คำค้นหา : เศรษฐกิจ

คำค้นหา : เศรษฐกิจ

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 977 ครั้ง
Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง
https://cas.or.th/content?id=1098
Tags : -

เอกสาร Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งมุ่งสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้บริบทการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568

สาระสำคัญของการประชุมสะท้อนแนวคิด “สมดุลแห่งอนาคต” ที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเน้นว่าการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มิใช่การจำกัดโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้การเติบโตเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดี

การประชุมได้เน้นบทบาทสำคัญของ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกลไกใหม่ภายใต้กฎหมายฉบับล่าสุดในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งเมืองท่องเที่ยว ย่านเศรษฐกิจกลางคืน พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่ใกล้สถานศึกษา

อีกประเด็นสำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Data-Driven Policy) ผ่านการนำเสนอกรณีศึกษาจากหลายจังหวัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้ข้อมูลสถานการณ์จริงสามารถนำไปสู่การพัฒนามาตรการ การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ การประชุมยังให้ความสำคัญกับการป้องกันเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบางจากผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยนำเสนอผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศเกี่ยวกับการลดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ปลอดแอลกอฮอล์ และการใช้ทุนทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนเป็นเครื่องมือในการลดปัจจัยเสี่ยง

โดยสรุป การประชุมครั้งนี้ได้เสนอทิศทางสำคัญของการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และประสบการณ์จากการดำเนินงานในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและมาตรการที่สามารถคุ้มครองสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบทางสังคม เสริมสร้างความปลอดภัยของชุมชน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

ขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร: รัฐบาลใช้หลักฐานอะไรในการตัดสินใจ?
https://cas.or.th/content?id=1094
Tags : -

วันนี้ (28/5/69) มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ “ขยายเวลาช่วงบ่ายจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” อย่างถาวร

คำถามสำคัญคือ การตัดสินใจครั้งนี้อ้างอิง “ข้อมูลชุดใด” และได้ชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สุขภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนทางสังคมอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่

ช่วงต้นปี (มีค-เมษ 69) ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ มีการศึกษาวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (แหล่งทุนไม่มีบทบาทในการเลือกพื้นที่ สุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสรุปผล) เรื่อง ผลกระทบจากการผ่อนปรนช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ใน 12 จังหวัด ครอบคลุมเมืองหลักและเมืองรอง 6 ภูมิภาค โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วไป 2,445 คน ผู้ประกอบการ 378 ราย และนักท่องเที่ยว 1,238 คน

ผลสำรวจพบว่า

  • ประชาชนทั่วไป 41.4% “ไม่เห็นด้วย” ขณะที่มีเพียง 31.3% ที่ “เห็นด้วย”
  • ประชาชน 43.3% มองว่า “ผลเสียมากกว่าผลดี” เช่น อุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท เสียงดังรบกวน และผลกระทบต่อสุขภาพ
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 69.7% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 68.7% ระบุว่า มาตรการนี้ “ไม่มีผลหรือไม่ค่อยมีผล” ต่อการมาเที่ยวไทย
  • เดือนมีนาคม 2569 ผู้ประกอบการเพียง 6.9% ระบุว่ายอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ 59.5% ระบุว่ายอดขายลดลง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “ห้ามเปลี่ยนนโยบาย”

แต่หมายความว่า การเปลี่ยนนโยบายระดับประเทศควรตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า

  1. เศรษฐกิจได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจริงแค่ไหน
  2. การท่องเที่ยวได้ประโยชน์มากพอหรือไม่
  3. ต้นทุนด้านอุบัติเหตุ ความรุนแรง สุขภาพเด็กและเยาวชน และผลกระทบต่อชุมชน ถูกนำมาคิดครบแล้วหรือยัง
  4. หลังประกาศใช้ถาวร จะมีระบบติดตามและประเมินผลอย่างไร
  5. หากพบผลกระทบมากกว่าผลดี รัฐบาลจะปรับนโยบายอย่างไร

นโยบายแอลกอฮอล์ไม่ใช่เพียงเรื่อง “เวลาขาย”

