คำค้นหา : เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คำค้นหา : เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 8257 ครั้ง
บทความ เรื่อง ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่
https://cas.or.th/content?id=1059
Tags : -

ความรับผิดชอบของผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่

บทความเรื่อง ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่ อธิบายสาระสำคัญของพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยมีการปรับปรุงหลักการสำคัญให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล โดยเฉพาะในประเด็นการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมา และการกำหนดความรับผิดทางแพ่งของผู้ขายในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

กฎหมายเดิมกำหนดถ้อยคำว่า “มึนเมาจนครองสติไม่ได้” ซึ่งขาดเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้และเปิดช่องให้มีการขายแอลกอฮอล์แก่ผู้ที่มีอาการมึนเมาในระดับหนึ่ง กฎหมายฉบับแก้ไขจึงปรับหลักการเป็นการ “ห้ามขายแก่บุคคลที่มีอาการมึนเมา” โดยมุ่งเน้นการประเมินจากพฤติกรรมและอาการที่สามารถสังเกตได้ เช่น เดินเซ พูดไม่ชัด ควบคุมตนเองไม่ได้ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ

นอกจากนี้ บทความยังเน้นย้ำถึงบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเสนอให้มีการอบรมพนักงานในการสังเกตอาการมึนเมาอย่างเป็นระบบ รวมถึงการพัฒนาหลักเกณฑ์การประเมินที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขายให้แก่ผู้ที่ไม่ควรได้รับบริการ

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การนำหลักความรับผิดทางแพ่งของผู้ขายแอลกอฮอล์มาใช้ตามแนวคิดของกฎหมายต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า dram shop law ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายจากกรณีเมาแล้วขับ หรือเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา สามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ขายที่ละเลยหน้าที่ได้ กฎหมายใหม่นี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองผู้เสียหายและส่งเสริมความรับผิดชอบของธุรกิจแอลกอฮอล์ต่อสังคม

โดยสรุป บทความสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแก้ไข มิได้มุ่งลงโทษผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางสังคม ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุและความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ และสร้างระบบการเยียวยาที่เป็นธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

เขียนโดย
ไพศาล ลิ้มสถิตย์
ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ้างอิง
ไพศาล ลิ้มสถิตย์. กฎหมายใกล้ตัว: ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่. หมอชาวบ้าน. ปีที่ 47 ฉบับที่ 562; กุมภาพันธ์ 2569:59–61.


 

Liability of Alcohol Vendors under the Amended Alcohol Control Law

The article Liability of Alcohol Vendors under the New Law discusses key changes introduced by the Alcoholic Beverage Control Act (Amendment No. 2) B.E. 2568 (2025), which came into force on 8 November 2025. The amendment represents a significant shift toward international standards, particularly in prohibiting the sale of alcoholic beverages to intoxicated persons and establishing civil liability for alcohol vendors whose actions cause harm to others.

Under the previous law, alcohol sales were prohibited only when a person was “so intoxicated as to be incapable of self-control,” a vague standard that created difficulties in enforcement and allowed continued sales to visibly intoxicated customers. The amended law replaces this with a clearer prohibition on selling alcohol to any person showing signs of intoxication. Observable behaviors such as impaired balance, slurred speech, loss of self-control, or aggressive conduct are emphasized, aligning Thailand’s approach with practices commonly adopted in other countries.

The article also highlights the expanded responsibility of alcohol vendors and their staff. It emphasizes the need for structured training programs that enable employees to identify signs of intoxication accurately and to refuse service when necessary. Developing practical and consistent assessment guidelines is presented as a crucial step in preventing harm associated with excessive alcohol consumption.

A central feature of the amendment is the introduction of civil liability for alcohol vendors, based on principles similar to the dram shop law found in the United States and Canada. Under this framework, victims of alcohol-related harm—such as injuries or deaths resulting from drunk driving—may seek compensation directly from establishments that unlawfully sold alcohol to intoxicated persons or underage customers. This mechanism strengthens victim protection and reinforces social accountability within the alcohol industry.

