คำค้นหา : เหล้า

คำค้นหา : เหล้า

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 3311 ครั้ง
ศวส. ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง "ทางลัดเศรษฐกิจ หรือ ทางตันสาธารณสุข!?"
https://cas.or.th/content?id=1020
Tags : -

ศวส. ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง "ทางลัดเศรษฐกิจ หรือ ทางตันสาธารณสุข!?"


 

ข้อสั่งการล่าสุดของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขร่วมหารือศึกษาแนวทาง “เปิดเสรีแอลกอฮอล์” ไม่ว่าจะเป็น การยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00–17.00 น. ภายในเดือนมกราคม 2569 ถูกนำเสนอในฐานะมาตรการการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของรัฐและการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว แต่คำถามสำคัญคือ — เรากำลังแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่?

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายในลักษณะเดียวกันที่ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัดในปี 2567 บ่งชี้ชัดว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

หลักฐานจากพื้นที่นำร่อง: บทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม
การประเมินผลกระทบจากการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงใน 5 จังหวัดนำร่อง ปี 2567 พบข้อค้นพบที่ควรทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องทบทวนอย่างจริงจัง

  • อุบัติเหตุและการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทันที หลังจากขยายเวลา ผู้บาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13% โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22%
  • คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เพิ่มขึ้นถึง 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง
  • ภาระระบบสาธารณสุขและความปลอดภัย โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก และเจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา
  • เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิงกลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก

ความเสี่ยงใหม่: เยาวชนและกลุ่มเปราะบาง
หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า

  • การเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น
  • การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
  • การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่เพียงประเด็น “เศรษฐกิจ” แต่คือเรื่อง “สุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ” โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

  1. รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ”
  2. หากมีการดำเนินการใด ๆ ต้อง คงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน
  3. ควรหันไป พัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม

 

นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็น “ทางลัดทางเศรษฐกิจ” แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่านี่คือ ทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศและที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง: คณะผู้ทรงคุณวุฒิอิสระเพื่อศึกษานโยบายการขยายเวลา. การประเมินผลกระทบของนโยบายการขยายเวลาปิดสถานบริการจากตีสองเป็นตีสี่ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัดของประเทศไทย 2567. วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย. 2567;3(2):1–6

 

7 ตุลาคม วันมะเร็งเต้านม (World Breast Cancer Day)
https://cas.or.th/content?id=1060
Tags : -

7 ตุลาคม วันมะเร็งเต้านม (World Breast Cancer Day)

รู้หรือไม่ว่า…แม้จะดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น มะเร็งเต้านมในผู้หญิงได้!!

หากพูดถึงแอลกอฮอล์กับสังคมไทยปัจจุบัน พบว่าหลายคนยังไม่ได้ตระหนักถึงภัยร้ายมากนัก เช่นเมื่อเทียบกับคนสูบบุหรี่ที่อาจดูน่ากลัวหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่า คำพูดที่บอกว่า”ดื่มเพื่อเข้าสังคม” ก็ดูเป็นเรื่องธรรมดาของวัยทำงานหรือแม้กระทั่งวัยเรียน ทั้งยังไม่ได้จำกัดเพศอีกด้วย

หลายคนเชื่อว่า ดื่มนิดหน่อยคงไม่เป็นไร แต่จากงานวิจัยล่าสุด ที่รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยขนาดใหญ่ทั่วโลก ยืนยันตรงกันว่า "ไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยเฉพาะต่อมะเร็งเต้านมในผู้หญิง" นักวิจัยทำการวิเคราะห์งานวิจัยแบบติดตามระยะยาวรวมกว่า 40 งานวิจัย เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์กับการเกิดมะเร็งเต้านม พบว่า

  • แม้ดื่มน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน (เช่นไวน์ เบียร์ หรือเหล้าในปริมาณมาตรฐาน) ก็ทำให้ความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น ยิ่งดื่มมากความเสี่ยงยิ่งเพิ่มมากตามลำดับ
  • ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนและหลังหมดประจำเดือน
  • การดื่มแบบ “ดื่มหนักเป็นครั้งคราว HED” (เช่น ดื่มเยอะในงานเลี้ยงฉลอง) ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าปกติถึง 40%

ทำไมแอลกอฮอล์ถึงเพิ่มความเสี่ยง

  • แอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 (group 1 carcinogen) ตามการจัดประเภทขององค์การอนามัยโลก
  • เมื่อร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์จะเกิดสาร acetaldehyde ที่สามารถทำลาย DNA และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง
  • รบกวนการทำงานของฮอรืโมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม

ข้อเสนอแนะ

  • ทุกปริมาณที่ดื่มคือความเสี่ยง การงดหรือลดดื่มคือทางเลือกที่ดีที่สุด
  • หน่วยงานรัฐสามารถช่วยสร้างคลื่นลูกใหญ่ในการผลักดันการตระหนักรู้ของสังคมต่อแอลกอฮอล์ได้ เช่นการมีนโยบายสาธารณะ การปรับฉลากสินค้าให้น่ากลัวเหมือนบนซองบุหรี่

โดย นพ.นครินทร์ นิยมเดชา
แพทย์ประจำบ้าน สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เอกสารอ้างอิง: Sohi I, Rehm J, Saab M, Virmani L, Franklin A, Sánchez G, Jhumi M, Irshad A, Shah H, Correia D, Ferrari P, Ferreira-Borges C, Lauby-Secretan B, Galea G, Gapstur S, Neufeld M, Rumgay H, Soerjomataram I, Shield K. Alcoholic beverage consumption and female breast cancer risk: A systematic review and meta-analysis of prospective cohort studies. Alcohol Clin Exp Res (Hoboken). 2024 Dec;48(12):2222-2241. doi: 10.1111/acer.15493.

เชิดชูบุคคลต้นแบบ "พี่สมมิตร" จากงดเหล้า 3 เดือน สู่งดเหล้าตลอดชีวิต
https://cas.or.th/content?id=1061
Tags : -

เชิดชูบุคคลต้นแบบ "พี่สมมิตร" จากงดเหล้า 3 เดือน สู่งดเหล้าตลอดชีวิต

เนื่องใน #วันออกพรรษา

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอหยิบยกเรื่องราวดี ๆ จากบุคคลต้นแบบ “พี่สมมิตร” หนึ่งใน ร้อยคนหัวใจเพชร ผู้สามารถเลิกเหล้าได้ตลอดชีวิต

มีหลายคนสามารถเลิกเหล้าได้สำเร็จและใช้ชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากนั้น นี่คือแรงบันดาลใจที่อาจช่วยให้คุณเลิกเหล้าได้ตลอดชีวิต วันนี้เรามีเรื่องราวของ พี่สมมิตร อายุ 56 ปี จากบ้านดอนแก้ว จังหวัดลำปาง มาเล่าให้ฟัง

สำหรับประวัติการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นับย้อนไปปีที่เริ่มดื่ม พ.ศ. 2534 ราวอายุได้ 31 ปี ด้วยความที่อยากรู้ อยากลองสัมผัสความเมาบ้าง เพราะเพื่อนฝูง ดื่ม วัยที่เริ่มอยากรู้ ดื่มเหล้าเหมือนเป็นกิจกรรมที่มักเกิดขึ้นในงานสังสรรค์หรืองานปาร์ตี้ ฉลองกัน และรู้สึกว่ามีเพื่อนหรือคนรู้จักที่ดื่มเหล้ามาก

แรงบันดาลใจที่ทำให้เลิกดื่ม เมื่อปี 2534 ตนเองคิดว่าเป็นหัวหน้าครอบครัวทำไมไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวและลูก เวลากลับบ้านไม่เป็นเวลากินจนเมาไม่รู้เรื่องและไม่สนใจ จึงคิดที่อยากทำเพื่อลูกและครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่ลูกต่างมีความสุขและสังคมรอบข้างที่ดีเพราะว่าการกินเหล้าสร้างความเดือนร้อนมาตลอดทำให้ครอบครัวและญาติพี่น้องผิดกัน

เทคนิคสำคัญที่ทำให้เลิกดื่ม (หักดิบ) การเลิกดื่มหักดิบอาจเป็นเรื่องที่ยากตนเองนึกถึงลูกนึกถึงครอบครัว และสุขภาพร่างกายของเรา หากเราดื่ม เราไม่สามารถสอนลูกได้และสังคมไม่ยอมรับ

ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังเลิกดื่ม พี่สมมิตร เล่าให้เราฟัง และมีรอยยิ้ม ตนเองภูมิใจมากที่ผ่านจุดนั้นมาได้ สิ่งที่เห็นได้ชัดมากคือ การสุขภาพดีทำให้ครอบครัวอุ่นใจ และสังคมไม่รังเกียจ ตอนนั้นเป็นโรคความดัน หลังเลิกเหล้า ความดันปกติ เป็นตัวอย่างให้ลูกได้ มีเวลาทำงานสดใส ครอบครัวมีความสุข มีความอบอุ่นและเป็นต้นแบบที่ดีและเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และประหยัดเงินไป 3,000 บาทต่อเดือน

