คำค้นหา : แอลกอฮอล์

คำค้นหา : แอลกอฮอล์

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 11018 ครั้ง
ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!
https://cas.or.th/content?id=1064
Tags : -

ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอส่งเสียงสะท้อนจากมุมมองของนักวิชาการระดับโลกอย่าง Professor Jurgen Rehm ถึงพรรคการเมืองทุกพรรคที่กำลังเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศ

แอลกอฮอล์ไม่ใช่แค่เรื่องความพึงพอใจส่วนบุคคล แต่คือ "ต้นทุนทางสังคม" มหาศาลที่คนไทยทุกคนต้องแบกรับ เราจึงมี 3 ข้อเรียกร้องสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องกล้าตอบคำถามประชาชน:

  1. แสดงจุดยืนและนโยบายที่ชัดเจน (Clear Policy & Transparency)
    พรรคการเมืองต้องระบุให้ชัดว่า มีแผนการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์อย่างไร? ประชาชนมีสิทธิ์รู้ล่วงหน้าว่านโยบายของท่านจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมในทิศทางไหน เพื่อให้คนไทยตัดสินใจเลือกบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน (Informed Decision)
     
  2. มอง "ต้นทุนที่แท้จริง" ให้รอบด้าน (The Real Cost)
    อย่ามองเพียงแค่ตัวเลขภาษีหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องคำนวณ "ต้นทุนแฝง" ทั้งค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข อุบัติเหตุ และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติ รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง "ผลประโยชน์" และ "ความสูญเสีย" อย่างเป็นธรรม
     
  3. ตัดสินใจบน "หลักฐานทางวิชาการ" ไม่ใช่ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" (Evidence-Based, Not Interest-Based)
    เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณานโยบายโดยอ้างอิงจากข้อมูลสถิติและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Hard Evidence) ที่น่าเชื่อถือ มากกว่าการโอนอ่อนตามกลุ่มทุนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ข้อมูลที่ใช้ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ว่ามาจากแหล่งที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

ศวส. เชื่อว่า "นโยบายที่ดีต้องปกป้องชีวิตประชาชน" เราขอเชิญชวนทุกพรรคการเมือง ร่วมแสดงสปิริตในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน

 

จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?
https://cas.or.th/content?id=1073
Tags : -

งานวิจัยล่าสุดจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?

ทีมวิจัยนำโดย ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย และคณะ ได้ทำการสำรวจนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 10 ประเทศอาเซียน โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานโลก "SAFER" ขององค์การอนามัยโลก

ภาพรวม: เศรษฐกิจโต คนมีกำลังซื้อ ก็ดื่มกันมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ "เหล้านอกระบบ" (เหล้าเถื่อน/หนีภาษี) ในเพื่อนบ้านบางประเทศที่สูงน่าตกใจ

3 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบ:

  1. กฎหมายมี แต่การบังคับใช้ต่างกัน: ทุกประเทศมีกฎหมายเรื่องอายุขั้นต่ำ (ส่วนใหญ่ 18 ปี, ไทย 20 ปี) และกฎหมายเมาไม่ขับ แต่ความเข้มข้นและการบังคับใช้ยังแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
  2. "ออนไลน์" คือช่องโหว่ใหญ่: มาตรการควบคุมโฆษณาในสื่อหลักทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ในแพลตฟอร์มออนไลน์และการตลาดข้ามพรมแดนยังเป็นความท้าทายใหญ่ที่ทุกประเทศเจอเหมือนกัน
  3. "ระบบบำบัด" คือจุดอ่อนที่สุดของภูมิภาค: นี่คือข้อค้นพบที่น่ากังวลที่สุด บริการช่วยเลิกบุหรี่และยาสำหรับผู้ติดสุรายังเข้าถึงยากและไม่เพียงพอในเกือบทุกประเทศ รวมถึงไทย

ทิศทางในอนาคต: งานวิจัยชี้ว่า ลำพังมาตรการในประเทศอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนเพื่อจัดการปัญหาโฆษณาข้ามชาติ และเร่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับผู้ต้องการเลิกดื่มอย่างจริงจัง

ผลการตรวจ SAFER Check-up:

  • จุดแข็ง: เรื่องกฎหมาย "เมาไม่ขับ" และ "ภาษี" ทุกประเทศมีมาตรการชัดเจน (บางประเทศเข้มกว่าไทยคือต้อง 0.00% เลยทีเดียว!)
  • จุดที่ต้องระวัง: "การควบคุมโฆษณา" แม้สื่อหลักจะคุมได้ แต่ในโลกออนไลน์และโฆษณาแฝงยังรั่วไหลเยอะมาก
  • จุดอ่อนสำคัญที่สุด: "ระบบบำบัดรักษา (F-Facilitate)" คือจุดที่อ่อนแอที่สุดในภูมิภาค คนอยากเลิกเหล้ายังเข้าถึงความช่วยเหลือและยาได้ยาก

บทสรุป: เรามีกฎหมายที่ดีหลายข้อ แต่การจะสู้กับปัญหานี้ได้จริง อาเซียนต้องจับมือกัน โดยเฉพาะการอุดรูรั่วในโลกออนไลน์ และที่เร่งด่วนคือการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกดื่มให้เข้าถึงง่ายขึ้นครับ

อ่านเพิ่มเติม: https://doi.org/10.1177/10105395251414918

 

สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรอง
https://cas.or.th/content?id=1072
Tags : -

สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรอง ตั้งแต่วันที่ 5 - 11 มกราคม 2569 จำนวน 4 ร่าง 

  1. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรที่เป็นนิติบุคคลเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ...
    https://forms.gle/fpKzeeCkQ6UfgKdeA
     
  2. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรเอกชนเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. .
    https://forms.gle/PsVRvq8Mo911rzVb8
     
  3. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ...
    https://forms.gle/3skuTdy48h3FUFKs9
     
  4. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดเลือกผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ....
    https://forms.gle/CPDwSugrFPJfkH6z7

 

 

สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026 หยุดดื่ม 1 เดือน สุขภาพได้ไปต่อ #DryJanuary
https://cas.or.th/content?id=1071
Tags : -

สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026 หยุดดื่ม 1 เดือน สุขภาพได้ไปต่อ #DryJanuary

 

รู้ไหมว่า… แค่ “งดดื่มแอลกอฮอล์ 1 เดือน”
ร่างกายของเราก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างชัดเจน

นอนหลับดีขึ้น
คุณภาพการนอนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อหยุดดื่มแอลกอฮอล์

หัวใจและความดันโลหิตดีขึ้น
ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจลดลงภายใน 4 สัปดาห์

ตับได้พักจริง ๆ
ไขมันในตับลดลง แม้ในผู้ที่เคยดื่มเป็นประจำ

สมองปลอดโปร่ง คุมการดื่มได้ดีขึ้น
ผู้เข้าร่วม Dry January มีแนวโน้มดื่มน้อยลงในระยะยาว

บางอย่าง… ไม่จำเป็นต้องเอาไปต่อ
เพื่อให้ สุขภาพได้ไปต่อ

ถ้าอยากเริ่มงดเหล้า แต่ไม่อยากเริ่มคนเดียว
สายด่วนเลิกเหล้า 1413
ให้บริการฟรี ทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น.

หรือพูดคุยกับ Chatbot น้องตั้งใจ
https://cutt.ly/47t2U0z

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ #DryJanuary
เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยสุขภาพที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน

เจาะลึกสถิติ "ดื่มแล้วขับ" ปีใหม่ 2569: เด็กดื่มพุ่ง - เที่ยงคืน คือ นาทีวิกฤต! 
https://cas.or.th/content?id=1070
Tags : -

เจาะลึกสถิติ "ดื่มแล้วขับ" ปีใหม่ 2569: เด็กดื่มพุ่ง - เที่ยงคืน คือ นาทีวิกฤต! 


ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอเล่าข้อมูลเฝ้าระวังจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ 4 ม.ค. 69) พบสัญญาณอันตรายจากพฤติกรรมการดื่มแล้วขับที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขสถิติ โดยมี 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้ ดังนี้:

  1. เด็กและเยาวชน "ดื่มขับ" พุ่งพรวดกว่า 5% ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดในปีนี้คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน (อายุต่ำกว่า 20 ปี) มีสัดส่วนการดื่มแล้วขับสูงถึง 12.58% ซึ่งเมื่อเทียบกับปีใหม่ 2568 พบว่า เพิ่มขึ้นถึง 5.61% ในขณะที่ภาพรวมของผู้ขับขี่ทุกกลุ่มวัย พบการดื่มแล้วขับอยู่ที่ 23.56% (เพิ่มขึ้น 1.82%)
     
  2. "เที่ยงคืน" ช่วงเวลาวิกฤต กราฟสถิติรายชั่วโมงชี้ชัดว่า ช่วงเวลาที่พบอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับสูงที่สุดคือ 00.00 - 00.59 น. หรือช่วงเที่ยงคืนเข้าสู่วันใหม่ รองลงมาคือช่วงหัวค่ำ สอดคล้องกับผลตรวจเลือดที่พบแอลกอฮอล์สูงสุดในช่วงเวลาเดียวกัน
     
  3. เจาะพฤติกรรม: เมาแล้ว "ล้มเอง" ไม่ง้อคู่กรณี กว่าครึ่งของผู้ที่ดื่มแล้วขับ (51.74%) ประสบอุบัติเหตุในลักษณะ "ล้มเอง" โดยไม่มีคู่กรณี และเมื่อเจาะดูในกลุ่มที่ล้มเองนี้ พบว่าเป็น "รถจักรยานยนต์" สูงถึง 94.09% สะท้อนว่าแอลกอฮอล์ทำลายระบบประสาทสัมผัสและการทรงตัวของผู้ขี่มอเตอร์ไซค์อย่างรุนแรง
     
  4. ผลเลือดฟ้อง! เกินครึ่ง "เมาจริง" จากการส่งตรวจวิเคราะห์แอลกอฮอล์ในเลือด (ในกรณีที่เป่าไม่ได้) จำนวน 322 ตัวอย่าง พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ เกินกฎหมายกำหนดถึง 44% โดยกลุ่มอายุที่พบว่าเกินเกณฑ์มากที่สุดคือ วัยทำงานช่วงอายุ 40-49 ปี
     
  5. พื้นที่สีแดง: จังหวัดที่อัตราดื่มแล้วขับสูงสุด
  • อัตราดื่มแล้วขับสูงสุด: จ.บึงกาฬ, จ.นครพนม, จ.ยโสธร


บทสรุป: ข้อมูลปี 2569 ชี้ให้เห็นว่า "มอเตอร์ไซค์" + "เยาวชน" + "ช่วงวิกาล" คือสมการความเสี่ยงสูงสุดของการดื่มแล้วขับในปีนี้ การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ คนรอบข้างต้องช่วยกันเตือน "ดื่มไม่ขับ" เพื่อหยุดความสูญเสียที่ป้องกันได้

 

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ "ดื่มไม่ขับ" ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดก่อนออกเดินทาง
https://cas.or.th/content?id=1069
Tags : -

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ การเฉลิมฉลองไม่ใช่เรื่องของเราแค่คนเดียว
เพราะยังมี “คนข้างหลัง” ที่รอคอยและเป็นห่วงเราอยู่เสมอ 

ดื่มไม่ขับ ก่อนออกเดินทาง อย่าลืมตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด
เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง และเพื่อคนที่คุณรัก 

เพียงสแกน QR Code หรือคลิกลิงก์นี้: https://preview.calconic.com/6549efbbe31ac90029ae466d

มาร่วมกันเริ่มต้นปีใหม่อย่างมีสติ
ลดความเสี่ยง ลดอุบัติเหตุ
ให้ทุกการเดินทาง…กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

 

สรุปสาระสำคัญ "ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา" ตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 มาตรา 29
https://cas.or.th/content?id=1068
Tags : -

สรุปสาระสำคัญ "ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา"
ตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 มาตรา 29

เวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • 11.00 - 24.00 น.

