คำค้นหา : กลยุทธ์

คำค้นหา : กลยุทธ์

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 987 ครั้ง
ปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ: กรณีศึกษา อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
https://cas.or.th/content?id=1147
Tags : -

ปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ: กรณีศึกษา อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
Commercial Determinants of Health: Alcohol Industry


ผู้เขียน: ศาสตราจารย์ ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์
สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

องค์กรธุรกิจปกป้องผลประโยชน์และ ‘กำไร’ ด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย

  • โน้มน้าว/ล้อบบี้ ผู้กำหนดนโยบาย
  • จัดตั้งองค์กรบังหน้า (front group)
  • การตลาด ‘ล่าเหยื่อ’
  • การให้ข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อให้สังคมเข้าใจผิด

นิยามปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ

ปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ (Commercial Determinants of Health) หมายถึง ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางลบต่อสุขภาพด้วยแรงจูงใจจาก “กำไร” ซึ่งหมายถึง พลังอำนาจเชิงธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อการเมือง การเงิน เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการค้าระหว่างประเทศ [1, 2] เหล่านี้เป็นปัจจัยคุกคามมหาศาล หากองค์กรธุรกิจนั้นผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ทำลายสุขภาพของผู้บริโภค

องค์กรธุรกิจปกป้องผลประโยชน์และ ‘กำไร’ ด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย เช่น โน้มน้าว/ล้อบบี้ผู้กำหนดนโยบาย จัดตั้งองค์กรบังหน้า (front group) ใช้กลยุทธ์การตลาด ‘ล่าเหยื่อ’ เพื่อขับเคลื่อนอุปสงค์และอุปทานของสินค้าให้เพิ่มขึ้น [4]

กลยุทธ์ ‘ความรับผิดชอบต่อสังคม’ เป็นการสร้างภาพและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน เมื่อมีโอกาสอุตสาหกรรมจะใช้กลยุทธิ์นี้ในการ ‘เซาะกร่อน บ่อนทำลาย’ นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่ ‘คุกคาม’ ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ [11]


กลยุทธ์อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น บริษัทผู้ผลิต ใช้กลยุทธ์และวิธีการดังกล่าวข้างต้น ไม่แตกต่างกับกลยุทธ์ที่อุตสาหกรรมยาสูบใช้ [3] มีการให้ข้อมูลที่บิดเบือน เซาะกร่อนความจริง เพื่อให้สังคมเข้าใจผิดและบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือทางวิชาการทางสาธารณสุข แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้นดำเนินการโดยสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทางด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ชั้นนำก็ตาม

ที่ผ่านมา มีหลักฐานเชิงประจักษ์บ่งชี้ว่า อุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ใช้วิธีการหลากหลายเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงผลงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพของการดื่มแอลกอฮอล์ โดยปิดบัง ซ่อนเร้น บิดเบือน สร้างความสงสัยต่องานวิจัย และปฏิเสธข้อมูล

ข้อเท็จจริงทางสุขภาพที่ถูกอุตสาหกรรมบั่นทอน ได้แก่ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ [6]ความเสี่ยงของการดื่มของแม่ที่ตั้งครรภ์ต่อการเกิดกลุ่มความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับทารกในครรภ์และอันตรายต่อทารก [7] ความสัมพันธ์ของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการเกิดโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ [8, 9, 10]

ข้อมูลสถิติและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ บ่งชี้ชัดเจนว่า “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือสารก่อมะเร็ง” แต่บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ข้ามชาติและรัฐบาลของประเทศที่เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่างพยายามปิดบัง อำพราง ซ่อนเร้น ไม่ให้สาธารณะและผู้บริโภคได้รับทราบถึงความสัมพันธ์ของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการเกิดโรคมะเร็ง [12, 13] รวมทั้ง การขัดขวางการออกมาตรการฉลากคำเตือนโรคมะเร็งบนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านกลไกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) และระเบียบว่าด้วยอุปสรรคเชิงเทคนิคทางการค้า [14] นอกจากนี้ ยังมีการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีเพื่อขัดขวางงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลของฉลากคำเตือนโรคมะเร็งบนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศแคนาดา [15]

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังพยายาม ‘สร้างภาพลักษณ์’ ด้วยกิจกรรมเพื่อสังคม อาทิ การบริจาคเงินเพื่อสาธารณประโยชน์ และสร้าง ‘วาทกรรม’ เพื่อโยนความรับผิดชอบไปยัง ปัจเจกบุคคล หรือโยนความผิดไปให้ผู้บริโภคว่าต้อง ‘ดื่มแบบรับผิดชอบ’ อีกด้วย [5]
 

กรณีศึกษาจากบทความวิชาการ วารสาร British Medical Journal (BMJ)

จากงานวิจัยการศึกษาอิทธิพลของอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ต่อนโยบายด้านสุขภาพ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal (BMJ) โดย Jim McCambridge และทีมวิจัยจาก London School of Hygiene and Tropical Medicine ที่เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์สมาชิกอาวุโสของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า “อิทธิพลของอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างแนบเนียนผ่านการล้อบบี้ และการสร้างสายสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้กำหนดนโยบายคนสำคัญ” [16, 17]

อิทธิพลของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมหาศาล โดยผู้แทนจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักเข้าพบผู้บริหารในรัฐบาลหรือข้าราชการระดับสูงเป็นประจำ รวมถึงการร่วมประชุมกับรัฐมนตรี และที่ปรึกษาต่าง ๆ เป็นประจำ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

จากการศึกษา รายงานการประชุมพิจารณามาตรการราคาขายปลีกขั้นต่ำในประเทศสก็อตแลนด์ ในรายงานมีการชี้แจง หลักฐานเชิงประจักษ์จากกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ ซึ่งมีน้ำหนักมากพอที่จะสนับสนุนการออกมาตรการราคาขายปลีกขั้นต่ำ แต่รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กลับสรุปว่า ความรับผิดชอบหลักในการลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อยู่ที่ตัวบุคคล” [16]

บทสรุป

พลังอำนาจทางธุรกิจของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีอิทธิพลมหาศาล ทั้งด้านการเมือง การเงิน และการค้าระหว่างประเทศมีกรณีศึกษาอิทธิพลของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกฮอล์ต่อการคัดค้านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกฮอล์ในหลายประเทศ เช่น การฟ้องร้องการออกกฎหมายราคาขายปลีกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขั้นต่ำในสก็อตแลนด์ ในปี พ.ศ. 2555 ต่อศาลทั้งในสก็อตแลนด์ สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป โดยอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นำโดยสมาคมสก็อตวิสกี้ ที่ทำให้มีการชะลอการออกฎหมายไปถึง 6 ปี

การปกป้องสุขภาพประชาชนจากปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกฮอล์ ต้องอาศัยความร่วมมือและบูรณาการระหว่างภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และเครือข่ายระดับภูมิภาค/โลก จึงจะสามารถยืนหยัดเพื่อตอบโต้กับอิทธิพลเหล่านั้นได้ สถาบันวิชาการทางการแพทย์และการสาธารณสุข และภาคประชาสังคม ควรจะต้องสื่อสารเชิงรุกกับผู้กำหนดนโยบายทุกระดับ เกี่ยวกับปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพและผลกระทบต่อสุขภาพจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นำไปสู่อุปสรรคสำคัญสำหรับเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณากฎหมายของประเทศ

เอกสารอ้างอิง:

  1. Kickbusch I, Allen L, Franz C, 2016. The Commercial Determinants of Health. Comment. Lancet Global Health 2016; 4 (12): e895-6. Available at: https://www.thelancet.com/action/showPdf?pii=S2214-109X%2816%2930217-0, https://doi.org/10.1016/S2214-109X(16)30217-0
  2. Maani N, Petticrew M, and Galea S, 2022. The Commercial Determinants of Health. Oxford University Press. ISBN-13: 978-0197578759
  3. Doyle A, 2025. Commercial determinants of health: the case of the alcohol industry. Drugnet Ireland, Issue 91, Spring 2025, pp.23-25. Available at: https://www.drugsandalcohol.ie/43352/
  4. Mialon M, 2020. An overview of the commercial determinants of health. Global Health 2020; 16: 74.
  5. Marten R, Amul GGH, Casswell S., 2020. Alcohol: global health’s blind spot. Lancet Glob Health 2020; 8: e329–30.
  6. Petticrew M, Maani N, Knai C, Weiderpass E, 2018. How alcohol industry organisations mislead the public about alcohol and cancer. Drug Alcohol Rev, 2018 Mar; 37(3): 293-303. doi: 10.1111/dar.12596. Epub 2017 Sep 7.
  7. Lim AWY, van Schalkwyk MCI, Maani N, Petticrew M, 2019.Pregnancy, fertility, breastfeeding, and alcohol consumption: an analysis of framing and completeness of information disseminated by alcohol industry-funded organizations. J Stud Alcohol Drugs, 2019 Sep; 80(5): 524-533. doi: 10.15288/jsad.2019.80.524.
  8. Peake L, van Schalkwyk MCI, Maani N, et al., 2021. Analysis of the accuracy and completeness of cardiovascular health information on alcohol industry-funded websites. Eur J Public Health, 2021 Dec 1; 31(6): 1197-1204. doi: 10.1093/eurpub/ckab135.
  9. Mitchell G, Lesch M, and McCambridge J, 2020. Alcohol industry involvement in the moderate alcohol and cardiovascular health trial. Am J Public Health, 2020 Apr; 110(4): 485-488. doi: 10.2105/AJPH.2019.305508. Epub 2020 Feb 20.
  10. Krittanawong C, Isath A, Rosenson RS, Khawaja M, Wang Z, Fogg SE, Virani SS, Qi L, Cao Y, Long MT, Tangney CC, Lavie CJ, 2022. Alcohol Consumption and Cardiovascular Health. Am J Med, 2022 Oct; 135(10): 1213-1230.e3. doi: 10.1016/j.amjmed.2022.04.021. Epub 2022 May 14.
  11. Marks JH 2019. The perils of partnership: industry influence, institutional integrity, and public health.Oxford: Oxford University Press.doi: 10.1093/oso/9780190907082.001.0001ISBN: 9780190907082; 9780190907112
  12. Madden M, McCambridge J, 2021. Alcohol marketing versus public health: David and Goliath? Global Health. 2021; 17(1): 45.
  13. Bates S, Holmes J, Gavens L, de Matos EG, Li J, Ward B, Hooper L, Dixon S, Buykx P, 2018. Awareness of alcohol as a risk factor for cancer is associated with public support for alcohol policies. BMC Public Health. 2018; 18(1): 688.
  14. O’Brien P, Stockwell T, Vallance K, Room R, 2021. WHO should not support alcohol Industry co-regulation of public health labelling.Addiction. 2021; 116(7): 1619-1621.
  15. Stockwell, T, Solomon R, O’Brien P, Vallance K, Hobin E, 2020. Cancer warning labels on alcohol containers: A consumer’s right to know, a government’s responsibility to inform, and industry’s power to thwart. J Stud Alcohol Drugs. 2020; 81(2): 284-292.
  16. Gornall J, 2014. Under the influence. BMJ 2014; 348: f7646 doi: https://doi.org/10.1136/bmj.f7646 (Published 08 January 2014)
  17. Hawkins B, Holden C, 2012. “Water dripping on Stone?” Industry lobbying and UK alcohol policy. Policy Press.

 


 

Commercial Determinants of Health: Alcohol Industry

Author: Professor Dr. Nithat Sirichotiratana 
Institute for Thai Health Promotion, National Health Foundation

Business Organizations Protect Their Interests and “Profits” Through Various Strategies

  • Influencing/lobbying policymakers
  • Establishing front groups
  • Predatory marketing
  • Providing distorted information to mislead the public

Definition of Commercial Determinants of Health

Commercial Determinants of Health (CDOH) refer to factors that negatively influence health, driven by the motivation to generate “profit.” These include the power of businesses to influence politics, finance, the economy, society, and culture, as well as international trade [1, 2]. These factors pose a significant threat when businesses produce goods and products that are harmful to consumers’ health.

Business organizations protect their interests and “profits” through various strategies, such as influencing or lobbying policymakers, establishing front groups, and employing “predatory” marketing strategies to drive demand for and supply of their products [4].

Corporate “social responsibility” strategies are used to create and maintain a positive image of the industry. At the same time, when opportunities arise, industries may use such strategies to “erode and undermine” public health policies that threaten their commercial interests [11].

Strategies of the Alcohol Industry

The alcohol industry, including manufacturers and producers, employs strategies and practices similar to those used by the tobacco industry [3]. These include providing misleading information, undermining scientific evidence, and eroding public understanding in ways that undermine the credibility of public health research, even when such research is conducted by leading university research institutions in the fields of public health and medicine.

There is substantial empirical evidence indicating that the alcohol industry has used various tactics to distort scientific evidence concerning the negative health effects of alcohol consumption. These tactics include concealing, suppressing, distorting, creating doubt about, and denying research findings.

Health-related facts that have been undermined by the industry include the risk of cancer associated with alcohol consumption [6], the risks of maternal alcohol consumption during pregnancy and its association with fetal abnormalities and harm to infants [7], and the relationship between alcohol consumption and cardiovascular disease [8, 9, 10].

Statistical data and medical scientific research clearly indicate that “alcohol is a carcinogen.” However, multinational alcohol companies and governments of countries that export alcoholic beverages have attempted to conceal, obscure, and withhold information from the public and consumers regarding the relationship between alcohol consumption and cancer [12, 13]. They have also opposed the introduction of cancer warning labels on alcoholic beverage packaging through mechanisms of the World Trade Organization (WTO) and the Agreement on Technical Barriers to Trade (TBT Agreement) [14]. In addition, there have been threats of legal action aimed at obstructing research on the effectiveness of cancer warning labels on alcoholic beverage packaging in Canada [15].

Furthermore, the alcohol industry seeks to build a positive public image through social activities, such as charitable donations and other philanthropic initiatives. It also constructs narratives that shift responsibility onto individuals, blaming consumers by promoting the notion that they should “drink responsibly” [5].

Case Study from an Academic Article Published in the British Medical Journal (BMJ)

A study examining the influence of the alcohol industry on health policy, published in the British Medical Journal (BMJ) by Jim McCambridge and a research team from the London School of Hygiene & Tropical Medicine, collected data through interviews with senior members of the alcohol industry. The study found that “industry influence operates subtly through lobbying and the development of long-term relationships with key policymakers” [16, 17].

The influence of the alcohol industry is substantial. Representatives of the alcohol industry frequently meet with senior government officials and high-ranking civil servants, as well as ministers and their advisers. Such interactions involve various ministries and government agencies, including the Ministry of Finance, Ministry of Interior, Office of the Prime Minister, Ministry of Environment, Ministry of Foreign Affairs, and Ministry of Public Health.

A review of the meeting records concerning the consideration of minimum retail pricing measures in Scotland found that the records included evidence presented by specialist physicians in liver disease. This evidence was sufficiently strong to support the introduction of minimum retail pricing. However, the Deputy Director-General of the Ministry of Public Health concluded that the primary responsibility for reducing alcohol consumption rested with individuals [16].

Conclusion

The business power of the alcohol industry has substantial influence over politics, finance, and international trade. There are numerous documented cases of the alcohol industry influencing and opposing alcohol control legislation in various countries. One example is the legal challenge to minimum unit pricing legislation for alcoholic beverages in Scotland in 2012, brought by the Scotch Whisky Association before courts in Scotland, the United Kingdom, and the European Union. The actions of the alcohol industry contributed to delaying the implementation of the legislation for as long as six years.