พี่สมมิตร ทิ้งท้ายด้วยว่าการเป็นตัวอย่างตัวเองเป็นแนวทางที่เลิกเหล้า ทำให้สุขภาพดี และสามารถสอนลูกๆ ได้ เป็นกำลังใจให้เลิกดื่มที่ยังไม่สามารถเลิกได้ ขอให้ ลด ละเป็นให้มีความพยายามต่อสู้ ขอมีจิตใจที่เข้มแข็งจะผ่านจุดได้ไปได้

เรียบเรียงโดย นายสมควร ทะนะ (ผู้ช่วยผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน)

“แอลกอฮอล์เป็นเพื่อนหรือศัตรูของหัวใจ?” ไขทุกข้อสงสัย แอลกอฮอล์กับสุขภาพหัวใจ จากใจหมอโรคหัวใจ
https://cas.or.th/content?id=994
Tags : -

 

“แอลกอฮอล์เป็นเพื่อนหรือศัตรูของหัวใจ?”
ไขทุกข้อสงสัย แอลกอฮอล์กับสุขภาพหัวใจ จากใจหมอโรคหัวใจ
#29กันยายนวันหัวใจโลก #WorldHeartDay

สวัสดีครับ ในฐานะแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจอยู่ทุกวัน ผมมักจะได้ยินคำถามที่น่าสนใจและพบบ่อยที่สุดคำถามหนึ่งคือ “คุณหมอครับ/คะ ดื่มไวน์วันละแก้ว บำรุงหัวใจได้จริงไหม?” หรือ “ดื่มเบียร์เย็นๆ ให้เลือดลมสูบฉีดดีใช่ไหม?”

ผมเข้าใจดีว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของการสังสรรค์และการผ่อนคลายของใครหลายคน และมีความเชื่อบางอย่างที่ส่งต่อกันมาว่าการดื่มในปริมาณน้อย ๆ อาจมีประโยชน์ต่อหัวใจ วันนี้ ผมจึงอยากใช้โอกาสนี้พูดคุยกับทุกท่านอย่างตรงไปตรงมา เพื่อไขข้อข้องใจทั้งหมด และให้ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดว่าในความเป็นจริงแล้ว แอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ หรือไวน์ ส่งผลต่อหัวใจของเราอย่างไรกันแน่

 

ความเชื่อที่โด่งดัง "ดื่มพอดีมีประโยชน์" มาจากไหน?

ท่านอาจเคยได้ยินเรื่อง "ปรากฏการณ์ J-shaped curve" ซึ่งเป็นกราฟรูปตัว J ที่แสดงให้เห็นว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อย มีความเสี่ยงโรคหัวใจต่ำกว่าคนที่ไม่ดื่มเลย ทำให้เกิดความเชื่อว่าการดื่มแต่พอดี นั้นดีต่อสุขภาพ แต่ในวงการแพทย์ปัจจุบัน เราพบว่าข้อมูลนี้อาจมีข้อบกพร่องซ่อนอยู่ครับ (1,2) ลองนึกภาพตามนะครับ ในกลุ่ม "คนที่ไม่ดื่มเลย" นั้น มีหลายคนที่ "เคยดื่มหนัก" มาก่อนแล้วป่วยด้วยโรคต่าง ๆ จนต้องหยุดดื่ม เมื่อนำคนกลุ่มนี้มารวมกับคนที่ไม่เคยดื่มเลย จึงทำให้ค่าเฉลี่ยสุขภาพของกลุ่ม "ไม่ดื่ม" ดูแย่กว่าความเป็นจริง

สมาคมหัวใจและองค์กรสุขภาพระดับโลกจึงได้ข้อสรุปใหม่ที่ชัดเจนกว่าเดิมว่า ไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ใดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ 100% (3) ประโยชน์ที่อาจได้รับนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงมากมายที่ตามมาครับ

สรุปได้ว่า "การดื่มแอลกอฮอล์ไม่เป็นผลดีต่อหัวใจ ไม่ว่าจะดื่มมากหรือน้อย เพราะไม่มีคำว่าปริมาณที่ปลอดภัยจริง ๆ"

 

แอลกอฮอล์เดินทางไปทำร้ายหัวใจของเราได้อย่างไร?

