราแช่เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจต่อสังคมในระดับที่มีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายภาษีและมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอนาคต


The Impact and Economic Cost of Wine and Local Liquor Tax Reduction

This study examines the effects of Thailand’s wine import tariff exemption and excise tax reductions on wine and local fermented alcoholic beverages implemented in February 2024. The research analyzes changes in alcohol prices, wine imports, and consumption patterns, and estimates the economic and social costs associated with increased alcohol consumption. The findings indicate that the tax reduction measures contributed to higher consumption of wine and local alcoholic beverages, leading to substantial economic and social costs. The study provides evidence to support policymaking on alcohol taxation and alcohol control measures in Thailand.

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.