บุคคลที่ห้ามขายให้ ร้านมีสิทธิ์ “ปฏิเสธการขาย”

  1. ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
  2. ผู้ที่มีอาการมึนเมา

หน้าที่และอำนาจของร้านค้า

  1. หากสงสัยอายุผู้ซื้อ ต้องขอดู “บัตรประชาชน หรือเอกสารราชการที่ระบุอายุ”
  2. ผู้ขายมีหน้าที่ตรวจสอบอาการมึนเมา ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดี กำหนด

ร้านค้า-ผู้ขาย ฝ่าฝืนกฎหมาย “ต้องร่วมรับผิด”

  • กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นเหตุโดยตรงให้เกิดการเสียชีวิต บาดเจ็บ ปัญหาสุขภาพ หรือทรัพย์สินเสียหาย

ความผิดทางแพ่ง: ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ความผิดทางอาญา: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล
https://cas.or.th/content?id=1067
Tags : -

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล

 


ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) สนับสนุนกฎหมายใหม่ที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบความท้าทายสำคัญ คือ "การขาดความชัดเจนในแนวทางการตรวจสอบ" ทำให้ทั้งผู้ประกอบการร้านค้าและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเกิดความสับสนว่า ขอบเขตของคำว่า "มึนเมาจนครองสติไม่ได้" อยู่ตรงไหน และจะประเมินอย่างไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ใช้เพียงความรู้สึกส่วนตัว

เราสามารถเรียนรู้จาก บทเรียนในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และแคนาดา ประเทศเหล่านี้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยให้ผู้เสิร์ฟและเจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง โดยมีหลักเกณฑ์การสังเกตที่จับต้องได้ เช่น

  1. ออสเตรเลีย: รัฐควีนส์แลนด์ ได้ระบุไว้ว่า ให้พนักงานสังเกตที่ 4 อาการเป็นหลัก ได้แก่ การพูด (speech) การทรงตัว (balance) การประสานงาน (coordination) และพฤติกรรม (behavioral) โดยมี 5-6 อาการย่อย โดยหากพบ อาการผิดปกติหลายข้อร่วมกัน ก็ควรถือว่าลูกค้านั้นมึนเมาเกินควร (unduly intoxicated)
     
  2. แคนาดา: มีรายการตรวจสอบคนเมาหรือ VIP (visibility intoxicated person) โดยมี checklist จำนวน 50 อาการ สัญญาณที่มองเห็นได้ชัดเจน ครอบคลุมทั้งลักษณะภายนอก ทัศนคติ และปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ โดยมีหลักการสำคัญ คือ "If you're not sure, don't serve" หรือ "ถ้าไม่มั่นใจว่าเมาหรือไม่ ขอให้ไม่เสริฟ"


และที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศ คือ "พนักงานฯ ต้องผ่านโปรแกรมการอบรม" ซึ่งมีในรูปแบบออนไลน์ เช่น โปรแกรม RSA (Responsible Service of Alcohol) ของออสเตรเลีย โปรแกรม Smart Serve, Serve it Right, ProServe ของแคนนาดา

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ การร่วมมือกันสร้าง "แนวทางตรวจสอบอาการมึนเมาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน" เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความมั่นใจในการทำหน้าที่ และทำให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง:

  1. Oregon Liquor & Cannabis Commission. (Revised 2012, June). 50 Signs of Visible Intoxication. Retrieved September 17, 2025, from https://www.oregon.gov/.../50_signs_visible_intoxication.pdf
  2. Business Queensland. (2019, June 25). Signs that a person is unduly intoxicated. State of Queensland. Retrieved September 17, 2025, from https://www.business.qld.gov.au/.../unduly-intoxicated/signs

 

ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
https://cas.or.th/content?id=1043

"ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล"

------------

 

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถา ในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. อยากชวนทุกคนมองภาพใหญ่ของปัญหาแอลกอฮอล์ ทั้งในมิติข้อมูล ข้อถกเถียงสำคัญ และบทบาทที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันขับเคลื่อนได้

หลายคนอาจยังจำภาพรณรงค์ที่เขียนว่า “จน เครียด กินเหล้า” ได้ดี แม้ภาพนี้จะมีอายุกว่า 18 ปีแล้ว แต่ยังสะท้อนความจริงในสังคมไทยช่วงหนึ่ง ที่การดื่มแอลกอฮอล์ถูกมองเป็นทางออกของความเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

ในอดีต แอลกอฮอล์ไม่ได้หาซื้อง่ายเหมือนทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มักดื่มตามเทศกาลหรือโอกาสพิเศษ แต่ปัจจุบัน ร้านค้า จุดจำหน่าย และช่องทางการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงการตลาดบางรูปแบบ ทำให้การดื่มกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกิดขึ้นบ่อยขึ้น