เมื่อเราดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป มันไม่ได้อยู่แค่ในแก้ว แต่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเดินทางไปทั่วร่างกาย รวมถึง "หัวใจ" ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุด และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นครับ

1. ทำให้หัวใจ "เมา" จนเต้นผิดจังหวะ

ลองนึกภาพว่าหัวใจของเรามีระบบไฟฟ้าที่แม่นยำคอยควบคุมการเต้นให้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนวงออเคสตราที่มีวาทยกรคอยควบคุม แอลกอฮอล์ก็เหมือนคนดูที่เข้าไปป่วนในห้องซ้อม ทำให้ระบบไฟฟ้าของหัวใจรวน เกิดการลัดวงจรชั่วขณะ หัวใจจึงเริ่มเต้นสะเปะสะปะ ไม่เป็นจังหวะ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) (4) ที่พบบ่อยที่สุดคือ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) อาการคือจะรู้สึกใจสั่น ๆ หวิว ๆ เหนื่อยง่าย ซึ่งอันตรายกว่าที่คิด เพราะเมื่อหัวใจห้องบนสั่นแทนที่จะบีบตัวตามปกติ เลือดจะไหลวนจนเกิดเป็น "ลิ่มเลือด"ก้อนเล็กๆ ขึ้นมา และวันดีคืนดี ลิ่มเลือดก้อนนี้อาจหลุดลอยตามกระแสเลือดขึ้นไปอุดตันที่เส้นเลือดสมอง ทำให้เกิด โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ได้ในทันที (5)

2. เพิ่มแรงดันในหลอดเลือด เหมือนบีบสายยางที่เปิดน้ำ

หลอดเลือดของเราปกติจะมีความยืดหยุ่น แต่แอลกอฮอล์จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบแคบลงชั่วคราว (6) ลองนึกถึงสายยางรดน้ำต้นไม้ครับ ถ้าเราบีบปลายสายยางไว้ แรงดันน้ำข้างในจะสูงขึ้นทันที แอลกอฮอล์ก็ทำแบบเดียวกันกับหลอดเลือดของเรา ทำให้หัวใจซึ่งเป็น "ปั๊มน้ำ" ต้องทำงานหนักขึ้นอีกหลายเท่าเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย นี่คือสาเหตุของ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็น "ฆาตกรเงียบ" ที่จะทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกายในระยะยาว และเป็นประตูสู่โรคหัวใจและโรคไตวาย (7)

3. ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ "ย้วย" และอ่อนแอ

หัวใจของเราคือกล้ามเนื้อที่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูงมาก แต่แอลกอฮอล์มีพิษโดยตรงต่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ (8 ) ลองเปรียบเทียบกล้ามเนื้อหัวใจเหมือนหนังสติ๊กเส้นใหม่ที่ยิงได้แรงและไกล การดื่มแอลกอฮอล์หนักๆ และต่อเนื่อง ก็เหมือนกับการเอาหนังสติ๊กเส้นนั้นไปแช่น้ำ แช่แดดทุกวัน ไม่นานหนังสติ๊กก็จะเปื่อย ย้วย และหมดสภาพ เช่นเดียวกันกับหัวใจที่โดนพิษแอลกอฮอล์สะสม กล้ามเนื้อจะเริ่มบางลงและอ่อนแอ ห้องหัวใจจะขยายใหญ่ขึ้นเหมือนลูกโป่งที่ใกล้แตก สภาพนี้เรียกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Cardiomyopathy) ทำให้หัวใจบีบตัวได้ไม่ดี เกิด ภาวะหัวใจล้มเหลว ตามมา ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่ายมาก เดินไม่กี่ก้าวก็หอบ นอนราบไม่ได้เพราะหายใจไม่ออก และขาบวม (9)

4. เปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้เป็น "ไขมัน" อุดตันเส้นเลือด

หลายคนอาจไม่ทราบว่าเบียร์ ไวน์ หรือเหล้า ให้พลังงานสูงมาก และเป็น "แคลอรี่ว่างเปล่า" ที่ไม่มีสารอาหารอื่นใด เมื่อร่างกายได้รับพลังงานส่วนเกินนี้เข้าไป ก็จะเปลี่ยนมันไปเป็นไขมันชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ลองนึกภาพท่อประปาในบ้านครับ ไขมันไตรกลีเซอไรด์ก็เหมือนคราบไขมันที่เราเทลงไปในท่อทุกวันๆ มันจะค่อยๆ สะสมและจับตัวกันหนาขึ้น ทำให้ท่อตีบและอุดตันในที่สุด เช่นเดียวกันกับหลอดเลือดหัวใจ เมื่อมีไขมันไปเกาะมากๆ ก็จะทำให้หลอดเลือดตีบแคบ เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ ทำให้เกิด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก และอาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ (10)

 

อันตรายคูณสอง! เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับ "ยาโรคหัวใจ"

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ การดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะแอลกอฮอล์จะเข้าไป "ตีกัน" กับยาที่ท่านกินอยู่ เช่น:

• ยาละลายลิ่มเลือด/ยาต้านเกล็ดเลือด: ทำให้ยาออกฤทธิ์มากเกินไปจนเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ หรือเลือดออกไม่หยุด

• ยาลดความดันโลหิต: อาจทำให้ความดันตกวูบจนหน้ามืด เป็นลม หรือในทางกลับกันก็ไปลดประสิทธิภาพของยา ทำให้ความดันคุมไม่อยู่

• ยาลดไขมันในเลือด: เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงต่อตับและกล้ามเนื้อ

 

แล้วเราควรทำอย่างไร? คำแนะนำจากใจหมอ

ข้อมูลทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ท่านรู้สึกผิดหรือกลัว แต่เพื่อให้ท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและใช้ในการตัดสินใจดูแลสุขภาพของตัวเองและคนที่รักได้ดีที่สุดครับ

  1. ถ้าท่านไม่เคยดื่ม: ยอดเยี่ยมมากครับ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเริ่มดื่มเพื่อหวังผลดีต่อสุขภาพหัวใจ
  2. ถ้าท่านดื่มเป็นครั้งคราว: ขอให้ตระหนักถึงความเสี่ยงเสมอ พยายามลดปริมาณและความถี่ลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ยิ่งดื่มน้อย ยิ่งปลอดภัย"
  3. ถ้าท่านเป็นโรคหัวใจ ความดัน หรือไขมันในเลือดสูง: คำแนะนำที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับท่านคือ "การงดดื่มโดยเด็ดขาด" นี่คือหนึ่งในการรักษาที่ดีที่สุดที่ท่านสามารถมอบให้กับหัวใจของตัวเองได้
  4. มองหาทางเลือกอื่น: การสังสรรค์หรือการผ่อนคลายไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแอลกอฮอล์เสมอไป ลองเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มอื่นๆ ที่สดชื่น หรือหากิจกรรมอื่นทำ เช่น การออกกำลังกาย การพูดคุย หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ

หัวใจของเรามีเพียงดวงเดียว และทำงานเพื่อเราตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่เคยหยุดพัก การดูแลหัวใจจึงเป็นหน้าที่สำคัญของทุกคน เนื่องในโอกาสวันหัวใจโลก 29 กันยายน 2568 ขอเชิญชวนทุกท่าน “ลด ละ เลิก แอลกอฮอล์” เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นการลงทุนเพื่อชีวิตที่ยืนยาวและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในวันข้างหน้าครับ

 

ด้วยความห่วงใยและปรารถนาดี
นพ.เปรมอานันท์ มโนเรศ
อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.สงขลานครินทร์

 

________________________________________

อ้างอิงข้อมูลจาก:

1. Ronksley PE, Brien SE, Turner BJ, Mukamal KJ, Ghali WA. Association of alcohol consumption with selected cardiovascular disease outcomes: a systematic review and meta-analysis. BMJ. 2011;342:d671. doi:10.1136/bmj.d671.

2. Piano MR. Alcohol's effects on the cardiovascular system. Alcohol Res. 2017;38(2):219-41.

3. World Health Organization. No level of alcohol consumption is safe for our health [Internet]. Geneva: WHO; 2023 Jan 4. Available from: https://www.who.int/.../04-01-2023-no-level-of-alcohol...

4. Larsson SC, Drca N, Wolk A. Alcohol consumption and risk of atrial fibrillation: a prospective study and dose-response meta-analysis. J Am Coll Cardiol. 2014;64(3):281-9. doi:10.1016/j.jacc.2014.03.048.

5. Marcus GM, Vittinghoff E, Whitman IR, Singer DE, Newman AB, Siscovick DS, et al. Acute consumption of alcohol and discrete atrial fibrillation events. Ann Intern Med. 2021;174(11):1503-9. doi:10.7326/M21-0222.

6. Taylor B, Irving HM, Baliunas D, Roerecke M, Patra J, Mohapatra S, et al. Alcohol and hypertension: gender differences in dose-response relationships determined through systematic review and meta-analysis. Addiction. 2009;104(12):1981-90. doi:10.1111/j.1360-0443.2009.02694.x.

7. Roerecke M, Kaczorowski J, Tobe SW, Gmel G, Hasan OSM, Rehm J. The effect of a reduction in alcohol consumption on blood pressure: a systematic review and meta-analysis. Lancet Public Health. 2017;2(2):e108-20. doi:10.1016/S2468-2667(17)30003-8.

8. Fernández-Solà J. The effects of ethanol on the heart: alcoholic cardiomyopathy. Nutrients. 2020;12(2):572. doi:10.3390/nu12020572.