แต่คือเรื่องชีวิต ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคมไทย

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เห็นว่า หลังจากนี้รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูล เหตุผล และตัวชี้วัดที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ พร้อมวางระบบติดตามผลกระทบอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมมั่นใจว่านโยบายนี้ตั้งอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่เพียงแรงกดดันทางเศรษฐกิจระยะสั้น

#ศวส #แอลกอฮอล์ #นโยบายสาธารณะ #AlcoholPolicy #PublicHealth #Thailand

ประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง ประจำปี 2569
https://cas.or.th/content?id=1093
Tags : -

ภาพบรรยากาศการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ”

เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องแมนดาริน บี โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร

เวทีประชุมครั้งนี้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และประสบการณ์การดำเนินงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่สมดุลระหว่างสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ขอขอบพระคุณท่านรองปลัดกรุงเทพมหานคร ท่านวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ เครือข่ายภาคี และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอเชิงนโยบาย และแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลและงานวิชาการในการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน เพื่อพัฒนาสังคมที่ปลอดภัยและมีสุขภาวะอย่างยั่งยืน

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ
https://cas.or.th/content?id=1091
Tags : -

เอกสาร Proceedings ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับภูมิภาค ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ของประเทศไทย

เนื้อหาภายในเล่มครอบคลุมทั้งการปาฐกถาพิเศษ การบรรยายสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ เวทีเสวนาเชิงนโยบาย กรณีศึกษาการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด ตลอดจนบทคัดย่อผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ โดยมุ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างมิติสุขภาพ ความปลอดภัย การท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างสมดุลและยั่งยืน

เอกสารฉบับนี้ยังนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ ทั้งด้านพฤติกรรมการดื่ม การเข้าถึงจุดจำหน่าย ผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยทางถนนและผลกระทบทางสังคม พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่เน้นการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นฐานในการกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนบทบาทของภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมกันสร้างกลไกการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละจังหวัด

Proceedings เล่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกกิจกรรมของการประชุม หากแต่เป็นฐานองค์ความรู้และพื้นที่รวบรวมบทเรียนสำคัญสำหรับนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายภาคสังคม ในการนำไปใช้ต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และการขับเคลื่อนงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ อันจะนำไปสู่สังคมที่ปลอดภัย มีสุขภาวะ และมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รับผิดชอบและยั่งยืน

ประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ประจำปี 2569
https://cas.or.th/content?id=1088
Tags : -

บรรยากาศการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องดอยสุเทพ 1-2 โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ จังหวัดเชียงใหม่

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเชื่อมโยงประเด็นสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวปลอดภัย ผ่านการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ งานวิจัย กรณีศึกษา และการเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมจากหลายพื้นที่

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ขอขอบพระคุณท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ท่านวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ เครือข่ายภาคี และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างสร้างสรรค์

เวทีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ในการพัฒนานโยบายสาธารณะ การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน และการผลักดันแนวทางการทำงานที่สมดุลระหว่างสุขภาวะของประชาชน เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ระบาดวิทยาแอลกอฮอล์: ระเบียบวิธีวิจัยและการประเมินนโยบาย
https://cas.or.th/content?id=1084
Tags : -

ระบาดวิทยาแอลกอฮอล์: ระเบียบวิธีวิจัยและการประเมินนโยบาย
Alcohol Epidemiology: Research Methods and Policy Evaluation


 

หนังสือ “ระบาดวิทยาแอลกอฮอล์: ระเบียบวิธีวิจัยและการประเมินนโยบาย” เป็นคู่มือเชิงวิชาการที่อธิบายแนวคิด วิธีการวิจัย และการใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจปัญหาการบริโภคแอลกอฮอล์ในระดับประชากร รวมถึงการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนานโยบายควบคุมอย่างมีหลักฐานรองรับ

เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานระบาดวิทยา การออกแบบการศึกษา การวัดพฤติกรรมการดื่ม ปัจจัยกำหนด ไปจนถึงการประเมินนโยบายและการสื่อสารหลักฐานเชิงนโยบาย เหมาะสำหรับนักวิจัย นักวิชาการสาธารณสุข ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่สนใจการลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์

