คำค้นหา : โรค NCDs

คำค้นหา : โรค NCDs

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 61 ครั้ง
ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
https://cas.or.th/content?id=1043

"ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล"

------------

 

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถา ในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. อยากชวนทุกคนมองภาพใหญ่ของปัญหาแอลกอฮอล์ ทั้งในมิติข้อมูล ข้อถกเถียงสำคัญ และบทบาทที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันขับเคลื่อนได้

หลายคนอาจยังจำภาพรณรงค์ที่เขียนว่า “จน เครียด กินเหล้า” ได้ดี แม้ภาพนี้จะมีอายุกว่า 18 ปีแล้ว แต่ยังสะท้อนความจริงในสังคมไทยช่วงหนึ่ง ที่การดื่มแอลกอฮอล์ถูกมองเป็นทางออกของความเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

ในอดีต แอลกอฮอล์ไม่ได้หาซื้อง่ายเหมือนทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มักดื่มตามเทศกาลหรือโอกาสพิเศษ แต่ปัจจุบัน ร้านค้า จุดจำหน่าย และช่องทางการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงการตลาดบางรูปแบบ ทำให้การดื่มกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกิดขึ้นบ่อยขึ้น

ผลที่ตามมาคือ คนไทยสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับค่ารักษาพยาบาลและผลกระทบอื่น ๆ จากการดื่มแอลกอฮอล์ ตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกันอยู่ในระดับ หลักหมื่นล้านถึงแสนกว่าล้านบาทต่อปี

หากพูดถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ปัจจุบันเรามองปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ มลพิษทางอากาศ, ยาสูบ, อาหาร, การขาดกิจกรรมทางกาย และการดื่มแอลกอฮอล์

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้นำไปสู่ 5 กลุ่มโรค NCDs หลัก คือ เบาหวาน, โรคหัวใจและหลอดเลือด, มะเร็ง, โรคทางเดินหายใจ และปัญหาสุขภาพจิต “เมื่อรวมกันแล้ว โรคกลุ่มนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึงประมาณ 75% ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับระดับโลก”

วันนี้คนไทยเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อน้อยลง แต่ส่วนใหญ่กลับเสียชีวิตจากมะเร็งและโรคหัวใจมากขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าระบบสุขภาพต้องหันมาโฟกัสที่การป้องกันมากกว่าการรักษาอย่างเดียว

การจัดการปัญหา NCDs มีอยู่สองขาหลัก ขาที่หนึ่ง คือ ขาการรักษา ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล แต่ต้องยอมรับว่าระบบการรักษาพยาบาลของไทยทำได้ดีและทัดเทียมระดับภูมิภาค ขาที่สอง คือ ขาการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่า เพราะไม่สามารถแก้ได้ในโรงพยาบาล และไม่ใช่แค่เรื่องยา

ปัจจุบัน ประเทศไทยมี

  • ผู้สูบบุหรี่ประมาณ 11 ล้านคน
  • ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 17 ล้านคน
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนประมาณ 27 ล้านคน
  • ผู้ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอประมาณ 25 ล้านคน

แม้ในระดับโลกจะมี Voluntary Target ที่ไทยให้คำมั่นไว้ แต่จาก 9 ตัวชี้วัด ประเทศไทยผ่านเพียง 2 ตัวชี้วัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลดการตายก่อนวัยอันควรและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงยังไม่ผ่าน

ประเทศไทยถือว่ามีมาตรการด้านกฎหมายที่ค่อนข้างก้าวหน้า เช่น ภาษีบุหรี่ ภาษีเหล้า ภาษีความหวาน และการควบคุมโฆษณา ซึ่งช่วยลดจำนวนผู้สูบและผู้ดื่มได้ระดับหนึ่ง จนไทยถูกจัดอยู่ใน อันดับ 3 ของโลก ด้านการควบคุมยาสูบและแอลกอฮอล์