9. Mirijello A, Tarli C, Vassallo GA, Sestito L, Antonelli M, Ferrulli A, et al. Alcoholic cardiomyopathy: what is known and what is not known. J Clin Med. 2019;8(10):1549. doi:10.3390/jcm8101549.

10. Mostofsky E, Chahal HS, Mukamal KJ, Rimm EB, Mittleman MA. Alcohol and immediate risk of cardiovascular events: a systematic review and dose-response meta-analysis. Circulation. 2016;133(10):979-87. doi:10.1161/CIRCULATIONAHA.115.019743.

ความคิดเห็นต่อการยกเลิกประกาศ ปว.253
https://cas.or.th/content?id=992
Tags : -

 

ความคิดเห็นต่อการยกเลิกประกาศ ปว.253

การยกเลิก คำสั่ง ปว.253 ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมอย่างกว้างขวาง หลายคนตีความว่า ประเทศไทย “ปลดล็อก” เวลาการขายเหล้าเบียร์แล้ว สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

การยกเลิก ปว. 253 ถูกตราไว้ใน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 เป็นการลบข้อกฎหมายเดิมที่ซ้ำซ้อน ส่วนพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2568 ยังคงให้จำหน่ายสุราในเวลา 11.00 น.-14.00 น.และเวลา 17.00 น.-24.00 น. เท่านั้น โดยมีข้อยกเว้นเพียง 3 กรณีคือ (1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ (2) การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และ (3) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ดังนั้นสถานที่ขายสุราอื่นนอกจากสามข้อดังกล่าว ต้องขายในเวลาที่กำหนดไว้เดิมทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการควบคุมฯ ที่จะมีขึ้นตาม พรบ.ใหม่ จะมีมติในเรื่องนี้อย่างไร ก็ต้องติดตามกันต่อไป

 

ทำไมเวลาห้ามขายจึงสำคัญต่อสังคมไทย

  1. ลดความสะดวกในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หลังเลิกงานหรือช่วงกลางคืน การจำกัดเวลาเป็น “เกราะบาง” สำคัญในการชะลอการบริโภค
  2. ลดอุบัติเหตุและความรุนแรงทางสังคม งานวิจัยจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่า ความพร้อมในการซื้อเครื่องดื่มทุกเวลา สัมพันธ์กับอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนน การทะเลาะวิวาท และอาชญากรรมที่สูงขึ้น
  3. คุ้มครองเยาวชน เวลาห้ามขายช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มได้ง่ายเกินไป โดยเฉพาะในชั่วโมงที่ครอบครัวและโรงเรียนไม่สามารถดูแลได้เต็มที่
  4. เป็นต้นแบบด้านนโยบายสาธารณะ ประเทศไทยได้รับการยกย่องในเวทีโลกว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งและสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพกับประโยชน์สาธารณะ การคงไว้ซึ่งเวลาห้ามขายถือเป็นเสาหลักสำคัญที่ไม่ควรถูกบั่นทอน

ดังนั้นข้อสรุปของเรื่องนี้คือ การยกเลิกคำสั่ง ปว.253 มิได้แปลว่าประชาชนจะซื้อขายสุราได้ตลอดเวลา เวลาห้ามขายยังคงอยู่ และยังคงจำเป็น ประเทศไทยไม่ควรเดินย้อนกลับไปสู่สังคมที่เปิดช่องให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกซื้อขายได้อย่างไร้ขอบเขต เพราะนั่นหมายถึงต้นทุนทางสุขภาพ อุบัติเหตุ และความรุนแรงที่จะตกกับครอบครัวและสังคมโดยรวม

การจำกัดเวลาขายจึงไม่ใช่การจำกัดเสรีภาพ หากแต่เป็น ภูมิคุ้มกันทางสังคมที่สำคัญ ที่ช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ
https://cas.or.th/content?id=990
Tags : -

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สังคมไทยได้รับรู้ข่าวสองเรื่องที่สะท้อนภาพต่างขั้วของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชีวิตประจำวัน

  • ข่าวเศร้าจากนครศรีธรรมราช: พระรูปหนึ่งใช้ขวดสุราฟาดศีรษะลูกศิษย์วัดจนเสียชีวิต โดยมีรายงานว่าเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องเงินซื้อเหล้า
  • ข่าวสร้างสรรค์จากสงขลา: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชน “ตาคียะ (TAKIYA)” ซึ่งผลิตสุราพื้นบ้านจากน้ำตาลโตนดอย่างมีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันเป็นต้นแบบ soft power ไทย

สองข่าวนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันโดยตรง แต่สะท้อนความซับซ้อนของบทบาทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย—ทั้งในฐานะ “ปัจจัยเสี่ยง” และ “ทรัพยากรชุมชน”

 

เรากำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือสวนทางกัน?