In conclusion, the article underscores that the amended Alcoholic Beverage Control Act is not merely punitive toward businesses but serves to elevate public safety standards, reduce alcohol-related harm, and provide meaningful avenues for compensation to victims. It marks an important advancement in aligning alcohol control policy with public health and social responsibility principles

Author
Paisal Limsathit
Health Law and Ethics Center, Faculty of Law, Thammasat University

Reference
Limsathit P. Liability of alcohol vendors under the new law. Mor Chao Ban Journal. Vol. 47, No. 562; February 2026:59–61.

 

จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?
https://cas.or.th/content?id=1073
Tags : -

งานวิจัยล่าสุดจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?

ทีมวิจัยนำโดย ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย และคณะ ได้ทำการสำรวจนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 10 ประเทศอาเซียน โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานโลก "SAFER" ขององค์การอนามัยโลก

ภาพรวม: เศรษฐกิจโต คนมีกำลังซื้อ ก็ดื่มกันมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ "เหล้านอกระบบ" (เหล้าเถื่อน/หนีภาษี) ในเพื่อนบ้านบางประเทศที่สูงน่าตกใจ

3 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบ:

  1. กฎหมายมี แต่การบังคับใช้ต่างกัน: ทุกประเทศมีกฎหมายเรื่องอายุขั้นต่ำ (ส่วนใหญ่ 18 ปี, ไทย 20 ปี) และกฎหมายเมาไม่ขับ แต่ความเข้มข้นและการบังคับใช้ยังแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
  2. "ออนไลน์" คือช่องโหว่ใหญ่: มาตรการควบคุมโฆษณาในสื่อหลักทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ในแพลตฟอร์มออนไลน์และการตลาดข้ามพรมแดนยังเป็นความท้าทายใหญ่ที่ทุกประเทศเจอเหมือนกัน
  3. "ระบบบำบัด" คือจุดอ่อนที่สุดของภูมิภาค: นี่คือข้อค้นพบที่น่ากังวลที่สุด บริการช่วยเลิกบุหรี่และยาสำหรับผู้ติดสุรายังเข้าถึงยากและไม่เพียงพอในเกือบทุกประเทศ รวมถึงไทย

ทิศทางในอนาคต: งานวิจัยชี้ว่า ลำพังมาตรการในประเทศอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนเพื่อจัดการปัญหาโฆษณาข้ามชาติ และเร่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับผู้ต้องการเลิกดื่มอย่างจริงจัง

ผลการตรวจ SAFER Check-up:

  • จุดแข็ง: เรื่องกฎหมาย "เมาไม่ขับ" และ "ภาษี" ทุกประเทศมีมาตรการชัดเจน (บางประเทศเข้มกว่าไทยคือต้อง 0.00% เลยทีเดียว!)
  • จุดที่ต้องระวัง: "การควบคุมโฆษณา" แม้สื่อหลักจะคุมได้ แต่ในโลกออนไลน์และโฆษณาแฝงยังรั่วไหลเยอะมาก
  • จุดอ่อนสำคัญที่สุด: "ระบบบำบัดรักษา (F-Facilitate)" คือจุดที่อ่อนแอที่สุดในภูมิภาค คนอยากเลิกเหล้ายังเข้าถึงความช่วยเหลือและยาได้ยาก

บทสรุป: เรามีกฎหมายที่ดีหลายข้อ แต่การจะสู้กับปัญหานี้ได้จริง อาเซียนต้องจับมือกัน โดยเฉพาะการอุดรูรั่วในโลกออนไลน์ และที่เร่งด่วนคือการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกดื่มให้เข้าถึงง่ายขึ้นครับ

อ่านเพิ่มเติม: https://doi.org/10.1177/10105395251414918

 

สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรอง
https://cas.or.th/content?id=1072
Tags : -

สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรอง ตั้งแต่วันที่ 5 - 11 มกราคม 2569 จำนวน 4 ร่าง 

  1. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรที่เป็นนิติบุคคลเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ...
    https://forms.gle/fpKzeeCkQ6UfgKdeA
     
  2. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรเอกชนเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. .
    https://forms.gle/PsVRvq8Mo911rzVb8
     
  3. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ...
    https://forms.gle/3skuTdy48h3FUFKs9
     
  4. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ....
    https://forms.gle/CPDwSugrFPJfkH6z7

 

 

สรุปสาระสำคัญ "ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา" ตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 มาตรา 29
https://cas.or.th/content?id=1068
Tags : -

สรุปสาระสำคัญ "ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา"
ตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 มาตรา 29

เวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • 11.00 - 24.00 น.