“แต่การอยู่ระดับ 3 ไม่ได้แปลว่าเราประสบความสำเร็จ เพราะยังมีช่องว่างใหญ่ในเรื่องการนำไปปฏิบัติจริง”

กฎหมายหลายฉบับดูเหมือนเป็น “ยาแรง” แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกลดความเข้มข้น ถูกต่อต้าน หรือถูกล็อบบี้ จนประสิทธิผลลดลง

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า คนไทยกว่า 90% ยังไม่รู้พิษภัยของแอลกอฮอล์เพียงพอ หลายคนยังยึดติดกับความเชื่อเก่า เช่น การดื่มช่วยป้องกันโรคหัวใจ ทั้งที่ปัจจุบันมีการพูดถึง zero safety level อย่างชัดเจน

“วันนี้ เราต้องเปลี่ยนการสื่อสารจาก ‘เมาแล้วไม่ให้ขับ’ เป็น ‘ดื่มไม่ให้ขับ’ เพราะแค่ดื่มก็มีผลกระทบแล้ว”

นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและชุมชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นปัญหาสังคม

ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคของ Commercial Determinant of Health ที่กลไกตลาดและการค้าเข้ามามีบทบาทต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องแอลกอฮอล์ ทั้งการตลาด การโฆษณา และการขยายเวลาการขาย การทำงานเชิงนโยบายจึงต้องอาศัยหลายภาคส่วนที่อยู่นอกภาคสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการคลัง เศรษฐกิจ สื่อ อาหาร การศึกษา และแรงงาน

“สิ่งสำคัญคือการทำให้การดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่เรื่องปกติ หรือที่เรียกว่า denormalize การดื่ม ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในระยะยาว”

สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย: สัญญาณเตือนสุขภาพและความเสี่ยงโรคเรื้อรัง
https://cas.or.th/content?id=1042
Tags : -

สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย: สัญญาณเตือนสุขภาพและความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่า คนไทยกว่า 17 ล้านคนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอีก 11 ล้านคนสูบบุหรี่ โดยมีถึง 6 ล้านคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่: ภาคเหนือเสี่ยงสูงสุด

เมื่อพิจารณาเชิงพื้นที่ ภาคเหนือมีอัตราการดื่มปัจจุบัน การดื่มหนัก การดื่มเสี่ยง และเมาแล้วขับ สูงที่สุดในหลายตัวชี้วัด สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการออกมาตรการเชิงพื้นที่และการบังคับใช้นโยบายที่เข้มข้นมากขึ้น

 

20 ปีผ่านไป ผู้หญิงดื่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน:

แนวโน้มในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า อัตราการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้หญิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนเข้าใกล้ผู้ชาย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ช่องว่างระหว่างเพศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ผู้หญิงยังกลายเป็น กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มากขึ้น

 

ดื่มหนักเพิ่มขึ้นทุกช่วงวัย:

ข้อมูลปี 2557 เทียบกับปี 2568 ชี้ว่า การดื่มสุราอย่างหนักเพิ่มขึ้นในทุกช่วงวัย ทั้งชายและหญิง

  • ผู้ชายอายุ 35–44 ปี เป็นกลุ่มที่ดื่มหนักสูงที่สุด

  • ผู้หญิงอายุ 35–44 ปี เป็นช่วงวัยที่ดื่มหนักมากที่สุดในเพศหญิง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุ

 

ดื่มเสี่ยง = ความเสี่ยงมะเร็ง

ข้อมูลทางชีวเคมีพบว่า กว่าร้อยละ 50 ของผู้ที่ดื่มสุราในระดับเสี่ยง มีค่าเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ (>65 IU/L) และยิ่งดื่มมาก ค่าเอนไซม์ตับยิ่งสูง ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งตับ ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ เต้านม ต่อมน้ำเหลือง และระบบทางเดินปัสสาวะ

ค่าเอนไซม์ตับที่สูงในวันนี้ อาจเป็น “สัญญาณเตือนมะเร็ง” ในอนาคต


ข้อเสนอเชิงนโยบาย:

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรอบด้าน ทั้งการคุ้มครองเด็กและเยาวชน การลดการตลาดที่มุ่งเป้าผู้หญิง การป้องกันการดื่มหนัก และการเชื่อมโยงระบบเฝ้าระวังสุขภาพ เพื่อหยุดยั้งวิกฤตโรค NCDs ในระยะยาว

 

เอกสารอ้างอิง: 

1) เปิดผลสำรวจ พฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพของคนไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย [PowerPoint presentation]. บรรยายในการประชุมงานแถลงผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568; 2568 พฤศจิกายน 7; กรุงเทพฯ.

2) เริงฤดี ปธานวนิช. (บก.). รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567–2568. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล; 2568.

เหตุผลสำคัญที่แพทย์ไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ในการป้องกันโรคหัวใจ คือ แอลกอฮอล์แทบไม่เคยอยู่ลำพัง มักจะมาพร้อมกับบุหรี่ อาหารเค็ม อาหารรสจัด และการนอนหลับที่แย่ลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
https://cas.or.th/content?id=1040
Tags : -

เหตุผลสำคัญที่แพทย์ไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ในการป้องกันโรคหัวใจ คือ แอลกอฮอล์แทบไม่เคยอยู่ลำพัง มักจะมาพร้อมกับบุหรี่ อาหารเค็ม อาหารรสจัด และการนอนหลับที่แย่ลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

------------

อ.นพ.ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ
ภาควิชาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ร่วมให้ข้อมูลในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

อ.นพ.ปริญญ์ กล่าวในเวทีว่า ถ้าพูดกันตามแนวทางเวชปฏิบัติในปัจจุบัน ทั้งฝั่งอเมริกาและยุโรป เขาไม่ได้แนะนำให้คนที่ไม่เคยดื่ม เริ่มดื่มแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันโรคหัวใจเลย โดยแนวคิดที่ว่าแอลกอฮอล์ดีต่อหัวใจ เป็นความเข้าใจที่ล้าสมัยไปแล้ว สำหรับคนที่ไม่เคยดื่ม คำแนะนำชัดเจนคือ ไม่จำเป็นต้องเริ่มดื่ม ส่วนคนที่ดื่มอยู่และเลิกไม่ได้จริง ๆ แนวทางจึงแนะนำให้จำกัดปริมาณอย่างเข้มงวด คือไม่เกินวันละ 1 ยูนิต และไม่เกินสัปดาห์ละประมาณ 7 ยูนิต “โดยรวมแล้ว แนวทางแพทย์บอกตรงกันว่า ถ้าหยุดได้ก็หยุด ดีที่สุด”

เหตุผลสำคัญที่แพทย์ไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ในการป้องกันโรคหัวใจ คือแอลกอฮอล์แทบไม่เคยอยู่ลำพัง มักจะมาพร้อมกับบุหรี่ อาหารเค็ม อาหารรสจัด และการนอนหลับที่แย่ลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ในการป้องกันโรคหัวใจ ปัจจุบันมีแนวคิดที่เรียกว่า Life Essential 8 ซึ่งเป็นหัวใจของการดูแลสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การนอนหลับที่ดี โภชนาการที่เหมาะสม และการไม่สูบบุหรี่

นอกจากนี้ ข้อมูลการศึกษาของไทยพบว่า ในคนอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่ยังดื่มแอลกอฮอล์มีความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหัวใจเต้นระริก (Atrial Fibrillation) สูงกว่าคนไม่ดื่มถึง 2–3 เท่า โรคนี้อันตราย เพราะเมื่อเป็นแล้ว ผู้ป่วยต้องกินยาละลายลิ่มเลือดไปตลอดชีวิต และมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง

อาจารย์ปริญญ์อธิบายเพิ่มเติมว่า การศึกษาระยะยาวในคนไทยกว่า 30 ปี พบว่า คนที่ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ มีอายุสั้นลง เสียชีวิตโดยรวมสูงขึ้น และเป็นมะเร็งมากขึ้น แม้บางการศึกษาอาจไม่เห็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ไม่ใช่เพราะแอลกอฮอล์ปลอดภัย หากเป็นเพราะผู้ดื่มจำนวนมากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือมะเร็ง ก่อนจะมีอายุยืนพอที่จะเป็นโรคหัวใจ

ปัญหาใหญ่ของงานสาธารณสุข คือ คนจำนวนมากที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ยังดื่มแอลกอฮอล์อยู่ เพราะการดื่มไม่ได้ทำให้ทุกคนล้มป่วยหรือเสียชีวิตทันที คนที่รอดจะออกมาบอกว่า ดื่มก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ข้อเท็จจริงคือ ความเสี่ยงมันเพิ่มขึ้น และอายุขัยมันสั้นลง โดยที่คุณไม่รู้ตัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารเรื่องแอลกอฮอล์ต้องเน้น “ความเสี่ยง” ไม่ใช่ผลลัพธ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ และต้องอาศัยสื่อและโซเชียลมีเดียช่วยอธิบายอย่างต่อเนื่อง

หากยังไม่เคยดื่ม แนวทางยังคงยืนยันว่า ไม่ควรเริ่มดื่ม แม้จะเป็นไวน์ก็ตาม ในคนที่ดื่มเบียร์หรือวิสกี้อยู่ อาจมีคำแนะนำให้เปลี่ยนเป็นไวน์ได้ในบางกรณี แต่ในบริบทของไทยก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งการเข้าถึงและพฤติกรรมการดื่มที่มักหยุดไม่ได้แค่แก้วเดียว

สำหรับเบียร์นั้นชัดเจนว่าไม่ดี เพราะเป็นแคลอรีส่วนเกิน เพิ่มกรดยูริก และไม่เป็นประโยชน์ต่อหัวใจเลย

“การใช้แอลกอฮอล์เป็นทางออกของความเครียด อาจดูเหมือนช่วยได้ชั่วคราว แต่ระยะยาวกลับทำให้ทั้งการนอน อารมณ์ และสุขภาพจิตแย่ลง”
https://cas.or.th/content?id=1037
Tags : -

“การใช้แอลกอฮอล์เป็นทางออกของความเครียด อาจดูเหมือนช่วยได้ชั่วคราว แต่ระยะยาวกลับทำให้ทั้งการนอน อารมณ์ และสุขภาพจิตแย่ลง”
------------

อ.พญ.ปองขวัญ ยิ้มสอาด
อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ร่วมให้ข้อมูลในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

อ.พญ.ปองขวัญ กล่าวว่า ถ้าพูดถึงเรื่องสุขภาพจิต หลายคนอาจเคยได้ยิน หรืออาจเคยรู้สึกด้วยตัวเองว่า เวลาเครียด เหนื่อย หรือมีปัญหาเรื่องการนอน แอลกอฮอล์ดูเหมือนจะเป็นตัวช่วยที่เข้าถึงง่าย ดื่มแล้วรู้สึกผ่อนคลาย หลับง่ายขึ้น แต่ในมุมมองทางการแพทย์ เราพบว่า แอลกอฮอล์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพจิตอย่างที่หลายคนเข้าใจ ตรงกันข้าม มันกลับเป็นตัวที่รบกวนระบบการทำงานของสมอง โดยเฉพาะวงจรการนอนและการควบคุมอารมณ์

ในระยะสั้น อาจรู้สึกง่วง หลับเร็วขึ้น แต่การนอนที่เกิดจากแอลกอฮอล์ไม่ใช่การนอนที่มีคุณภาพ สมองไม่ได้พักจริง วงจรการนอนถูกรบกวน ทำให้ตื่นมาไม่สดชื่น และเมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ จะส่งผลต่ออารมณ์ ความเครียด ความหงุดหงิด และภาวะซึมเศร้าในระยะยาว