“Alcohol Epidemiology: Research Methods and Policy Evaluation” is an academic guide that explains concepts, research methodologies, and the use of evidence to understand alcohol consumption at the population level, including its health, social, and economic impacts, as well as evidence-based policy evaluation

The book covers fundamental epidemiology, study design, measurement of drinking behaviors, determinants, and policy evaluation, along with knowledge translation into practice. It is suitable for researchers, public health professionals, policymakers, and anyone interested in reducing alcohol-related harms.

 

ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!
https://cas.or.th/content?id=1064
Tags : -

ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอส่งเสียงสะท้อนจากมุมมองของนักวิชาการระดับโลกอย่าง Professor Jurgen Rehm ถึงพรรคการเมืองทุกพรรคที่กำลังเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศ

แอลกอฮอล์ไม่ใช่แค่เรื่องความพึงพอใจส่วนบุคคล แต่คือ "ต้นทุนทางสังคม" มหาศาลที่คนไทยทุกคนต้องแบกรับ เราจึงมี 3 ข้อเรียกร้องสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องกล้าตอบคำถามประชาชน:

  1. แสดงจุดยืนและนโยบายที่ชัดเจน (Clear Policy & Transparency)
    พรรคการเมืองต้องระบุให้ชัดว่า มีแผนการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์อย่างไร? ประชาชนมีสิทธิ์รู้ล่วงหน้าว่านโยบายของท่านจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมในทิศทางไหน เพื่อให้คนไทยตัดสินใจเลือกบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน (Informed Decision)
     
  2. มอง "ต้นทุนที่แท้จริง" ให้รอบด้าน (The Real Cost)
    อย่ามองเพียงแค่ตัวเลขภาษีหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องคำนวณ "ต้นทุนแฝง" ทั้งค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข อุบัติเหตุ และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติ รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง "ผลประโยชน์" และ "ความสูญเสีย" อย่างเป็นธรรม
     
  3. ตัดสินใจบน "หลักฐานทางวิชาการ" ไม่ใช่ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" (Evidence-Based, Not Interest-Based)
    เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณานโยบายโดยอ้างอิงจากข้อมูลสถิติและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Hard Evidence) ที่น่าเชื่อถือ มากกว่าการโอนอ่อนตามกลุ่มทุนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ข้อมูลที่ใช้ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ว่ามาจากแหล่งที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

ศวส. เชื่อว่า "นโยบายที่ดีต้องปกป้องชีวิตประชาชน" เราขอเชิญชวนทุกพรรคการเมือง ร่วมแสดงสปิริตในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน

 

จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?
https://cas.or.th/content?id=1073
Tags : -

งานวิจัยล่าสุดจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?

ทีมวิจัยนำโดย ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย และคณะ ได้ทำการสำรวจนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 10 ประเทศอาเซียน โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานโลก "SAFER" ขององค์การอนามัยโลก

ภาพรวม: เศรษฐกิจโต คนมีกำลังซื้อ ก็ดื่มกันมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ "เหล้านอกระบบ" (เหล้าเถื่อน/หนีภาษี) ในเพื่อนบ้านบางประเทศที่สูงน่าตกใจ

3 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบ:

  1. กฎหมายมี แต่การบังคับใช้ต่างกัน: ทุกประเทศมีกฎหมายเรื่องอายุขั้นต่ำ (ส่วนใหญ่ 18 ปี, ไทย 20 ปี) และกฎหมายเมาไม่ขับ แต่ความเข้มข้นและการบังคับใช้ยังแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
  2. "ออนไลน์" คือช่องโหว่ใหญ่: มาตรการควบคุมโฆษณาในสื่อหลักทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ในแพลตฟอร์มออนไลน์และการตลาดข้ามพรมแดนยังเป็นความท้าทายใหญ่ที่ทุกประเทศเจอเหมือนกัน
  3. "ระบบบำบัด" คือจุดอ่อนที่สุดของภูมิภาค: นี่คือข้อค้นพบที่น่ากังวลที่สุด บริการช่วยเลิกบุหรี่และยาสำหรับผู้ติดสุรายังเข้าถึงยากและไม่เพียงพอในเกือบทุกประเทศ รวมถึงไทย