บุคคลที่ห้ามขายให้ ร้านมีสิทธิ์ “ปฏิเสธการขาย”

  1. ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
  2. ผู้ที่มีอาการมึนเมา

หน้าที่และอำนาจของร้านค้า

  1. หากสงสัยอายุผู้ซื้อ ต้องขอดู “บัตรประชาชน หรือเอกสารราชการที่ระบุอายุ”
  2. ผู้ขายมีหน้าที่ตรวจสอบอาการมึนเมา ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดี กำหนด

ร้านค้า-ผู้ขาย ฝ่าฝืนกฎหมาย “ต้องร่วมรับผิด”

  • กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นเหตุโดยตรงให้เกิดการเสียชีวิต บาดเจ็บ ปัญหาสุขภาพ หรือทรัพย์สินเสียหาย

ความผิดทางแพ่ง: ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ความผิดทางอาญา: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล
https://cas.or.th/content?id=1067
Tags : -

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล

 


ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) สนับสนุนกฎหมายใหม่ที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบความท้าทายสำคัญ คือ "การขาดความชัดเจนในแนวทางการตรวจสอบ" ทำให้ทั้งผู้ประกอบการร้านค้าและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเกิดความสับสนว่า ขอบเขตของคำว่า "มึนเมาจนครองสติไม่ได้" อยู่ตรงไหน และจะประเมินอย่างไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ใช้เพียงความรู้สึกส่วนตัว

เราสามารถเรียนรู้จาก บทเรียนในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และแคนาดา ประเทศเหล่านี้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยให้ผู้เสิร์ฟและเจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง โดยมีหลักเกณฑ์การสังเกตที่จับต้องได้ เช่น

  1. ออสเตรเลีย: รัฐควีนส์แลนด์ ได้ระบุไว้ว่า ให้พนักงานสังเกตที่ 4 อาการเป็นหลัก ได้แก่ การพูด (speech) การทรงตัว (balance) การประสานงาน (coordination) และพฤติกรรม (behavioral) โดยมี 5-6 อาการย่อย โดยหากพบ อาการผิดปกติหลายข้อร่วมกัน ก็ควรถือว่าลูกค้านั้นมึนเมาเกินควร (unduly intoxicated)
     
  2. แคนาดา: มีรายการตรวจสอบคนเมาหรือ VIP (visibility intoxicated person) โดยมี checklist จำนวน 50 อาการ สัญญาณที่มองเห็นได้ชัดเจน ครอบคลุมทั้งลักษณะภายนอก ทัศนคติ และปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ โดยมีหลักการสำคัญ คือ "If you're not sure, don't serve" หรือ "ถ้าไม่มั่นใจว่าเมาหรือไม่ ขอให้ไม่เสริฟ"


และที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศ คือ "พนักงานฯ ต้องผ่านโปรแกรมการอบรม" ซึ่งมีในรูปแบบออนไลน์ เช่น โปรแกรม RSA (Responsible Service of Alcohol) ของออสเตรเลีย โปรแกรม Smart Serve, Serve it Right, ProServe ของแคนนาดา

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ การร่วมมือกันสร้าง "แนวทางตรวจสอบอาการมึนเมาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน" เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความมั่นใจในการทำหน้าที่ และทำให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง:

  1. Oregon Liquor & Cannabis Commission. (Revised 2012, June). 50 Signs of Visible Intoxication. Retrieved September 17, 2025, from https://www.oregon.gov/.../50_signs_visible_intoxication.pdf
  2. Business Queensland. (2019, June 25). Signs that a person is unduly intoxicated. State of Queensland. Retrieved September 17, 2025, from https://www.business.qld.gov.au/.../unduly-intoxicated/signs

 

สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย: สัญญาณเตือนสุขภาพและความเสี่ยงโรคเรื้อรัง
https://cas.or.th/content?id=1042
Tags : -

สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย: สัญญาณเตือนสุขภาพและความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่า คนไทยกว่า 17 ล้านคนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอีก 11 ล้านคนสูบบุหรี่ โดยมีถึง 6 ล้านคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่: ภาคเหนือเสี่ยงสูงสุด

เมื่อพิจารณาเชิงพื้นที่ ภาคเหนือมีอัตราการดื่มปัจจุบัน การดื่มหนัก การดื่มเสี่ยง และเมาแล้วขับ สูงที่สุดในหลายตัวชี้วัด สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการออกมาตรการเชิงพื้นที่และการบังคับใช้นโยบายที่เข้มข้นมากขึ้น

 

20 ปีผ่านไป ผู้หญิงดื่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน:

แนวโน้มในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า อัตราการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้หญิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนเข้าใกล้ผู้ชาย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ช่องว่างระหว่างเพศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ผู้หญิงยังกลายเป็น กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มากขึ้น

 

ดื่มหนักเพิ่มขึ้นทุกช่วงวัย:

ข้อมูลปี 2557 เทียบกับปี 2568 ชี้ว่า การดื่มสุราอย่างหนักเพิ่มขึ้นในทุกช่วงวัย ทั้งชายและหญิง

  • ผู้ชายอายุ 35–44 ปี เป็นกลุ่มที่ดื่มหนักสูงที่สุด

  • ผู้หญิงอายุ 35–44 ปี เป็นช่วงวัยที่ดื่มหนักมากที่สุดในเพศหญิง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุ

 

ดื่มเสี่ยง = ความเสี่ยงมะเร็ง

ข้อมูลทางชีวเคมีพบว่า กว่าร้อยละ 50 ของผู้ที่ดื่มสุราในระดับเสี่ยง มีค่าเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ (>65 IU/L) และยิ่งดื่มมาก ค่าเอนไซม์ตับยิ่งสูง ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งตับ ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ เต้านม ต่อมน้ำเหลือง และระบบทางเดินปัสสาวะ

ค่าเอนไซม์ตับที่สูงในวันนี้ อาจเป็น “สัญญาณเตือนมะเร็ง” ในอนาคต


ข้อเสนอเชิงนโยบาย:

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรอบด้าน ทั้งการคุ้มครองเด็กและเยาวชน การลดการตลาดที่มุ่งเป้าผู้หญิง การป้องกันการดื่มหนัก และการเชื่อมโยงระบบเฝ้าระวังสุขภาพ เพื่อหยุดยั้งวิกฤตโรค NCDs ในระยะยาว

 

เอกสารอ้างอิง: 

1) เปิดผลสำรวจ พฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพของคนไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย [PowerPoint presentation]. บรรยายในการประชุมงานแถลงผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568; 2568 พฤศจิกายน 7; กรุงเทพฯ.

2) เริงฤดี ปธานวนิช. (บก.). รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567–2568. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล; 2568.

“เวลาพูดถึงโรคมะเร็ง หลายคนอาจนึกถึงพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม หรืออาหารการกิน แต่มีปัจจัยหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด นั่นคือ ‘แอลกอฮอล์’ ซึ่งในทางการแพทย์ เรามีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด”
https://cas.or.th/content?id=1038
Tags : -

“เวลาพูดถึงโรคมะเร็ง หลายคนอาจนึกถึงพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม หรืออาหารการกิน แต่มีปัจจัยหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด นั่นคือ ‘แอลกอฮอล์’ ซึ่งในทางการแพทย์ เรามีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด”
------------

 

รศ.ดร.พญ.ภัทรพิมพ์ สรรพวีรวงศ์
หน่วยมะเร็งวิทยา สาขาวิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผู้แทนจาก มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (TSCO)
ร่วมให้ข้อมูลในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

รศ.ดร.พญ.ภัทรพิมพ์ กล่าวว่า จากงานวิจัยจำนวนมากพบว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งที่พบได้บ่อยในคนไทย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ

ในเชิงกลไกทางชีวภาพ แอลกอฮอล์ที่เราดื่มเข้าไปไม่ได้หายไปเฉย ๆ แต่จะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่ชื่อว่า อะซีทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งโดยตรง สารนี้สามารถทำลายสารพันธุกรรมหรือ DNA ของเซลล์ และยังไปรบกวนกระบวนการซ่อมแซม DNA ของร่างกาย พูดง่าย ๆ คือ แอลกอฮอล์ทำให้เซลล์เสียหาย และทำให้ร่างกายซ่อมตัวเองได้แย่ลง นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม รวมถึงทำให้ระบบต่อต้านอนุมูลอิสระของร่างกายทำงานได้ลดลง เซลล์จึงถูกทำลายได้ง่ายขึ้น และยังเพิ่มความเสี่ยงทางอ้อมผ่านภาวะน้ำหนักเกินจากการได้รับแคลอรีส่วนเกิน

ข่าวดีคือ งานวิจัยพบว่า การลดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์สามารถช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดได้จริง โดยเฉพาะมะเร็งช่องปากและมะเร็งหลอดอาหาร นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงของมะเร็งไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่การตัดสินใจลดหรือเลิกดื่ม คือการลดความเสี่ยงให้ตัวเองอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน ความเชื่อที่ว่า “ไวน์แดงหรือไวน์ขาวดีต่อสุขภาพ” ก็ไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการในเรื่องโรคมะเร็ง เพราะการดื่มไวน์ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งต่อมลูกหมากแต่อย่างใด

สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง แอลกอฮอล์ไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงของโรค แต่ยังอาจทำให้อาการข้างเคียงจากการรักษารุนแรงขึ้น ลดประสิทธิภาพของยา ทำให้ตับทำงานหนัก และเพิ่มความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ หรือการเกิดมะเร็งชนิดใหม่

การป้องกันมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับบุคคล แต่ต้องอาศัยการสร้างความตระหนักในสังคม ทั้งในประชาชนทั่วไป ผู้ป่วย และผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง เพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงอย่างถูกต้อง

“การลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพส่วนตัว แต่เป็นการลดภาระโรคของทั้งสังคม”

นักวิชาการ เตือนทุก 10 วินาที มีคนตายจากน้ำเมา 1 คน ชี้ “แอลกอฮอล์” ปัจจัยเร่งป่วยโรค NCDs เกินครึ่งป่วยไม่รู้ตัว
https://cas.or.th/content?id=1035

นักวิชาการ เตือนทุก 10 วินาที มีคนตายจากน้ำเมา 1 คน ชี้ “แอลกอฮอล์” ปัจจัยเร่งป่วยโรค NCDs เกินครึ่งป่วยไม่รู้ตัว สร้างความเสี่ยหายทางเศรษฐกิจ 1.65 แสนล้านบาท สสส.-ศวส. หนุนมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่-บูรณาการทุกภาคส่วน หวังลดผลกระทบจากน้ำเมา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่โรงแรมเบสเวสเทิร์น กรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์ : ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”

โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ “ภาวะวิกฤต NCDs” จากโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสร้างภาระทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง เฉพาะปี 2564 ไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 165,450 ล้านบาท และเกือบ 80% ของคนไทย เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มของผู้อื่น ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และครอบครัว แอลกอฮอล์ได้ถูกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 เชื่อมโยงกับมะเร็งอย่างน้อย 8 ชนิด ได้แก่ มะเร็งช่องปาก กล่องเสียง คอหอย เต้านม (ในผู้หญิง) หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่/ทวารหนัก ตับ และตับอ่อน

“แต่ที่น่ากังวลจากงานวิจัยของศวส. สำรวจประชาชนไทย 3,924 คน จาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ ในปี 2568 พบคนไทยกว่า 90% ไม่รู้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อมะเร็งได้ สะท้อนความจำเป็นของการสื่อสารความเสี่ยงที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งสังคม ทุกคนจึงควรช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ภาระโรคจะลดลง และคุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นอย่างยั่งยืน” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี2567-2568 พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา จำนวน 17.1 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ ดื่มอย่างหนัก 7.7 ล้านคน หรือ 45% ส่วนอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยในทุกกลุ่มอายุ แต่เป็นที่น่าสังเกตคือ แนวโน้มการดื่มในกลุ่มวัยรุ่นมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่างวัยรุ่นชายและหญิง ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มวัยผู้ใหญ่หรือสูงอายุที่พบว่า เพศชายมักจะมีอัตราการดื่มสูงกว่าเพศหญิง ความแตกต่างของความชุกของการดื่มระหว่างชายและหญิงมีแนวโน้มแคบลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์ในประเทศแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งความเชื่อ หรือการมองว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งช่วยในการเข้าสังคม หรือความเท่าเทียม

“ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ยังมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสัดส่วนที่สูง และคนที่ยังดื่มส่วนมากไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคเรื้อรังแล้ว เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ยังดื่มแอลกอฮอล์1.4 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นเบาหวาน 5.9 แสนคน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังดื่มแอลกอฮอล์ 4.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 3.1 ล้านคน ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลเสียต่อการควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์มีระดับค่าเอนไซม์ตับที่ผิดปกติสูงกว่าคนที่ไม่ดื่มโดยเฉลี่ย 3-5 เท่า และมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1-2 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

ด้าน รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า คนไทยดื่มแอลกอฮอล์สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน และเป็นอันดับ 1 ของประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ร่วมกับการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ชี้ตรงกันว่า ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยยังคงสูงมาก ปัจจุบันคนไทยเริ่มดื่มเร็วขึ้น มีอายุเฉลี่ยที่ดื่มครั้งแรกอยู่ที่ 19.9 ปี สะท้อนว่า “ผู้หญิงและเยาวชน” กลายเป็นกลุ่มเปราะบาง และเป้าหมายทางการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการดื่มสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่ามาตรการควบคุมต้องตอบโจทย์บริบทแต่ละพื้นที่ควบคู่ไปกับนโยบายระดับชาติ

“ทุก 10 วินาที มีคนตายจากแอลกอฮอล์ 1 คน หากยังปล่อยให้การดื่มเป็นเรื่องปกติ ความสูญเสียจะทวีขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาระโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มากกว่า 1 ใน 10 ของการตาย หรือปีสุขภาวะที่สูญเสีย (DALYs) เกิดจากแอลกอฮอล์ ทั้งก่อให้เกิดการบาดเจ็บ และป่วยจากโรค NCDs เช่น โรคหัวใจ-หลอดเลือด โรคตับ และมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะผู้ชายที่มีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งขึ้น พร้อมบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ แพทย์ ภาคประชาชน และชุมชน เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนในระยะยาว และลดภาระ NCDs ที่กำลังทวีความรุนแรง” ผู้อำนวยการ ศวส. กล่าว

------------------------------
เวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

 

สาระน่ารู้: เราวัด “ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์” ของคนไทยกันอย่างไร?
https://cas.or.th/content?id=1031
Tags : -

สาระน่ารู้: เราวัด “ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์” ของคนไทยกันอย่างไร?

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า…ตัวเลข “การดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย” ที่เราเห็นในข่าวหรือรายงานของกระทรวงสาธารณสุข มาจาก 2 แหล่งข้อมูลหลัก ได้แก่

  1. แบบสอบถามพฤติกรรมของประชาชน 
  2. ข้อมูลปริมาณการผลิตเพื่อจำหน่ายจากกรมสรรพสามิต

โดยทั้งสองแบบมีความสำคัญต่างกัน และเมื่อประกอบกัน จะช่วยให้เราเห็นภาพ “พฤติกรรมการดื่ม” ที่ครบถ้วนที่สุด

วิธีที่ 1: การวัดจากแบบสอบถามพฤติกรรมของประชาชน: ถามคนไทยว่าดื่ม “เท่าไหร่ – บ่อยแค่ไหน – ดื่มแบบไหน”

ซึ่งแบบสอบถามเป็นเครื่องมือสำคัญของนักวิชาการ เพราะช่วยมองเห็นพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้ดื่มได้ละเอียด เช่น