ในขณะที่ภาครัฐส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านสุราพื้นบ้านอย่างมีเป้าหมายและความหวัง หลายชุมชนยังเผชิญกับปัญหาความรุนแรง ความยากจน และการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไร้การควบคุม

บทบาทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ผลิตภัณฑ์” แต่เป็นเรื่องของ “บริบท” และ “ระบบสนับสนุน” ที่ต้องพิจารณาร่วมกัน

 

พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่: ความหวังที่ต้องมีทิศทาง

ในช่วงที่สังคมกำลังรอประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ และการออกกฎหมายลำดับรอง

คำถามสำคัญคือ:

  • นโยบายสาธารณะในปัจจุบันตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนหรือไม่?
  • หน่วยงานรัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการกำกับดูแลและเป็นแบบอย่างต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ?

การตั้งคำถามแบบนี้ไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมกันออกแบบนโยบายที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ได้รับผลกระทบ แน่นอนว่าสุราพื้นบ้านสามารถเป็น soft power ได้ หากอยู่ในระบบที่มีความรับผิดชอบ มีมาตรฐาน และมีการควบคุมที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การควบคุมการเข้าถึงและการบริโภคสุราในบริบทเปราะบาง เช่น วัด ชุมชนยากจน หรือกลุ่มเสี่ยง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้จึงไม่ใช่การตัดสิน แต่เป็นการชวนให้สังคมไทยร่วมกันตั้งคำถาม และออกแบบอนาคตของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศอย่างมีสติ มีความหวัง และมีความรับผิดชอบร่วมกัน

ข่าวดาราสาวสะท้อนความจริง ตรวจเป่าแก้ปลายเหตุ แต่ต้นทางผู้ผลิต-ผู้ขาย ไร้ควบคุม
https://cas.or.th/content?id=989
Tags : -

ข่าวที่นักแสดงสาวไม่ยอมให้เป่าตรวจแอลกอฮอล์ และพยายามแสดงตนว่ารู้จักผู้มีอำนาจระดับสูงของตำรวจ

        เชื่อว่าเกือบทุกท่านที่อ่านข่าวนี้ ไม่ได้อ่านข่าวลักษณะนี้เป็นครั้งแรก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมานี้ เป็นเสมือนจุดอ่อนของกฎหมาย ที่เน้นการควบคุมปลายทาง อย่างเช่นการวัดแอลกอฮอล์ด้วยการเป่า จากกันดักสุ่มข้างถนนเหล่านี้ เราจะนับว่าเป็นการควบคุมที่ผู้ดื่ม แต่จุดอ่อนที่สำคัญของกฎหมายลักษณะนี้คือ การตรวจผู้ดื่มทุกคนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และบางครั้งเมื่อเจอผู้ดื่มที่มีปัญหา จะสร้างความลำบากใจให้เจ้าพนักงานที่ทำหน้าที่อย่างมาก

        นี่เป็นความล้มเหลวที่เห็นได้ชัด จากแนวทางการดื่มอย่างรับผิดชอบที่ผู้ผลิตเหล้าเบียร์พยายามจะส่งเสริมผู้ขายเหล้าเบียร์จะสนับสนุนกฎหมายที่ลงไปตรวจยังผู้ดื่ม ในขณะเดียวกันจะต่อต้านสุดแรง หากกฎหมายเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตหรือผู้ขาย ซึ่งจะกระทบต่อยอดขายของพวกเขามากกว่า แต่มีผลเชิงบวกในด้านความปลอดภัยจากการดื่มแอลกอฮอล์กว่ามาก

        อยากให้สังคมไทยปลอดภัยควรส่งเสริมการควบคุมตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ขายอย่างปลอดภัย ทำให้ผู้ขายร่วมรับผิดชอบ คนที่ดื่มจะปลอดภัยมากขึ้น คนที่ไม่ดื่มก็ปลอดภัยมากขึ้นเช่นกัน

เขียนโดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ป้ามีนาถูกฆ่า สังคมทำได้ดีกว่านี้ถ้าเรามีกฎหมาย
https://cas.or.th/content?id=988
Tags : -