สิ่งที่น่ากังวล คือ คนจำนวนไม่น้อยเริ่มใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือจัดการอารมณ์ โดยไม่รู้ตัว จากดื่มเพื่อผ่อนคลาย กลายเป็นดื่มเพื่อรับมือกับความเครียด ความเศร้า หรือความกดดันในชีวิตประจำวัน และเมื่อดื่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจพัฒนาไปสู่ภาวะติดแอลกอฮอล์ โดยข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัย เราพบความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนระหว่างปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ กับความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงในการทำร้ายตนเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มเล็ก ๆ ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ เราต้องเปลี่ยนมุมมองต่อแอลกอฮอล์ ไม่มองว่าเป็นทางออกของความเครียดหรือการนอนหลับ แต่ต้องมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม

สุดท้ายนี้ อยากย้ำว่า หากใครเริ่มรู้สึกว่าการดื่มเริ่มควบคุมยาก หรือส่งผลต่ออารมณ์ การนอน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นก้าวสำคัญของการดูแลสุขภาพ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน 1413 หรือที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

“เวลาพูดถึงโรคมะเร็ง หลายคนอาจนึกถึงพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม หรืออาหารการกิน แต่มีปัจจัยหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด นั่นคือ ‘แอลกอฮอล์’ ซึ่งในทางการแพทย์ เรามีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด”
https://cas.or.th/content?id=1038
Tags : -

“เวลาพูดถึงโรคมะเร็ง หลายคนอาจนึกถึงพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม หรืออาหารการกิน แต่มีปัจจัยหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด นั่นคือ ‘แอลกอฮอล์’ ซึ่งในทางการแพทย์ เรามีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด”
------------

 

รศ.ดร.พญ.ภัทรพิมพ์ สรรพวีรวงศ์
หน่วยมะเร็งวิทยา สาขาวิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผู้แทนจาก มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (TSCO)
ร่วมให้ข้อมูลในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

รศ.ดร.พญ.ภัทรพิมพ์ กล่าวว่า จากงานวิจัยจำนวนมากพบว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งที่พบได้บ่อยในคนไทย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ

ในเชิงกลไกทางชีวภาพ แอลกอฮอล์ที่เราดื่มเข้าไปไม่ได้หายไปเฉย ๆ แต่จะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่ชื่อว่า อะซีทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งโดยตรง สารนี้สามารถทำลายสารพันธุกรรมหรือ DNA ของเซลล์ และยังไปรบกวนกระบวนการซ่อมแซม DNA ของร่างกาย พูดง่าย ๆ คือ แอลกอฮอล์ทำให้เซลล์เสียหาย และทำให้ร่างกายซ่อมตัวเองได้แย่ลง นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม รวมถึงทำให้ระบบต่อต้านอนุมูลอิสระของร่างกายทำงานได้ลดลง เซลล์จึงถูกทำลายได้ง่ายขึ้น และยังเพิ่มความเสี่ยงทางอ้อมผ่านภาวะน้ำหนักเกินจากการได้รับแคลอรีส่วนเกิน

ข่าวดีคือ งานวิจัยพบว่า การลดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์สามารถช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดได้จริง โดยเฉพาะมะเร็งช่องปากและมะเร็งหลอดอาหาร นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงของมะเร็งไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่การตัดสินใจลดหรือเลิกดื่ม คือการลดความเสี่ยงให้ตัวเองอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน ความเชื่อที่ว่า “ไวน์แดงหรือไวน์ขาวดีต่อสุขภาพ” ก็ไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการในเรื่องโรคมะเร็ง เพราะการดื่มไวน์ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งต่อมลูกหมากแต่อย่างใด

สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง แอลกอฮอล์ไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงของโรค แต่ยังอาจทำให้อาการข้างเคียงจากการรักษารุนแรงขึ้น ลดประสิทธิภาพของยา ทำให้ตับทำงานหนัก และเพิ่มความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ หรือการเกิดมะเร็งชนิดใหม่