  • ดื่มบ่อยแค่ไหน (ความถี่ของการดื่ม)
  • ดื่มกี่แก้วในวันที่ดื่ม (ปริมาณของการดื่ม)
  • ดื่มอะไร (เบียร์ เหล้า ไวน์ ฯลฯ) (ประเภทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์)
  • ดื่มในสถานการณ์ไหน ดื่มกับใคร เช่น วันหยุด งานเลี้ยง เพื่อนชวน หรือดื่มที่บ้าน (สถานที่และบริบทการดื่ม)
  • มีการดื่มหนักครั้งคราว (binge drinking) หรือไม่

เหตุผลที่ต้องถามละเอียดแบบนี้ เพราะปริมาณแอลกอฮอล์ “เท่ากัน” แต่รูปแบบการดื่มให้ความเสี่ยงไม่เหมือนกัน เช่น ดื่มทีละน้อยทุกวัน กับดื่มหนักรวดเดียว—ผลต่อสุขภาพแตกต่างกันมาก

วิธีที่ 2: วัดจากข้อมูลการผลิตเพื่อจำหน่ายจากกรมสรรพสามิต: ดูจาก “สรรพสามิตว่ามีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผลิตหรือขายออกไปเท่าไหร่”

ข้อมูลจากกรมสรรพสามิตบันทึกว่าในแต่ละปี มีการผลิตเบียร์ เหล้า ไวน์ ออกมากี่ลิตร แล้วนำปริมาณเหล่านี้มาคำนวณเป็น “แอลกอฮอล์บริสุทธิ์” เพื่อดูว่าประชาชนไทยดื่มโดยรวมปีละเท่าไหร่ โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่

  • ปริมาณการบริโภคต่อหัวต่อปี (APC)
  • ปริมาณการบริโภคต่อผู้ดื่มต่อปี
การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และขัดกับความเห็นประชาชนส่วนใหญ่
https://cas.or.th/content?id=1030

การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และขัดกับความเห็นประชาชนส่วนใหญ่

ในช่วงที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับเวลาในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ให้เห็นภาพที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณานโยบายอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข้อมูลที่สะท้อน “ความเห็นของประชาชน” และ “ผลกระทบด้านสุขภาพ–ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการกำหนดมาตรการสาธารณสุข

ผลสำรวจประชาชนจาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า 82.8% ไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหตุผลหลักเกี่ยวข้องกับความกังวลด้านความปลอดภัยบนท้องถนน การเข้าถึงของเยาวชน และผลกระทบทางสังคมที่อาจเพิ่มขึ้น หากมีการขยายชั่วโมงการจำหน่าย

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวก็มีประเด็นที่น่าสนใจเช่นกัน งานศึกษาหลายฉบับระบุว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้เลือกประเทศไทยจากเวลาเปิด–ปิดของการจำหน่ายแอลกอฮอล์ แต่ให้ความสำคัญกับอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์ในท้องถิ่นเป็นหลัก ข้อมูลนี้ช่วยยืนยันว่า “เวลาเปิดขาย” อาจไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวตามที่เข้าใจกัน

ด้านความปลอดภัย ข้อมูลจากพื้นที่ที่เคยมีการผ่อนปรนเวลาอย่างน้อยช่วงหนึ่ง พบว่า การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุช่วงกลางคืนเพิ่มขึ้น 13.4% คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่า 117% ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงความจำเป็นของมาตรการกำกับดูแล

ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศว่าจะมี การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เพื่อประเมินผลกระทบจากการปรับนโยบาย และนำไปใช้ประกอบการพิจารณาเชิงนโยบายอย่างรอบด้าน

แนวทางนี้ถือเป็นกลไกสำคัญของ “การกำกับนโยบายแบบอิงหลักฐาน (evidence-informed policy)” ที่ช่วยให้ประเทศสามารถประเมินผลกระทบจริงได้อย่างเป็นระบบ

แม้ในสังคมจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้ช่วยให้เรามองภาพรวมของผลกระทบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และช่วยย้ำว่า "การตัดสินใจเชิงนโยบายควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ"

ด้วยข้อมูลที่กำลังถูกรวบรวมอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เราทุกฝ่ายจะมีโอกาสประเมินร่วมกันว่า แนวทางใดสามารถรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชนได้ดีที่สุด

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.