ป้ามีนาถูกฆ่า สังคมทำได้ดีกว่านี้ถ้าเรามีกฎหมาย

        ใครที่ดูข่าวป้ามีนาถูกฆ่า เนื่องจากลูกค้าสาวที่เป็นลูกค้ามานั่งดื่มเบียร์จนเมามายไม่ได้สติ และถูกหนุ่มแปลกหน้าพากลับบ้านโดยที่ป้ามีนาไม่ได้ทักท้วง จนนำมาสู่ความโกรธแค้นของลูกค้าคนดังกล่าว และตามมาเอามีดจ้วงแทงภายหลัง เป็นความน่าสลดใจที่เราเสียคนสองคนไปพร้อมกัน คนหนึ่งเสียชีวิต อีกคนเสียอนาคต ทั้งที่ก่อนหน้านี้สองคนนี้ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีและไม่ได้มีเรื่องราวโกรธแค้นหรือหมางใจกัน

        ตามหลักการทางสถิติ สถานที่ที่มีโอกาสเกิดผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด คือพื้นที่ที่มีการดื่ม และลดหลั่นกันไปตามระยะทางโดยรอบ เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าร้านอาหารหรือบริเวณที่มีการขายแอลกอฮอล์แล้วนั่งดื่มในร้านคือจุดที่มีความเสี่ยงจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากคนเมาได้มากที่สุด

        จำได้ไหมเราเคยมีคดี อ.ส.ที่หาดใหญ่ยิงครอบครัวที่มากินข้าวต้มและเป็นลูกค้าปกติ เพียงเพราะเมาและคิดว่าพนักงานเสิร์ฟเอาเบียร์ไปเก็บแล้วทั้ง ๆที่ตนยังกินไม่เสร็จ หรือข่าวล่าสุดของเป๊กผลิตโชค ที่เมามายจนเสียสติ และถูกแทงจากการมีเรื่องกับวัยรุ่น ก็เกิดขึ้นหลังจากที่คุณเป๊กกินเหล้าเสร็จและกำลังจะเดินทางไปที่ไหนสักที่

        ในเมื่อเรารู้แล้วว่าสถานที่ที่มีโอกาสจะเกิดความรุนแรงและอาชญากรรมจากเหล้าเบียร์มากที่สุดคือจุดขายที่นั่งดื่มได้ หลายประเทศเลยสร้างเกราะป้องกันไม่ให้จุดขายนั้นเสี่ยงจนเกินไป เราเรียกกฎหมายชุดนี้ว่า dram shop liability

        ในเมื่อคนที่ขายเหล้าตรงนั้นคือคนสุดท้ายที่จะปล่อยเหล้าเบียร์ให้กับลูกค้า เราก็ให้คนกลุ่มนี้เป็นคนพิจารณาว่าสมควรที่จะขายให้ต่อหรือไม่ถ้าเขาเมาจนเสียสติแล้วโอกาสที่จะไปทำเรื่องไม่คาดฝันมีมากขึ้นก็สมควรจะหยุดขาย ถ้ายังขายต่อทั้งๆที่รู้ว่าเมาเละเทะแล้ว หากมีความผิดเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเมาแล้วขับ ฆาตกรรมที่เกิดจากความมึนเมา อาชญากรรมที่เกิดจากความมึนเมา ผู้ขายก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

        คดีของป้ามีนา นี่เป็นตัวอย่างของการไม่มีกฎหมายชุดนี้ และผู้ขายอย่างป้ามีนาต้องรับผิดชอบเกินกว่าเหตุไปมาก ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วตัวของผู้ดื่มเองที่ดื่มจนเมามายและเสียสติควรเป็นผู้ต้องรับผิดชอบหลักจากความเสียหายที่ตัวเองทำไว้ แต่เมื่อไม่มีกฎหมายชุดนี้ก็กลายเป็นว่าลูกค้าสาวท่านนั้นได้บันดาลโทสะและเข้าไปเอามีดจ้วงแทงป้ามีนาแทน

        เราลดความเสี่ยงให้กับผู้คนในสังคมได้ด้วยกฎหมายที่ดีป้องกันไม่ให้เกิดภาพคนเมามายจนเสียสติ นั่งดื่มเหล้าและคนขายก็ขายต่อยังไม่สะทกสะท้าน ทั้งที่รู้ว่าอาจจะมีเหตุร้ายขึ้นหลังจากนั้น

        ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนของคดีป้ามีนาผู้ขายอย่างป้ามีนาเสียชีวิตไปแล้ว คนที่เป็นมือแทงก็ต้องไปชดใช้กรรมในเรือนจำ ส่วนคนที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรคือผู้ผลิตทั้งหลาย สังคมน่าเศร้าเพราะเช่นนี้

เขียนโดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ขอขอบคุณรูปภาพจาก: https://www.thairath.co.th/news/crime/2877956

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.