การป้องกันมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับบุคคล แต่ต้องอาศัยการสร้างความตระหนักในสังคม ทั้งในประชาชนทั่วไป ผู้ป่วย และผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง เพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงอย่างถูกต้อง

“การลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพส่วนตัว แต่เป็นการลดภาระโรคของทั้งสังคม”

นักวิชาการ เตือนทุก 10 วินาที มีคนตายจากน้ำเมา 1 คน ชี้ “แอลกอฮอล์” ปัจจัยเร่งป่วยโรค NCDs เกินครึ่งป่วยไม่รู้ตัว
https://cas.or.th/content?id=1035

นักวิชาการ เตือนทุก 10 วินาที มีคนตายจากน้ำเมา 1 คน ชี้ “แอลกอฮอล์” ปัจจัยเร่งป่วยโรค NCDs เกินครึ่งป่วยไม่รู้ตัว สร้างความเสี่ยหายทางเศรษฐกิจ 1.65 แสนล้านบาท สสส.-ศวส. หนุนมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่-บูรณาการทุกภาคส่วน หวังลดผลกระทบจากน้ำเมา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่โรงแรมเบสเวสเทิร์น กรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์ : ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”

โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ “ภาวะวิกฤต NCDs” จากโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสร้างภาระทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง เฉพาะปี 2564 ไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 165,450 ล้านบาท และเกือบ 80% ของคนไทย เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มของผู้อื่น ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และครอบครัว แอลกอฮอล์ได้ถูกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 เชื่อมโยงกับมะเร็งอย่างน้อย 8 ชนิด ได้แก่ มะเร็งช่องปาก กล่องเสียง คอหอย เต้านม (ในผู้หญิง) หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่/ทวารหนัก ตับ และตับอ่อน

“แต่ที่น่ากังวลจากงานวิจัยของศวส. สำรวจประชาชนไทย 3,924 คน จาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ ในปี 2568 พบคนไทยกว่า 90% ไม่รู้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อมะเร็งได้ สะท้อนความจำเป็นของการสื่อสารความเสี่ยงที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งสังคม ทุกคนจึงควรช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ภาระโรคจะลดลง และคุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นอย่างยั่งยืน” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี2567-2568 พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา จำนวน 17.1 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ ดื่มอย่างหนัก 7.7 ล้านคน หรือ 45% ส่วนอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยในทุกกลุ่มอายุ แต่เป็นที่น่าสังเกตคือ แนวโน้มการดื่มในกลุ่มวัยรุ่นมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่างวัยรุ่นชายและหญิง ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มวัยผู้ใหญ่หรือสูงอายุที่พบว่า เพศชายมักจะมีอัตราการดื่มสูงกว่าเพศหญิง ความแตกต่างของความชุกของการดื่มระหว่างชายและหญิงมีแนวโน้มแคบลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์ในประเทศแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งความเชื่อ หรือการมองว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งช่วยในการเข้าสังคม หรือความเท่าเทียม

“ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ยังมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสัดส่วนที่สูง และคนที่ยังดื่มส่วนมากไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคเรื้อรังแล้ว เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ยังดื่มแอลกอฮอล์1.4 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นเบาหวาน 5.9 แสนคน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังดื่มแอลกอฮอล์ 4.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 3.1 ล้านคน ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลเสียต่อการควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์มีระดับค่าเอนไซม์ตับที่ผิดปกติสูงกว่าคนที่ไม่ดื่มโดยเฉลี่ย 3-5 เท่า และมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1-2 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