ทิศทางในอนาคต: งานวิจัยชี้ว่า ลำพังมาตรการในประเทศอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนเพื่อจัดการปัญหาโฆษณาข้ามชาติ และเร่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับผู้ต้องการเลิกดื่มอย่างจริงจัง

ผลการตรวจ SAFER Check-up:

  • จุดแข็ง: เรื่องกฎหมาย "เมาไม่ขับ" และ "ภาษี" ทุกประเทศมีมาตรการชัดเจน (บางประเทศเข้มกว่าไทยคือต้อง 0.00% เลยทีเดียว!)
  • จุดที่ต้องระวัง: "การควบคุมโฆษณา" แม้สื่อหลักจะคุมได้ แต่ในโลกออนไลน์และโฆษณาแฝงยังรั่วไหลเยอะมาก
  • จุดอ่อนสำคัญที่สุด: "ระบบบำบัดรักษา (F-Facilitate)" คือจุดที่อ่อนแอที่สุดในภูมิภาค คนอยากเลิกเหล้ายังเข้าถึงความช่วยเหลือและยาได้ยาก

บทสรุป: เรามีกฎหมายที่ดีหลายข้อ แต่การจะสู้กับปัญหานี้ได้จริง อาเซียนต้องจับมือกัน โดยเฉพาะการอุดรูรั่วในโลกออนไลน์ และที่เร่งด่วนคือการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกดื่มให้เข้าถึงง่ายขึ้นครับ

อ่านเพิ่มเติม: https://doi.org/10.1177/10105395251414918

 

ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
https://cas.or.th/content?id=1043

"ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล"

------------

 

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถา ในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. อยากชวนทุกคนมองภาพใหญ่ของปัญหาแอลกอฮอล์ ทั้งในมิติข้อมูล ข้อถกเถียงสำคัญ และบทบาทที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันขับเคลื่อนได้

หลายคนอาจยังจำภาพรณรงค์ที่เขียนว่า “จน เครียด กินเหล้า” ได้ดี แม้ภาพนี้จะมีอายุกว่า 18 ปีแล้ว แต่ยังสะท้อนความจริงในสังคมไทยช่วงหนึ่ง ที่การดื่มแอลกอฮอล์ถูกมองเป็นทางออกของความเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

ในอดีต แอลกอฮอล์ไม่ได้หาซื้อง่ายเหมือนทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มักดื่มตามเทศกาลหรือโอกาสพิเศษ แต่ปัจจุบัน ร้านค้า จุดจำหน่าย และช่องทางการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงการตลาดบางรูปแบบ ทำให้การดื่มกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกิดขึ้นบ่อยขึ้น

ผลที่ตามมาคือ คนไทยสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับค่ารักษาพยาบาลและผลกระทบอื่น ๆ จากการดื่มแอลกอฮอล์ ตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกันอยู่ในระดับ หลักหมื่นล้านถึงแสนกว่าล้านบาทต่อปี

หากพูดถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ปัจจุบันเรามองปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ มลพิษทางอากาศ, ยาสูบ, อาหาร, การขาดกิจกรรมทางกาย และการดื่มแอลกอฮอล์

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้นำไปสู่ 5 กลุ่มโรค NCDs หลัก คือ เบาหวาน, โรคหัวใจและหลอดเลือด, มะเร็ง, โรคทางเดินหายใจ และปัญหาสุขภาพจิต “เมื่อรวมกันแล้ว โรคกลุ่มนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึงประมาณ 75% ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับระดับโลก”

วันนี้คนไทยเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อน้อยลง แต่ส่วนใหญ่กลับเสียชีวิตจากมะเร็งและโรคหัวใจมากขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าระบบสุขภาพต้องหันมาโฟกัสที่การป้องกันมากกว่าการรักษาอย่างเดียว