Protecting public health from the commercial determinants of health created by the alcohol industry requires collaboration and integration among civil society, academia, and regional and global networks in order to effectively counter such influence. Academic institutions in medicine and public health, together with civil society organizations, should proactively communicate with policymakers at all levels about the commercial determinants of health and the health impacts of alcohol. These factors represent significant barriers to achieving the Sustainable Development Goals (SDGs), particularly for members of the House of Representatives and the Senate, who have the authority and responsibility to consider and enact national legislation.

References:

  1. Kickbusch I, Allen L, Franz C, 2016. The Commercial Determinants of Health. Comment. Lancet Global Health 2016; 4 (12): e895-6. Available at: https://www.thelancet.com/action/showPdf?pii=S2214-109X%2816%2930217-0, https://doi.org/10.1016/S2214-109X(16)30217-0
  2. Maani N, Petticrew M, and Galea S, 2022. The Commercial Determinants of Health. Oxford University Press. ISBN-13: 978-0197578759
  3. Doyle A, 2025. Commercial determinants of health: the case of the alcohol industry. Drugnet Ireland, Issue 91, Spring 2025, pp.23-25. Available at: https://www.drugsandalcohol.ie/43352/
  4. Mialon M, 2020. An overview of the commercial determinants of health. Global Health 2020; 16: 74.
  5. Marten R, Amul GGH, Casswell S., 2020. Alcohol: global health’s blind spot. Lancet Glob Health 2020; 8: e329–30.
  6. Petticrew M, Maani N, Knai C, Weiderpass E, 2018. How alcohol industry organisations mislead the public about alcohol and cancer. Drug Alcohol Rev, 2018 Mar; 37(3): 293-303. doi: 10.1111/dar.12596. Epub 2017 Sep 7.
  7. Lim AWY, van Schalkwyk MCI, Maani N, Petticrew M, 2019.Pregnancy, fertility, breastfeeding, and alcohol consumption: an analysis of framing and completeness of information disseminated by alcohol industry-funded organizations. J Stud Alcohol Drugs, 2019 Sep; 80(5): 524-533. doi: 10.15288/jsad.2019.80.524.
  8. Peake L, van Schalkwyk MCI, Maani N, et al., 2021. Analysis of the accuracy and completeness of cardiovascular health information on alcohol industry-funded websites. Eur J Public Health, 2021 Dec 1; 31(6): 1197-1204. doi: 10.1093/eurpub/ckab135.
  9. Mitchell G, Lesch M, and McCambridge J, 2020. Alcohol industry involvement in the moderate alcohol and cardiovascular health trial. Am J Public Health, 2020 Apr; 110(4): 485-488. doi: 10.2105/AJPH.2019.305508. Epub 2020 Feb 20.
  10. Krittanawong C, Isath A, Rosenson RS, Khawaja M, Wang Z, Fogg SE, Virani SS, Qi L, Cao Y, Long MT, Tangney CC, Lavie CJ, 2022. Alcohol Consumption and Cardiovascular Health. Am J Med, 2022 Oct; 135(10): 1213-1230.e3. doi: 10.1016/j.amjmed.2022.04.021. Epub 2022 May 14.
  11. Marks JH 2019. The perils of partnership: industry influence, institutional integrity, and public health.Oxford: Oxford University Press.doi: 10.1093/oso/9780190907082.001.0001ISBN: 9780190907082; 9780190907112
  12. Madden M, McCambridge J, 2021. Alcohol marketing versus public health: David and Goliath? Global Health. 2021; 17(1): 45.
  13. Bates S, Holmes J, Gavens L, de Matos EG, Li J, Ward B, Hooper L, Dixon S, Buykx P, 2018. Awareness of alcohol as a risk factor for cancer is associated with public support for alcohol policies. BMC Public Health. 2018; 18(1): 688.
  14. O’Brien P, Stockwell T, Vallance K, Room R, 2021. WHO should not support alcohol Industry co-regulation of public health labelling.Addiction. 2021; 116(7): 1619-1621.
  15. Stockwell, T, Solomon R, O’Brien P, Vallance K, Hobin E, 2020. Cancer warning labels on alcohol containers: A consumer’s right to know, a government’s responsibility to inform, and industry’s power to thwart. J Stud Alcohol Drugs. 2020; 81(2): 284-292.
  16. Gornall J, 2014. Under the influence. BMJ 2014; 348: f7646 doi: https://doi.org/10.1136/bmj.f7646 (Published 08 January 2014)
  17. Hawkins B, Holden C, 2012. “Water dripping on Stone?” Industry lobbying and UK alcohol policy. Policy Press.
อิโมจิกับการพรางเจตนา: ความท้าทายของการกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัล
https://cas.or.th/content?id=1145
Tags : -

อิโมจิกับการพรางเจตนา: ความท้าทายของการกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัล

เขียนโดย:
1) อาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2) รศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

บทนำ: บริบทกฎหมายกับความเป็นจริงของการสื่อสารดิจิทัล

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัลได้พัฒนาไปในรูปแบบที่ซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับมากขึ้น แม้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 จะมุ่งเสริมความเข้มงวดในการกำกับดูแลการโฆษณาและการสื่อสารการตลาดในสื่อดิจิทัล แต่ความเป็นจริงของการสื่อสารกลับสะท้อนว่า โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังสามารถแทรกตัวเข้าสู่พื้นที่ออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารลักษณะนี้คือ “อิโมจิ (emoji)” ซึ่งเป็นภาษาภาพที่กลมกลืนกับวัฒนธรรมการสื่อสารออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน

อิโมจิสามารถสื่อสารอารมณ์ ตัวตน และความหมายแฝงได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังสามารถทำหน้าที่แทนชื่อแบรนด์ ราคา หรือเงื่อนไขทางการค้าในลักษณะที่ยากต่อการตรวจจับด้วยกลไกกำกับดูแลแบบเดิม คำถามสำคัญจึงมิได้อยู่ที่ว่า กลไกใดทำให้อิโมจิสามารถเล็ดลอดออกนอกนิยามของ “การโฆษณา” ตามกรอบกฎหมายเดิมได้

อิโมจิในฐานะรหัสแทนแบรนด์: การสื่อสารนอกนิยามโฆษณาแบบดั้งเดิม

อิโมจิถูกนำมาใช้ในฐานะ “รหัสแทนแบรนด์” ผ่านการถอดอัตลักษณ์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยให้กลายเป็นสัญลักษณ์ภาพ เช่น อิโมจิช้าง แทนเบียร์ช้าง หรือ อิโมจิเสือ แทนเบียร์สิงห์และลีโอ อิโมจิชพระอาทิตย์ เพื่อสื่อถึงสุราสีอย่างแสงโสม หรือ อิโมจิหงส์ และ อิโมจิช้างนกยูง เพื่อแทนแบรนด์หงส์ทอง รหัสเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นภาษาเฉพาะกลุ่มที่ผู้รับสารสามารถถอดความหมายได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องปรากฏชื่อ ตราสินค้า หรือภาพผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม การแทนแบรนด์ด้วยอิโมจิไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้างการจดจำสินค้าโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่อิโมจิแทนแบรนด์นั้นยังถูกฝังให้อยู่ในบริบททางอารมณ์และไลฟ์สไตล์ที่ผู้รับสารคุ้นชิน ด้วยสัญลักษณ์ที่สื่อถึงบรรยากาศและกิจกรรมทางสังคม เช่น อิโมจิพลุ ไฟ ดนตรี คนเต้นรำ หรือกิจกรรมทางสังคมอย่าง อิโมจิบอล ช่วยเชื่อมโยงการดื่มเข้ากับความสนุก ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ร่วมในชีวิตประจำวัน

รูปแบบการจัดวางอิโมจิในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่สะท้อนรูปแบบและกลยุทธ์การสื่อสารที่เป็นรูปแบบซ้ำ เช่น การใช้สูตร “อิโมจิแทนแบรนด์ + จำนวน + ราคา” หรือ การนำเสนออิโมจิแทนแบรนด์ ผสมผสานกับสัญลักษณ์อื่น ๆ เพื่อดึงสายตาและเน้นย้ำ “ข้อมูล” หรือสารทางการตลาดที่เชื่อมโยงกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ การจัดวางในลักษณะนี้ทำให้อิโมจิทำหน้าที่กำหนดโทน อารมณ์ และกรอบการตีความของผู้รับสาร พร้อมทั้งขยายความหมายของอิโมจิจากการเป็นเพียงรหัสแทนสินค้าไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเชิงไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้เนื้อหาดังกล่าวถูกอ่านในฐานะคอนเทนต์ทั่วไปมากกว่าการโฆษณา

เมื่อรหัสแทนแบรนด์และบริบททางอารมณ์ถูกนำมาผสานกันอย่างเป็นระบบ การสื่อสารทางการตลาดของอิโมจิจึงแปรสภาพเป็น “การพรางโฆษณา” อีกทั้งยังลดแรงต้านทานของผู้รับสารต่อการโฆษณา เนื่องจากผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกำลังถูก “ขายของ” หรือรู้สึกว่าได้รับโฆษณาที่เชิญชวนให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง แต่รับสารในฐานะคอนเทนต์ที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมออนไลน์ที่คุ้นเคย

สำหรับผู้ใช้สื่อออนไลน์ทั่วไป รวมถึงระบบตรวจจับการโฆษณาแบบอัตโนมัติ การสื่อสารโดยใช้อิโมจิในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รูปแบบนี้อาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ถูกตีความว่าเป็นการโฆษณา เนื่องจากไม่ปรากฏคำต้องห้าม ชื่อแบรนด์ หรือภาพผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในสายตาของกลุ่มเป้าหมาย รหัสและบริบทที่ถูกจัดวางอย่างตั้งใจกลับสามารถสื่อสารสารเพื่อโน้มน้าวและชักจูงใจได้อย่างชัดเจนและมีพลัง

กลไกการฝังอิโมจิในการสื่อสารการตลาดเช่นนี้จึงทำให้เส้นแบ่งระหว่างการสื่อสารทั่วไปกับการโฆษณาแฝงมีความพร่าเลือนในเชิงโครงสร้าง อีกทั้งยังสอดคล้องกับตรรกะของแพลตฟอร์มดิจิทัลซึ่งให้คุณค่ากับคอนเทนต์ที่หยุดสายตาและกระตุ้นการมีส่วนร่วม ส่งผลให้อิโมจิทำงานทั้งในเชิงความหมายและสอดรับกับตรรกะของแพลตฟอร์มดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

บทสรุป: ผลกระทบต่อเยาวชนและโจทย์ใหม่ของการกำกับดูแล

อิโมจิอาจเปรียบได้กับ “ม้าไม้เมืองทรอย” ของการสื่อสารการตลาดร่วมสมัย ซึ่งภายนอกปรากฏตัวในฐานะภาษาวัฒนธรรมออนไลน์ที่มีลักษณะเป็นมิตรและไม่เป็นทางการ หากแต่ภายในบรรจุกลไกทางการตลาดที่สามารถเล็ดลอดเข้าสู่การรับรู้ของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้อิโมจิในการสื่อสารการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงมิได้เป็นเพียงเทคนิคการนำเสนอรูปแบบใหม่ หากแต่เป็นการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับข้อจำกัดทางกฎหมายและตรรกะของแพลตฟอร์มดิจิทัลในเวลาเดียวกัน

ผลกระทบของการสื่อสารลักษณะนี้มีนัยสำคัญต่อกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเมื่อภาพอิโมจิแทนแบรนด์ถูกใช้ซ้ำร่วมกับอิโมจิที่แสดงถึงความสนุกสนาน หรือไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ การใช้รหัสอิโมจิที่เข้าใจเฉพาะกลุ่มระหว่างอินฟลูเอนเซอร์กับผู้ติดตามยังช่วยเสริมความรู้สึกเป็น “คนใน” และผูกโยงแบรนด์เข้ากับอัตลักษณ์และเครือข่ายทางสังคมได้อย่างแนบเนียน การใช้อิโมจิในการสื่อสารธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงสามารถอธิบายได้ในฐานะกลไกการสร้าง “Brand Association แบบแฝง” ที่ทำงานผ่านทั้งการวางเงื่อนไขทางอารมณ์และแรงจูงใจทางสังคม การสื่อสารในลักษณะนี้ไม่เพียงลดแรงต้านทานทางจิตวิทยาของผู้รับสาร แต่ยังทำให้เยาวชนค่อย ๆ ซึมซับทัศนคติเชิงบวกต่อแบรนด์และผลิตภัณฑ์โดยไม่รู้ตัว

ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่า ความท้าทายของการกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อดิจิทัลมิได้อยู่ที่การขาดกฎหมาย หากแต่อยู่ที่การเปลี่ยนผ่านของรูปแบบการสื่อสารจากสิ่งที่ “ปรากฏชัด” ไปสู่การใช้สัญญะ ภาษาภาพ และการตีความเชิงบริบท

ในระดับนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแลอาจพิจารณาปรับกรอบการนิยาม “การโฆษณา” จากการตรวจจับถ้อยคำหรือภาพผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา ไปสู่การพิจารณาเจตนาเชิงการสื่อสารและผลกระทบต่อการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะในกรณีการใช้สัญญะ อิโมจิ และคอนเทนต์เชิงไลฟ์สไตล์ที่มีการสื่อสารซ้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของผู้บังคับใช้กฎหมายให้สามารถอ่านและประเมินการสื่อสารเชิงสัญญะในระดับโครงสร้างได้อย่างรอบด้าน

ภายใต้กรอบการกำกับดูแลดังกล่าว การดำเนินการในระดับแพลตฟอร์มผ่านความร่วมมือในการพัฒนากลไกตรวจจับเนื้อหาที่คำนึงถึงบริบทและรูปแบบการจัดวางสัญญะเชิงซ้ำ จะช่วยลดช่องว่างของการกำกับดูแลการสื่อสารการตลาดแฝงในสื่อดิจิทัลได้ในทางปฏิบัติ

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการกำกับดูแลเชิงกฎหมายและกลไกของแพลตฟอร์มแล้ว การเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อในสังคมดิจิทัลแก่ผู้ปกครอง ครู และเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะทักษะการอ่านภาษาภาพและการตีความบริบทของการสื่อสาร จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและรับมือกับการสื่อสารการตลาดแฝงในระยะยาวอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง: กนิษฐา ไทยกล้า และนิษฐา หรุ่นเกษม. (2567). การศึกษาแนวโน้ม กลยุทธ์ และวาทกรรมในการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์. สงขลา : ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.).

รายงานวิจัย การศึกษาแนวโน้ม กลยุทธ์และวาทกรรมในการสื่อสาร การตลาดออนไลน์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
https://cas.or.th/content?id=1122
Tags : -

การศึกษาแนวโน้ม กลยุทธ์ และวาทกรรมในการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์


งานวิจัยนี้ศึกษารูปแบบ แนวโน้ม กลยุทธ์ และวาทกรรมที่ใช้ในการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจวิธีการสร้างการรับรู้แบรนด์ การใช้ผู้มีอิทธิพลทางออนไลน์ (Influencers) การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ และการใช้ภาษาเพื่อส่งเสริมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลการศึกษาช่วยสะท้อนพลวัตของการตลาดดิจิทัลและสนับสนุนการพัฒนานโยบายและมาตรการกำกับดูแลการสื่อสารการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยุคดิจิทัล


A Study of Trends, Strategies, and Discourses of Alcohol Online Marketing Communication


This research investigates the trends, strategies, and discourses used in online marketing communication for alcoholic beverages in Thailand. The study analyzes content from social media and digital platforms to understand how alcohol brands build awareness, utilize influencers, employ symbolic communication, and use language to shape consumer perceptions and behaviors. The findings provide insights into the evolving dynamics of digital alcohol marketing and contribute to the development of effective policies and regulatory measures for alcohol marketing communication in the digital age.