ด้าน รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า คนไทยดื่มแอลกอฮอล์สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน และเป็นอันดับ 1 ของประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ร่วมกับการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ชี้ตรงกันว่า ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยยังคงสูงมาก ปัจจุบันคนไทยเริ่มดื่มเร็วขึ้น มีอายุเฉลี่ยที่ดื่มครั้งแรกอยู่ที่ 19.9 ปี สะท้อนว่า “ผู้หญิงและเยาวชน” กลายเป็นกลุ่มเปราะบาง และเป้าหมายทางการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการดื่มสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่ามาตรการควบคุมต้องตอบโจทย์บริบทแต่ละพื้นที่ควบคู่ไปกับนโยบายระดับชาติ

“ทุก 10 วินาที มีคนตายจากแอลกอฮอล์ 1 คน หากยังปล่อยให้การดื่มเป็นเรื่องปกติ ความสูญเสียจะทวีขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาระโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มากกว่า 1 ใน 10 ของการตาย หรือปีสุขภาวะที่สูญเสีย (DALYs) เกิดจากแอลกอฮอล์ ทั้งก่อให้เกิดการบาดเจ็บ และป่วยจากโรค NCDs เช่น โรคหัวใจ-หลอดเลือด โรคตับ และมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะผู้ชายที่มีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งขึ้น พร้อมบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ แพทย์ ภาคประชาชน และชุมชน เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนในระยะยาว และลดภาระ NCDs ที่กำลังทวีความรุนแรง” ผู้อำนวยการ ศวส. กล่าว

------------------------------
เวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

 

“ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยตับแข็งมาจากแอลกอฮอล์” สัญญาณชัดว่าต้องลดการดื่ม ก่อนวิกฤตลุกลาม
https://cas.or.th/content?id=1036

“ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยตับแข็งมาจากแอลกอฮอล์” สัญญาณชัดว่าต้องลดการดื่ม ก่อนวิกฤตลุกลาม
------------


รศ.นพ.ศิษฏ์ ศิรมลพิวัฒน์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์
และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้แทนจากสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย ร่วมให้ข้อมูลในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

โดย รศ.นพ.ศิษฏ์ กล่าวว่า...
"ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโรคตับจากแอลกอฮอล์ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้เกิดภาวะไขมันสะสมในตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยเฉพาะในปัจจุบัน พบว่า ผู้ที่มีโรคอ้วน เบาหวาน หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น ไวรัสตับอักเสบ เป็นตัวเร่งให้เกิดโรคตับจากแอลกอฮอล์เร็วขึ้น

ปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อย คือ คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า ไม่มีอาการผิดปกติ หรือค่าเลือดปกติแปลว่าตับไม่เป็นโรค ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว ก่อให้เกิดภาระทางสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมอย่างมหาศาล จากการศึกษาในประเทศไทย พบว่า ร้อยละ 30-50 ของผู้ป่วยโรคตับแข็งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ และผู้ป่วยโรคตับอักเสบเฉียบพลันจากแอลกอฮอล์มีอัตราเสียชีวิตภายใน 1 เดือน สูงถึงร้อยละ 30-50 สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันลดการบริโภคแอลกอฮอล์ และผลักดันมาตรการป้องกันเชิงระบบเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย"

 

เวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”
https://cas.or.th/content?id=1033


เวทีสาธารณะ“แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”

ร่วมทำความเข้าใจความเสี่ยงจากแอลกอฮอล์ต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ผ่านข้อมูลวิชาการล่าสุด และแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00–12.00 น.
ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร
ถ่ายทอดสดทางเพจเฟซบุ๊ก: Centre for Alcohol Studies : CAS

ภายในงานพบกับ

  • ปาฐกถาเปิดเวที โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส.
  • นำเสนอข้อมูลสำคัญจากการสำรวจสุขภาพคนไทยและสถิติการดื่ม
  • เวทีเสวนาโดยแพทย์และนักวิชาการจากหลายสถาบัน

เพื่อร่วมกันมองหาทางออกในการลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์และปกป้องสุขภาพคนไทย

อย่าพลาด! รับชมสดเพื่อร่วมเรียนรู้ ร่วมคิด และร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายไปด้วยกัน


 

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.