ผลที่ตามมาคือ คนไทยสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับค่ารักษาพยาบาลและผลกระทบอื่น ๆ จากการดื่มแอลกอฮอล์ ตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกันอยู่ในระดับ หลักหมื่นล้านถึงแสนกว่าล้านบาทต่อปี

หากพูดถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ปัจจุบันเรามองปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ มลพิษทางอากาศ, ยาสูบ, อาหาร, การขาดกิจกรรมทางกาย และการดื่มแอลกอฮอล์

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้นำไปสู่ 5 กลุ่มโรค NCDs หลัก คือ เบาหวาน, โรคหัวใจและหลอดเลือด, มะเร็ง, โรคทางเดินหายใจ และปัญหาสุขภาพจิต “เมื่อรวมกันแล้ว โรคกลุ่มนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึงประมาณ 75% ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับระดับโลก”

วันนี้คนไทยเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อน้อยลง แต่ส่วนใหญ่กลับเสียชีวิตจากมะเร็งและโรคหัวใจมากขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าระบบสุขภาพต้องหันมาโฟกัสที่การป้องกันมากกว่าการรักษาอย่างเดียว

การจัดการปัญหา NCDs มีอยู่สองขาหลัก ขาที่หนึ่ง คือ ขาการรักษา ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล แต่ต้องยอมรับว่าระบบการรักษาพยาบาลของไทยทำได้ดีและทัดเทียมระดับภูมิภาค ขาที่สอง คือ ขาการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่า เพราะไม่สามารถแก้ได้ในโรงพยาบาล และไม่ใช่แค่เรื่องยา

ปัจจุบัน ประเทศไทยมี

  • ผู้สูบบุหรี่ประมาณ 11 ล้านคน
  • ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 17 ล้านคน
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนประมาณ 27 ล้านคน
  • ผู้ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอประมาณ 25 ล้านคน

แม้ในระดับโลกจะมี Voluntary Target ที่ไทยให้คำมั่นไว้ แต่จาก 9 ตัวชี้วัด ประเทศไทยผ่านเพียง 2 ตัวชี้วัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลดการตายก่อนวัยอันควรและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงยังไม่ผ่าน

ประเทศไทยถือว่ามีมาตรการด้านกฎหมายที่ค่อนข้างก้าวหน้า เช่น ภาษีบุหรี่ ภาษีเหล้า ภาษีความหวาน และการควบคุมโฆษณา ซึ่งช่วยลดจำนวนผู้สูบและผู้ดื่มได้ระดับหนึ่ง จนไทยถูกจัดอยู่ใน อันดับ 3 ของโลก ด้านการควบคุมยาสูบและแอลกอฮอล์

“แต่การอยู่ระดับ 3 ไม่ได้แปลว่าเราประสบความสำเร็จ เพราะยังมีช่องว่างใหญ่ในเรื่องการนำไปปฏิบัติจริง”

กฎหมายหลายฉบับดูเหมือนเป็น “ยาแรง” แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกลดความเข้มข้น ถูกต่อต้าน หรือถูกล็อบบี้ จนประสิทธิผลลดลง

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า คนไทยกว่า 90% ยังไม่รู้พิษภัยของแอลกอฮอล์เพียงพอ หลายคนยังยึดติดกับความเชื่อเก่า เช่น การดื่มช่วยป้องกันโรคหัวใจ ทั้งที่ปัจจุบันมีการพูดถึง zero safety level อย่างชัดเจน

“วันนี้ เราต้องเปลี่ยนการสื่อสารจาก ‘เมาแล้วไม่ให้ขับ’ เป็น ‘ดื่มไม่ให้ขับ’ เพราะแค่ดื่มก็มีผลกระทบแล้ว”

นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและชุมชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นปัญหาสังคม

ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคของ Commercial Determinant of Health ที่กลไกตลาดและการค้าเข้ามามีบทบาทต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องแอลกอฮอล์ ทั้งการตลาด การโฆษณา และการขยายเวลาการขาย การทำงานเชิงนโยบายจึงต้องอาศัยหลายภาคส่วนที่อยู่นอกภาคสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการคลัง เศรษฐกิจ สื่อ อาหาร การศึกษา และแรงงาน

“สิ่งสำคัญคือการทำให้การดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่เรื่องปกติ หรือที่เรียกว่า denormalize การดื่ม ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในระยะยาว”

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.