รายงานวิจัย การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการเฝ้าระวังรูปแบบแนวโน้มการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนอินเทอร์เน็ต
https://cas.or.th/content?id=1101

งานวิจัยเรื่อง “การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการเฝ้าระวังรูปแบบแนวโน้มการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนอินเทอร์เน็ต” มุ่งพัฒนาระบบเฝ้าระวังการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนสื่อออนไลน์และสื่อสังคมออนไลน์ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และติดตามรูปแบบ กลยุทธ์ และแนวโน้มการโฆษณาและการสื่อสารการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย และเป็นฐานข้อมูลสำหรับการกำหนดนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย


The study “Application of Artificial Intelligence for Monitoring Alcohol Marketing Patterns and Trends” aims to develop an AI-based surveillance system for monitoring alcohol marketing activities across online and social media platforms. The system is designed to collect, analyze, and track marketing strategies, advertising practices, and emerging trends used by the alcohol industry. The findings support more effective monitoring, strengthen regulatory enforcement, and provide evidence for alcohol control policy development in Thailand.

การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาองค์ความรู้และประเด็นวิจัยด้านผลกระทบจากการตลาด และวาทกรรมทางสังคม ในบริบทพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2”
https://cas.or.th/content?id=1080
Tags : -

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาองค์ความรู้และประเด็นวิจัยด้านผลกระทบจากการตลาด และวาทกรรมทางสังคม ในบริบทพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2” ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องฮิลล์เครส ชั้น 5 โรงแรมดิควอเตอร์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

การประชุมครั้งนี้มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อัปเดตสถานการณ์ และร่วมกันระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับ ผลกระทบของการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และวาทกรรมทางสังคม ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับปรับปรุง

ภายในเวทีมีการนำเสนอข้อมูลวิชาการและการอภิปรายถึง

  • แนวโน้มและกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์
  • ช่องว่างองค์ความรู้และ โจทย์วิจัยสำคัญที่ควรศึกษาในช่วงปี 2569–2570 เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • การวิเคราะห์ วาทกรรมและความเข้าใจผิดของสังคมเกี่ยวกับนโยบายแอลกอฮอล์ และการพัฒนาข้อเท็จจริงเชิงวิชาการเพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ

ผลจากการประชุมทำให้เกิดการ ตกผลึกประเด็นวิจัยสำคัญด้านการตลาดและการสื่อสารของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงแนวทางการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม อันจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอนาคต

ศวส. ขอขอบคุณวิทยากร นักวิจัย และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อันมีคุณค่า เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่มุ่งลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย

การค้าระหว่างประเทศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
https://cas.or.th/content?id=1029

การค้าระหว่างประเทศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน


โดย ศ.ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์
สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

การประชุมวิชาการประจำปี “การค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ” ระหว่างวันที่ 4 - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 มีผู้แทนจากองค์การค้าโลก กระทรวงการต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งนักวิชาการ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มาร่วมประชุมและให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับสถานการณ์การเจรจาค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะแนวทางที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วันสุดท้ายของการประชุมมีประเด็นของแนวทางปฏิบัติเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเสริมพลังระหว่างนโยบายการค้าและสุขภาพ และประเด็นพลังของหลักฐานในการทำให้เกิดความสอดคล้องระหว่างนโยบายการค้าและนโยบายสุขภาพ ซึ่งมีการเสนอต่อวิทยากรและผู้เข้าร่วมประชุมว่า ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ (สุรา ยาสูบ อาหารแปรรูป และพลังงานจากฟอสซิล) เป็นอุปสรรคสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีการขับเคลื่อนในองค์การสหประชาชาติให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ใช้หลักการ “ผู้ก่อความเสียหาย ต้องชดใช้” เนื่องจาก บริษัทข้ามชาติทั้ง 4 ประเภท ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ แต่เหตุใดจึงไม่มีการกล่าวถึง ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ ในการประชุม

บริษัทข้ามชาติ 4 ประเภท ถูกบ่งชี้ว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตถึงหนึ่งในสามของประชากรโลกที่เกิดจากโรคไม่ติดต่อ (Gilmore AB, Fabbri A, Baum F, et al., 2021.) การประชุมระดับสูงที่องค์การสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ. 2011 เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อ สรุปว่าองค์กรธุรกิจเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่ระบาดระดับโลกของโรคไม่ติดต่อ ซึ่งจากการศึกษาภาระโรคระดับโลกเมื่อปี ค.ศ. 2019 บ่งชี้ว่าบริษัทข้ามชาติ 4 ประเภทดังกล่าวเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต 19 ล้านคนต่อปี (หรือร้อยละ 41 จากการเสียชีวิต 42 ล้านรายจากโรคไม่ติดต่อ) มีการวิเคราะห์เชิงลึกถึงพฤติกรรมองค์การ และแนวทางปฏิบัติของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการแทรกแซงนโยบายและครอบงำเพื่อโน้มน้าวผู้กำหนดนโยบายให้เอื้อต่อภาคธุรกิจมากกว่าประโยชน์สาธารณะ อีกทั้งให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในบางกรณีเพื่อให้นโยบายควบคุมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ด้อยประสิทธิผลและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ และสังคม


ก่อนการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-19 กรอบการเจรจาการค้าเสรีเน้นเสรีภาพและสิทธิส่วนบุคคลมากกว่ากฎ ระเบียบและมาตรการในการควบคุมโดยภาครัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคมากเกินความจำเป็น (Gilmore AB, Fabbri A, Baum F, et al., 2021.) ในขณะเดียวกันภาคธุรกิจโน้มน้าวภาครัฐเพื่อให้เกิดการควบคุมตนเอง (เพื่อไม่ให้ภาครัฐกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมภาคธุรกิจ)

อย่างไรก็ตาม หลังการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-19 มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการวางกรอบมาตรฐานและควบคุมการตลาดโดยภาครัฐ เพื่อควบคุมโครงสร้างอำนาจของภาคธุรกิจ และลดอันตรายจากพลังอำนาจทางธุรกิจ ในขณะเดียวกันส่งเสริมความเป็นอยู่ทางสังคมให้ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นความก้าวหน้าทางสังคมด้วยเศรษฐกิจแนวใหม่ เช่น การนำเศรษฐกิจกลับสู่ความสมดุลของโลก (degrowth) ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาศักยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อชีวิตที่รุ่งเรือง ยืนยาว และสุขภาพดีของผู้คน และแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ด้วยการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Friel S, Collin J, Daube M, Depoux A, Freudenberg N, Gilmore AB, Johns P, Laar A, Marten R, McKee M, Mialon M, 2023.) หรือ เศรษฐกิจโดนัท (Doughnuts Economics) ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจที่ปกป้องความยุติธรรมทางสังคมและความคุ้มครองทางนิเวศวิทยา ไม่ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะเติบโต ถดถอย หรือคงที่ (Raworth K, 2017.)

กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลก ไม่ต่างไปจากกลยุทธ์ของบริษัทยาสูบข้ามชาติในการขาย “สารเสพติด” การคุกคามสุขภาพประชากรโลกโดยบริษัทยาสูบข้ามชาติเป็นที่รับรู้และเข้าใจมากขึ้นในระดับโลกโดยชุมชนผู้กำหนดนโยบาย และประชากรโลก ทำให้ “ภาพพจน์” ของบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกเปิดโปงถึงการลงทุนเพื่อ “การออกแบบนโยบาย” ให้สอดรับกับเป้าหมายของการพาณิชย์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลก (Madden M & McCambridge J, 2021)

แนวทางการพัฒนานโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ผ่านมา โดยรัฐบาลของประเทศต่างๆ ใช้แนวทางผ่านกลไกการตกลงทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับอิทธิพลจากบริษัทข้ามชาติทั้งหลาย เพื่อส่งเสริมแนวคิดการตลาดเสรีและลดกฎ นโยบาย เงื่อนไข ต่างๆ (Braithwaite J, Drahos P, 2000.) ส่งผลให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ขององค์กรธุรกิจในการสร้างผลกำไรสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพ (Thow AM, Snowdon W, Labonte R, et al., 2015; Friel S, Schram A, Townsend B, 2020; Townsend B, Schram A, 2020; Milsom P, Smith R, Baker P, Walls H, 2021.)

ประเด็นสำคัญที่จะปกป้องนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพจากอิทธิพลและพลังอำนาจทางธุรกิจคือการห้ามไม่ให้องค์กรธุรกิจที่มีผลประโยชน์ขัดกับนโยบายสาธารณะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำนโยบาย เพิ่มมาตรการของความโปร่งใสด้วยการบังคับให้องค์กรธุรกิจและเครือข่ายเปิดเผยงบประมาณและรายงานกิจกรรมในการล้อบบี้ผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งงบประมาณสำหรับการวิจัย (Boushey H, Knudsen L, 2021.)

ประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลบ่งชี้ถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลักการสำคัญมากกว่า “กำไร” และเป็นแนวทางในการจำกัดพลังอำนาจทางธุรกิจ ส่งผลให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ (Buse K, Tanaka S, Hawkes S, 2017.) การปรับแนวคิดใหม่ เนื่องจากแนวคิดเดิมของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (gross domestic product) ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Jackson T, 2021.) ส่งผลให้รัฐบาลนิวซีแลนด์ สก็อตแลนด์ เวลส์ นอร์เวย์ และภูฏาน ทบทวนและท้าทายแนวคิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Hardoon D, Hey N, Brunetti S, 2020; Wellbeing Economy Alliance, 2021; da Silva JG, 2019.) โดยใช้หลักการเศรษฐกิจความเป็นอยู่ดี (wellbeing economy principles) ซึ่งเน้นความเป็นอยู่ดีของประชากรและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้บรรทัดฐานและทิศทางของการจัดทำนโยบายเปลี่ยนไปจากแนวคิดของพลังอำนาจโดยทุนนิยม (Coscieme L, Sutton P, Morentsen LF, et al., 2019; Buchs M, Baltruszewicz M, Bohnenberger K, et al., 2020.)

ระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 จะมีการเจรจา ไทย-สหภาพยุโรป รอบที่ 4 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งผู้เขียนบทความนี้ ได้ส่งข้อมูลรายละเอียดจากนักวิชาการระดับโลกไปให้ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้พิจารณาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จึงหวังว่ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะใช้โอกาสนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ จาก ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’

เอกสารอ้างอิง:
1) Boushey H, Knudsen L, 2021. The importance of competition for the American economy. The White House, 2021. Available at: https://www.whitehouse.gov/.../the-importance.../
2) Braithwaite J, Drahos P, 2000. Global business regulation. Cambridge, Cambridge University
Press, 2000.
3) Buchs M, Baltruszewicz M, Bohnenberger K, et al., 2020. Wellbeing economics for the COVID-19 recovery: ten principles to build back better. 2020. Available at: https://eprints.whiterose.ac.uk/181033/
4) Buse K, Tanaka S, Hawkes S, 2017. Healthy people and healthy profits? Elaborating a conceptual framework for governing the commercial determinants of non-communicable diseases and identifying options for reducing risk exposure. Global Health 2017; 13: 34.
5) Coscieme L, Sutton P, Morentsen LF, Kubiszewski I, Costanza R, Trebeck K, Pulselli FM, Giannetti BF, and Fioramonti L, 2019. Overcoming the myths of mainstream economics to enable a new wellbeing economy. Sustainability (Basel) 2019; 11: 4374.
6) da Silva JG, 2019. From Fome Zero to zero hunger: a global perspective. Rome: Food and Agriculture Organization of the United Nations, 2019.
7) Friel S, Collin J, Daube M, Depoux A, Freudenberg N, Gilmore AB, Johns P, Laar A, Marten R, McKee M, Mialon M, 2023. Commercial Determinants of Health: future directions. Lancet 2023; 401: 1229-40. Available at: https://doi.org/10.1016/ S0140-6736(23)00011-9
8 ) Friel S, Schram A, Townsend B, 2020. The nexus between international trade, food systems, malnutrition and climate change. Nat Food 2020; 1: 51-58.
9) Gilmore AB, Fabbri A, Baum F, Bertscher A, Bondy K, Chang H-J, Demaio S, Erzse A, Freudenberg, N, Friel S, Hofman KJ, Johns P, Karim SA, Lacy-Nichols J, de Carvalho CMP, Marten R, McKee M, Petticrew M, Robertson L, Tangcharoensathien V, Thow AM, 2023. Defining and Conceptualising the Commercial Determinants of Health. Lancet 2023; 401: 1194-213. Available at: https://doi.org/10.1016/ S0140-6736(23)00013-2
10) Hardoon D, Hey N, Brunetti S, 2020. Wellbeing evidence at the heart of policy. Available at: https://whatworkswellbeing.org/.../wellbeing-evidence-at.../
11) Jackson T, 2021. Post growth: life after capitalism. Oxford: Polity Press, 2021. Madden M & McCambridge J, 2021. Alcohol Marketing versus Public Health: David and Goliath? Available at: https://www.ias.org.uk/.../alcohol-marketing-versus.../
12) Milsom P, Smith R, Baker P, Walls H, 2021. Corporate power and the international trade regime preventing progressive policy action on non-communicable diseases: a realist review. Health Policy Plan 2021; 36: 493-508.
13) Raworth K, 2017. Doughnut economics: seven ways to think like a 21st century economist. New York, NY: Random House.
14) Thow AM, Snowdon W, Labonte R, et al., 2015. Will the next generation of preferential trade and investment agreements undermine prevention of noncommunicable diseases? A prospective policy analysis of the Trans Pacific Partnership Agreement. Health Policy 2015; 119: 88-96
15) Townsend B, Schram A, 2020. Trade and investment agreements as structural drivers for NCDs: the new public health frontier. Aust N Z J Public Health 2020; 44: 92-94. Wellbeing Economy Alliance, 2021. A wellbeing economy in action. Available at: https://weall.org/case-studies

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมจัดบูธนิทรรศการในงานประชุมวิชาการ
https://cas.or.th/content?id=958
Tags : -

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมจัดบูธนิทรรศการในงานประชุมวิชาการ "บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ" ครั้งที่ 23 ในโอกาสครบรอบ 20 ปี ศจย. เรื่อง “รวมพลังกระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า : คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันกลยุทธ์”
วันที่ 4–5 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี
โดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

บูรณาการร่วมระหว่างงานควบคุมยาสูบและงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มุ่งเน้นการสื่อสารประเด็นร่วมกันในการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ศวส. ขอขอบคุณ ศจย. ที่เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้ปลอดภัยจากแอลกอฮอล์และยาสูบไปด้วยกัน

ธุรกิจแอลกอฮอล์กับ Pride Month: ฉลองความหลากหลาย หรือฉวยโอกาสทางการตลาด บนความเสี่ยงของ LGBTQ+
https://cas.or.th/content?id=938

ธุรกิจแอลกอฮอล์กับ Pride Month: ฉลองความหลากหลาย หรือฉวยโอกาสทางการตลาด บนความเสี่ยงของ LGBTQ+