การจัดการปัญหา NCDs มีอยู่สองขาหลัก ขาที่หนึ่ง คือ ขาการรักษา ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล แต่ต้องยอมรับว่าระบบการรักษาพยาบาลของไทยทำได้ดีและทัดเทียมระดับภูมิภาค ขาที่สอง คือ ขาการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่า เพราะไม่สามารถแก้ได้ในโรงพยาบาล และไม่ใช่แค่เรื่องยา

ปัจจุบัน ประเทศไทยมี

  • ผู้สูบบุหรี่ประมาณ 11 ล้านคน
  • ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 17 ล้านคน
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนประมาณ 27 ล้านคน
  • ผู้ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอประมาณ 25 ล้านคน

แม้ในระดับโลกจะมี Voluntary Target ที่ไทยให้คำมั่นไว้ แต่จาก 9 ตัวชี้วัด ประเทศไทยผ่านเพียง 2 ตัวชี้วัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลดการตายก่อนวัยอันควรและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงยังไม่ผ่าน

ประเทศไทยถือว่ามีมาตรการด้านกฎหมายที่ค่อนข้างก้าวหน้า เช่น ภาษีบุหรี่ ภาษีเหล้า ภาษีความหวาน และการควบคุมโฆษณา ซึ่งช่วยลดจำนวนผู้สูบและผู้ดื่มได้ระดับหนึ่ง จนไทยถูกจัดอยู่ใน อันดับ 3 ของโลก ด้านการควบคุมยาสูบและแอลกอฮอล์

“แต่การอยู่ระดับ 3 ไม่ได้แปลว่าเราประสบความสำเร็จ เพราะยังมีช่องว่างใหญ่ในเรื่องการนำไปปฏิบัติจริง”

กฎหมายหลายฉบับดูเหมือนเป็น “ยาแรง” แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกลดความเข้มข้น ถูกต่อต้าน หรือถูกล็อบบี้ จนประสิทธิผลลดลง

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า คนไทยกว่า 90% ยังไม่รู้พิษภัยของแอลกอฮอล์เพียงพอ หลายคนยังยึดติดกับความเชื่อเก่า เช่น การดื่มช่วยป้องกันโรคหัวใจ ทั้งที่ปัจจุบันมีการพูดถึง zero safety level อย่างชัดเจน

“วันนี้ เราต้องเปลี่ยนการสื่อสารจาก ‘เมาแล้วไม่ให้ขับ’ เป็น ‘ดื่มไม่ให้ขับ’ เพราะแค่ดื่มก็มีผลกระทบแล้ว”

นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและชุมชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นปัญหาสังคม

ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคของ Commercial Determinant of Health ที่กลไกตลาดและการค้าเข้ามามีบทบาทต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องแอลกอฮอล์ ทั้งการตลาด การโฆษณา และการขยายเวลาการขาย การทำงานเชิงนโยบายจึงต้องอาศัยหลายภาคส่วนที่อยู่นอกภาคสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการคลัง เศรษฐกิจ สื่อ อาหาร การศึกษา และแรงงาน

“สิ่งสำคัญคือการทำให้การดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่เรื่องปกติ หรือที่เรียกว่า denormalize การดื่ม ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในระยะยาว”

“ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยตับแข็งมาจากแอลกอฮอล์” สัญญาณชัดว่าต้องลดการดื่ม ก่อนวิกฤตลุกลาม
https://cas.or.th/content?id=1036

“ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยตับแข็งมาจากแอลกอฮอล์” สัญญาณชัดว่าต้องลดการดื่ม ก่อนวิกฤตลุกลาม
------------


รศ.นพ.ศิษฏ์ ศิรมลพิวัฒน์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์
และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้แทนจากสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย ร่วมให้ข้อมูลในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

โดย รศ.นพ.ศิษฏ์ กล่าวว่า...
"ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโรคตับจากแอลกอฮอล์ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้เกิดภาวะไขมันสะสมในตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยเฉพาะในปัจจุบัน พบว่า ผู้ที่มีโรคอ้วน เบาหวาน หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น ไวรัสตับอักเสบ เป็นตัวเร่งให้เกิดโรคตับจากแอลกอฮอล์เร็วขึ้น

ปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อย คือ คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า ไม่มีอาการผิดปกติ หรือค่าเลือดปกติแปลว่าตับไม่เป็นโรค ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว ก่อให้เกิดภาระทางสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมอย่างมหาศาล จากการศึกษาในประเทศไทย พบว่า ร้อยละ 30-50 ของผู้ป่วยโรคตับแข็งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ และผู้ป่วยโรคตับอักเสบเฉียบพลันจากแอลกอฮอล์มีอัตราเสียชีวิตภายใน 1 เดือน สูงถึงร้อยละ 30-50 สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันลดการบริโภคแอลกอฮอล์ และผลักดันมาตรการป้องกันเชิงระบบเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย"

 

นักวิชาการ เตือนทุก 10 วินาที มีคนตายจากน้ำเมา 1 คน ชี้ “แอลกอฮอล์” ปัจจัยเร่งป่วยโรค NCDs เกินครึ่งป่วยไม่รู้ตัว
https://cas.or.th/content?id=1035

นักวิชาการ เตือนทุก 10 วินาที มีคนตายจากน้ำเมา 1 คน ชี้ “แอลกอฮอล์” ปัจจัยเร่งป่วยโรค NCDs เกินครึ่งป่วยไม่รู้ตัว สร้างความเสี่ยหายทางเศรษฐกิจ 1.65 แสนล้านบาท สสส.-ศวส. หนุนมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่-บูรณาการทุกภาคส่วน หวังลดผลกระทบจากน้ำเมา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่โรงแรมเบสเวสเทิร์น กรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์ : ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”

โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ “ภาวะวิกฤต NCDs” จากโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสร้างภาระทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง เฉพาะปี 2564 ไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 165,450 ล้านบาท และเกือบ 80% ของคนไทย เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มของผู้อื่น ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และครอบครัว แอลกอฮอล์ได้ถูกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 เชื่อมโยงกับมะเร็งอย่างน้อย 8 ชนิด ได้แก่ มะเร็งช่องปาก กล่องเสียง คอหอย เต้านม (ในผู้หญิง) หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่/ทวารหนัก ตับ และตับอ่อน

“แต่ที่น่ากังวลจากงานวิจัยของศวส. สำรวจประชาชนไทย 3,924 คน จาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ ในปี 2568 พบคนไทยกว่า 90% ไม่รู้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อมะเร็งได้ สะท้อนความจำเป็นของการสื่อสารความเสี่ยงที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งสังคม ทุกคนจึงควรช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ภาระโรคจะลดลง และคุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นอย่างยั่งยืน” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี2567-2568 พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา จำนวน 17.1 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ ดื่มอย่างหนัก 7.7 ล้านคน หรือ 45% ส่วนอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยในทุกกลุ่มอายุ แต่เป็นที่น่าสังเกตคือ แนวโน้มการดื่มในกลุ่มวัยรุ่นมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่างวัยรุ่นชายและหญิง ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มวัยผู้ใหญ่หรือสูงอายุที่พบว่า เพศชายมักจะมีอัตราการดื่มสูงกว่าเพศหญิง ความแตกต่างของความชุกของการดื่มระหว่างชายและหญิงมีแนวโน้มแคบลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์ในประเทศแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งความเชื่อ หรือการมองว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งช่วยในการเข้าสังคม หรือความเท่าเทียม

“ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ยังมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสัดส่วนที่สูง และคนที่ยังดื่มส่วนมากไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคเรื้อรังแล้ว เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ยังดื่มแอลกอฮอล์1.4 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นเบาหวาน 5.9 แสนคน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังดื่มแอลกอฮอล์ 4.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 3.1 ล้านคน ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลเสียต่อการควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์มีระดับค่าเอนไซม์ตับที่ผิดปกติสูงกว่าคนที่ไม่ดื่มโดยเฉลี่ย 3-5 เท่า และมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1-2 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