ทุกเดือนมิถุนายน โลกเฉลิมฉลอง Pride Month เพื่อสนับสนุนสิทธิ ความเท่าเทียม และอัตลักษณ์ของกลุ่ม LGBTQ+

แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจแอลกอฮอล์จำนวนไม่น้อยกลับเข้ามา "แทรก" ในพื้นที่เฉลิมฉลองนี้ ด้วย วาทกรรมของความเป็นพันธมิตร การสนับสนุนกิจกรรม Pride หรือแม้แต่การออกแบบขวดรุ่นพิเศษที่ใช้สีรุ้ง ทั้งหมดนี้ดูเหมือนเป็น "ความหวังดี"... แต่จริง ๆ แล้วมีอะไรซ่อนอยู่

ในสิ่งที่ดูเหมือนมิตรภาพ อาจมีความเสี่ยงซ่อนอยู่

  • งานวิจัยพบว่า กลุ่ม LGBTQ+ ดื่มแอลกอฮอล์มากและบ่อยกว่ากลุ่มทั่วไป โดยเฉพาะหญิงรักหญิงและหญิงไบเซ็กชวล ซึ่งเสี่ยงต่อผลกระทบทางสุขภาพมากกว่ากลุ่มอื่น
  • การดื่มของกลุ่ม LGBTQ+ ไม่ใช่แค่ "เพื่อเข้าสังคม" แต่ยังเป็นเครื่องมือคลายความเครียดจากการถูกกีดกัน หรือตอบสนองอัตลักษณ์ทางเพศ
  • สถานบันเทิงใน “gay scene” กลายเป็นพื้นที่ดื่มหลัก ที่มีทั้ง โปรโมชันเหล้าแรง เกมแจกเครื่องดื่ม และพนักงานขายแบบยั่วยวน เพื่อกระตุ้นยอดขาย
  • แบรนด์แอลกอฮอล์จำนวนมากใช้กลยุทธ์ทาง CSR และ “พันธมิตรแท้” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ดี แต่แท้จริงแล้วคือ การตลาดแฝง ที่หลีกเลี่ยงกฎหมายและเพิ่มยอดขาย

ทำไมเราควรตั้งคำถาม?

  • เพราะการ "รวมสีรุ้ง" กับธุรกิจที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ อาจกลายเป็นการทำลายสุขภาพของกลุ่มเปราะบางโดยไม่รู้ตัว
  • เพราะการตลาดลักษณะนี้อาจทำให้เราลืมไปว่า “การดื่มคือความเสี่ยง” ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลอง
  • เพราะสุขภาพของชุมชน LGBTQ+ ไม่ควรตกเป็นเหยื่อของผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ขอชวนทุกคนตั้งคำถามว่า... Pride ที่เราฉลองกันนั้น เพื่อใคร? เราสนับสนุนสิทธิและสุขภาพของ LGBTQ+ จริง ๆ หรือแค่เปิดทางให้แบรนด์แสวงหากำไร?

ร่วมกันจับตาการตลาดแฝง และสร้างพื้นที่ปลอดภัย ปลอดเหล้า เพื่อ Pride ที่แท้จริง

อ้างอิง: Souto Pereira S, Lyons A. Rainbow-washing or genuine allyship? How alcohol companies target the LGBTQ+ community [Internet]. London: Institute of Alcohol Studies; 2025 Mar 10 [cited 2025 Jun 12]. Available from: https://www.ias.org.uk/.../rainbow-washing-or-genuine.../

ข้อห่วงใยต่อปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ในกาสิโน ผลสืบเนื่องจากความพยายามผลักดัน พ.ร.บ. Entertainment complex ของไทย
https://cas.or.th/content?id=898

ข้อห่วงใยต่อปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ในกาสิโน ผลสืบเนื่องจากความพยายามผลักดัน พ.ร.บ. Entertainment complex ของไทย

โดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ 
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

จากความพยายามอย่างเร่งรีบของพรรคร่วมรัฐบาลในการผลักดัน พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร หรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.บ.กาสิโน ในช่วงรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมได้รับข้อมูลความคิดเห็นทั้งจากฝั่งสนับสนุนและคัดค้านจำนวนมากซึ่งถือเป็นข้อดีของสังคมเสรีที่ความคิดเห็นและข้อมูลสื่อสารและถ่ายทอดอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากฝั่งสนับสนุน ที่เชื่อว่าจากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เป็นประเทศที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว หากมีการเปิดกาสิโนได้จริงจะเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ทั้งเอกชน ภาคการท่องเที่ยวมีรายได้มากขึ้น ส่วนรัฐบาลก็เก็บภาษีเพิ่มขึ้นเช่นกัน ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านนั้นเชื่อว่าเบื้องหลังของโมเดลนี้ มีการซ่อนต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่ใหญ่หลวงไม่แพ้กัน

ในฐานะนักวิชาการด้านนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เราพบว่าในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีเรื่องคาบเกี่ยวกับพื้นที่ทางวิชาการที่หน่วยงานเราได้ทำข้อมูลตลอดมานั่นคือ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จะยกเว้นกาสิโนจากกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ซึ่งหมายความว่าผู้เข้าไปเล่นในกาสิโนจะมีอิสระอย่างเต็มที่ในการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องประหลาดแต่อย่างใดหากนับว่าในอบายมุขสถานจะให้อิสระมากที่สุดเพื่อเอื้อให้เกิดความบันเทิงอย่างที่สุดแก่ผู้ใช้บริการและนำมาซึ่งการจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้น “อบายมุขเมื่อรวมตัวกัน จะสร้างความต้องการซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น” ข้อความนี้ไม่ได้มาจากความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของผู้เขียนแต่มาจากงานวิจัยที่สะสมข้อมูลจากหลายแหล่ง

  • การพนัน – เหล้า

​การศึกษาของ Cronce และ Corbin ในปี 2010 (1) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มเหล้าและการพนัน โดยเฉพาะขนาดของวงเงินเดิมพันและความเร็วในการสูญเสียเงินทุน ​โดยในการศึกษาดังกล่าวได้แบ่งผู้เข้าร่วมจำนวน 130 คน เป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งถูกสุ่มให้กินเหล้าจริง และอีกกลุ่มให้ดื่มเหล้าปลอม หลังจากนั้นให้ผู้เข้าร่วม เล่นเกมสล็อตจำลองที่ถูกตั้งโปรแกรมให้มีผลลัพธ์เริ่มต้นที่แตกต่างกัน (ชนะ, เสมอ, หรือแพ้) ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงที่มีการสูญเสียเพิ่มขึ้น ผลการศึกษาพบว่าคนที่ดื่มเหล้าจริงมีแนวโน้มที่จะวางเดิมพันที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และเสียเงินทุนทั้งหมดเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ดื่มเหล้า อันที่จริงเวลาที่เราเข้าไปในกาสิโน จะมีพนักงานบริการที่เสิร์ฟเหล้าฟรีให้เราตลอดเวลา เหมือนอย่างที่เราเคยดูในหนังฮอลีวูดส์ทั้งหลาย ถ้ามีฉากที่มีการดวลกันในกาสิโนยิ่งเป็นกาสิโนหรู ๆ จะมีเด็กเติมเหล้า แชมเปญ ให้กันไม่อั้นเลย นี่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้นักพนันหุนหันพลันแล่นและกล้าได้กล้าเสีย และนำมาซึ่งการเพิ่มวงเงินในการเล่นพนันมากยิ่งขึ้น (ซึ่งต้องมากกว่าค่าเหล้าแพง ๆ ที่เขาให้ฟรีแน่นอน)

  • กาสิโน - เหล้าฟรี - อุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ

แน่นอนว่าคนขี้สงสัยบางคนสงสัยต่อว่า ถ้ามีกาสิโน และมีการเสิร์ฟเหล้าไม่อั้นแบบนี้ มันจะทำให้อุบัติเหตุจากคนเมาเหล้าเพิ่มขึ้นไหม ซึ่งเราพบว่ามันเพิ่มขึ้นจริง ๆ

การศึกษาของ Chad D. Cotti และ Douglas M. Walker ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Health Economics ในปี 2010 (2) ได้ศึกษาสัมพันธ์ระหว่างการเปิดกาสิโนกับจำนวนอุบัติเหตุทางถนนที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ที่มีผู้เสียชีวิตในสหรัฐอเมริกา ​เพื่อวิเคราะห์ว่าการเปิดกาสิโนในพื้นที่ต่าง ๆ มีผลกระทบต่อจำนวนอุบัติเหตุทางถนนที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์และมีผู้เสียชีวิตหรือไม่​ โดยใช้ข้อมูลจากช่วงเวลา 10 ปีที่มีการเปิดกาสิโนในสหรัฐอเมริกา​ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการมีกาสิโนในเขตพื้นที่ (county) กับจำนวนอุบัติเหตุทางถนนที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ที่มีผู้เสียชีวิต​ ผลการศึกษาพบว่ามีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการมีกาสิโนในพื้นที่กับจำนวนอุบัติเหตุทางถนนที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ที่มีผู้เสียชีวิต

  • การพนัน - ปัญหาสังคมอื่น ๆ

ความตั้งใจจริงของการเขียนบทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อค้านทุกอย่างทุกประเด็นสำหรับการพัฒนา ผู้เขียนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศย่อมเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกในสังคมและประเทศชาติ และหากข้อเสนอเรื่องกาสิโนจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมจริงแล้ว ผู้เขียนย่อมไม่คัดค้าน แต่กระนั้นก็ตามความกังวลอย่างยิ่งยวดของผู้เขียนไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดเนื้อหาใน พ.ร.บ.กาสิโน ที่มีมาตรการควบคุมความเสียหายไว้พอสมควร เช่น การจำกัดคนไทยที่จะเข้าไปเล่นการพนันต้องมีวงเงินฝากไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท หรือต้องเสียค่าเข้ากาสิโนครั้งละ 5,000 บาท เพื่อคัดกรองเฉพาะคนไทยผู้มีรายได้สูงเท่านั้น และเน้นไปที่การดึงดูดนักพนันต่างชาติ เหมือนที่กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ได้สร้างกาสิโนคอมเพล็กซ์ขึ้นมาก่อนหน้านี้ไปแล้ว แต่กระนั้นก็ตามความน่ากังวลจริง ๆ ของผู้เขียนคือสังคมไทยที่โครงสร้างทางสังคมไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น เราจำเรื่องการเร่งผ่านกฎหมายเพื่อผ่อนปรนอบายมุขอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ได้หรือไม่ พ.ร.บ.กัญชา ที่เคยถูกนำเสนอเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ในช่วงเวลาแรกนั้น ณ วันนี้เราพบว่ามันช่วยใครที่เจ็บป่วยด้วยโรคได้จริงหรือไม่ กัญชากลายเป็นสินค้าในธุรกิจการท่องเที่ยวมากกว่าสินค้าทางการแพทย์ และการซื้อกัญชาในประเทศไทยนั้นง่ายกว่าการซื้อเหล้าเบียร์เสียอีก ภาพที่อันตรายสำหรับสังคมคือ การรับกฎหมายให้รวดเร็วแล้วไปแก้ไขหรือออกกฎหมายเพิ่มเพื่อป้องกันทีหลัง ไม่มีประสิทธิภาพจริงในการป้องกันปัญหาทางสังคมจากอบายมุข 

“อบายมุข” ที่แปลว่า ทางแห่งความเสื่อม เป็นคำที่มีอายุนานหลายพันปี เพราะวิวัฒนาการทางสังคมและภูมิปัญญาที่มนุษย์ร่วมกันสร้างพิสูจน์เสมอว่า ท้ายที่สุดแล้วเมื่อสังคมรับความสุขความสนุกจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป มันจะกัดกร่อนและทำลายสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจโดยใช้ฐานรากทางอบายมุขและความบันเทิงถือเป็นหลักการพัฒนาที่น่ากังวลใจว่าจะทำให้สังคมแย่ลง มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ทำในยุคสมัยแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แล้ว และพิสูจน์ว่า “อบายมุข” ที่ถูกนิยามส่งต่อมานับพันปีและมีคำเตือนให้สังคมหนีห่าง นั้นเป็นข้อความที่เป็นจริง งานวิจัยนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลต่อเนื่องยาวนานและทำการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ระดับประเทศของสหรัฐ ของ Grinols และ Mustard (2006) (3) ที่ศึกษาข้อมูลจาก 167 มณฑลในสหรัฐอเมริกา ช่วงปี 1977–1996 พบว่าพื้นที่ที่เปิดกาสิโนมีอัตราอาชญากรรมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8% ภายใน 5 ปีหลังเปิด โดยเฉพาะอาชญากรรมประเภทการปล้น ลักขโมย การทำร้ายร่างกาย และการขโมยรถยนต์ การศึกษานี้ใช้วิธีวิเคราะห์เปรียบเทียบก่อน-หลัง (difference-in-differences analysis) และควบคุมตัวแปรเศรษฐกิจสังคมอย่างละเอียด เพื่อแยกผลกระทบของกาสิโนอย่างแท้จริง นี่คือผลการศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่าการพนันเรื่องเดียวเพิ่มโอกาสในการเกิดอาชญากรรมได้อีกหลายอย่าง

ถึงแม้ในปัจจุบันหลายประเทศในโลกจะอนุญาตให้มีการพนันถูกกฎหมายเกิดขึ้น อังกฤษ อเมริกา หรือ อีกหลายประเทศในโลกตะวันตก การพนันสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศเหล่านี้ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญคือ คนนับแสนนับล้านที่เป็นทาสการพนัน การพนันออนไลน์ทำงาน 24/7 ไม่หยุดไม่หย่อน สิ่งที่รัฐบาลพวกเขาทำได้ตอนนี้คือประนีประนอมกับนักเล่นพนัน เพราะคน 2/3 ของประเทศเล่นการพนันจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว หากรัฐบาลไม่อนุญาตท้ายที่สุดก็จะมีการพนันผิดกฎหมายอยู่ดีจากนักเล่นและเจ้าของบ่อนเถื่อนที่พร้อมเสี่ยงด้วยกัน นี่เป็นสิ่งที่น่ากังวลว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศเล็ก ๆ อย่างไทยด้วย เราเริ่มต้นจากการอนุญาตให้เปิดกาสิโนเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว วันต่อไปไม่รู้ว่าการพนันออนไลน์ บ่อนตามตำบลอำเภอ จะถูกอนุญาตหรือไม่  หากกาสิโนมีเหตุผลให้เปิดได้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่นานกิจการพนันออนไลน์ บ่อนรายเล็ก ทั้งหลายคงใช้เหตุผลเช่นเดียวกันในการเรียกร้องให้การพนันเป็นเรื่องปกติของสังคม เมื่อคนจำนวนมากถูกมอมเมาเช่นนี้ รัฐคงไปขวางทางน้ำเชี่ยวไม่ทันแล้ว

อ้างอิง (References)
1. Cronce JM, Corbin WR. Effects of Alcohol and Initial Gambling Outcomes on Within-Session Gambling Behavior. Exp Clin Psychopharmacol. 2010 Apr;18(2):145–57.
2. Cotti CD, Walker DM. The impact of casinos on fatal alcohol-related traffic accidents in the United States. J Health Econ. 2010 Dec 1;29(6):788–96.
3. Mustard D, Grinols E. Casinos, Crime, and Community Costs. Rev Econ Stat. 2006 Feb 1;88:28–45.

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.