ด้าน รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า คนไทยดื่มแอลกอฮอล์สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน และเป็นอันดับ 1 ของประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ร่วมกับการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ชี้ตรงกันว่า ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยยังคงสูงมาก ปัจจุบันคนไทยเริ่มดื่มเร็วขึ้น มีอายุเฉลี่ยที่ดื่มครั้งแรกอยู่ที่ 19.9 ปี สะท้อนว่า “ผู้หญิงและเยาวชน” กลายเป็นกลุ่มเปราะบาง และเป้าหมายทางการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการดื่มสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่ามาตรการควบคุมต้องตอบโจทย์บริบทแต่ละพื้นที่ควบคู่ไปกับนโยบายระดับชาติ

“ทุก 10 วินาที มีคนตายจากแอลกอฮอล์ 1 คน หากยังปล่อยให้การดื่มเป็นเรื่องปกติ ความสูญเสียจะทวีขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาระโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มากกว่า 1 ใน 10 ของการตาย หรือปีสุขภาวะที่สูญเสีย (DALYs) เกิดจากแอลกอฮอล์ ทั้งก่อให้เกิดการบาดเจ็บ และป่วยจากโรค NCDs เช่น โรคหัวใจ-หลอดเลือด โรคตับ และมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะผู้ชายที่มีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งขึ้น พร้อมบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ แพทย์ ภาคประชาชน และชุมชน เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนในระยะยาว และลดภาระ NCDs ที่กำลังทวีความรุนแรง” ผู้อำนวยการ ศวส. กล่าว

------------------------------
เวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

 

การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และขัดกับความเห็นประชาชนส่วนใหญ่
https://cas.or.th/content?id=1030

การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และขัดกับความเห็นประชาชนส่วนใหญ่

ในช่วงที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับเวลาในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ให้เห็นภาพที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณานโยบายอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข้อมูลที่สะท้อน “ความเห็นของประชาชน” และ “ผลกระทบด้านสุขภาพ–ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการกำหนดมาตรการสาธารณสุข

ผลสำรวจประชาชนจาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า 82.8% ไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหตุผลหลักเกี่ยวข้องกับความกังวลด้านความปลอดภัยบนท้องถนน การเข้าถึงของเยาวชน และผลกระทบทางสังคมที่อาจเพิ่มขึ้น หากมีการขยายชั่วโมงการจำหน่าย

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวก็มีประเด็นที่น่าสนใจเช่นกัน งานศึกษาหลายฉบับระบุว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้เลือกประเทศไทยจากเวลาเปิด–ปิดของการจำหน่ายแอลกอฮอล์ แต่ให้ความสำคัญกับอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์ในท้องถิ่นเป็นหลัก ข้อมูลนี้ช่วยยืนยันว่า “เวลาเปิดขาย” อาจไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวตามที่เข้าใจกัน

ด้านความปลอดภัย ข้อมูลจากพื้นที่ที่เคยมีการผ่อนปรนเวลาอย่างน้อยช่วงหนึ่ง พบว่า การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุช่วงกลางคืนเพิ่มขึ้น 13.4% คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่า 117% ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงความจำเป็นของมาตรการกำกับดูแล

ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศว่าจะมี การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เพื่อประเมินผลกระทบจากการปรับนโยบาย และนำไปใช้ประกอบการพิจารณาเชิงนโยบายอย่างรอบด้าน

แนวทางนี้ถือเป็นกลไกสำคัญของ “การกำกับนโยบายแบบอิงหลักฐาน (evidence-informed policy)” ที่ช่วยให้ประเทศสามารถประเมินผลกระทบจริงได้อย่างเป็นระบบ

แม้ในสังคมจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้ช่วยให้เรามองภาพรวมของผลกระทบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และช่วยย้ำว่า "การตัดสินใจเชิงนโยบายควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ"

ด้วยข้อมูลที่กำลังถูกรวบรวมอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เราทุกฝ่ายจะมีโอกาสประเมินร่วมกันว่า แนวทางใดสามารถรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชนได้ดีที่สุด

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.