คำค้นหา : การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คำค้นหา : การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 1947 ครั้ง
แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT
https://cas.or.th/content?id=1096
Tags : -

แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา ASSIST กับ AUDIT

ผู้เขียน: รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร 

เผยแพร่เมื่อ: พฤษภาคม 2569


1. Highlight

ในแวดวงสาธารณสุขและการแพทย์ปฐมภูมิ เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT ถือเป็นมาตรฐานระดับสากลที่ใช้ในการคัดกรองพฤติกรรมการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างแพร่หลาย แม้ว่างานวิจัยเชิงระบาดวิทยาจะชี้ชัดว่า คะแนนที่ได้จากเครื่องมือทั้งสองชิ้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (r = 0.82 - 0.83, p < 0.001) ซึ่งสะท้อนความสอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญในระดับกลุ่มประชากร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติระดับบุคคล มีข้อจำกัดทางเทคนิคที่ไม่สามารถนำคะแนนดิบมาเปรียบเทียบ เทียบเคียง หรือแปลงค่าแปรผันตรงร่วมกันได้โดยตรง เนื่องด้วยความแตกต่างทางโครงสร้างและกรอบเวลาการประเมิน

2. บทนำ: เครื่องมือ ASSIST และ AUDIT คืออะไร?

การคัดกรองผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและบำบัดรักษาในระบบสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) จึงได้พัฒนาเครื่องมือมาตรฐานขึ้นมา 2 ชนิด ซึ่งได้รับการแปลและทดสอบความเที่ยงตรงในบริบทประเทศไทยแล้ว ได้แก่:

  • ASSIST (Alcohol, Smoking and Substance Involvement Screening Test): เป็นแบบคัดกรองที่ออกแบบมาเพื่อประเมินการใช้สารเสพติดและสารกระตุ้นทุกประเภทแบบองค์รวมในชุดคำถามเดียว โครงสร้างประกอบด้วยคำถาม 8 ข้อ ครอบคลุมสารเสพติด 10 ชนิด (เช่น ยาสูบ แอลกอฮอล์ กัญชา ยาบ้า สารระเหย ฯลฯ) โดยมุ่งเน้นการให้คะแนน "ระดับการเกี่ยวข้องกับสาร" (Specific Substance Involvement Score) เพื่อจำแนกผู้รับการประเมินออกเป็นกลุ่มความเสี่ยงระดับต่ำ ปานกลาง และสูง
  • AUDIT (Alcohol Use Disorders Identification Test): เป็นแบบคัดกรองที่จำเพาะเจาะจง (Specific เครื่องมือ) ต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ ประกอบด้วยชุดคำถาม 10 ข้อ ที่มุ่งเจาะลึก 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ปริมาณและความถี่ในการดื่ม (คำถามข้อ 1-3), อาการของการติดสุรา (คำถามข้อ 4-6) และผลกระทบหรือปัญหาที่เกิดจากการดื่ม (คำถามข้อ 7-10) เครื่องมือนี้ได้รับยอมรับว่ามีความไว (Sensitivity) และความจำเพาะ (Specificity) สูงในการคัดกรอง ตั้งแต่ผู้ดื่มระดับเสี่ยงไปจนถึงผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงหรือติดแอลกอฮอล์

3. ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของ ASSIST และ AUDIT

จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อทดสอบความเที่ยงตรง (Validation Studies) พบหลักฐานที่สอดคล้องกันทั่วโลก โดยงานวิจัยชิ้นสำคัญของ Humeniuk และคณะ (2008) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พัฒนาเครื่องมือ ASSIST ได้แสดงให้เห็นว่า คะแนน ASSIST ในส่วนที่ประเมินแอลกอฮอล์ มีค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's r) กับคะแนนรวมของ AUDIT สูงถึง 0.82 (p < 0.001)

นอกจากนี้ การศึกษาในบริบทวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น การทดสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือฉบับภาษาฝรั่งเศสโดย Khan และคณะ (2011) ก็ยืนยันผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน โดยพบค่าสหสัมพันธ์สูงถึง 0.83 (p < 0.001) ข้อค้นพบเหล่านี้นำมาสู่ข้อสรุปทางสถิติว่า เครื่องมือทั้งสองชิ้นสามารถประเมินแนวโน้มพฤติกรรมปัญหาของผู้บริโภคสุราได้สอดคล้องกันประมาณ 82-83% ในระดับภาพรวมประชากร กล่าวคือ หากกลุ่มประชากรใดได้คะแนน ASSIST ด้านแอลกอฮอล์สูง ก็มักจะมีแนวโน้มได้คะแนน AUDIT สูงตามไปด้วย

4. ข้อจำกัดและข้อควรระวังในการใช้คะแนนข้ามเครื่องมือ

แม้เครื่องมือทั้งสองจะให้ผลลัพธ์ที่สอดประสานกันในทางสถิติ แต่ในทางคลินิกหรือการประเมินรายบุคคล ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องตระหนักถึงข้อจำกัดและไม่ควรนำคะแนนมาคำนวณทดแทนกันเนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้:

  • กรอบเวลาการประเมินที่แตกต่างกัน: เครื่องมือ ASSIST มุ่งสำรวจพฤติกรรมการใช้สารในช่วง 3 เดือนล่าสุด เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ขณะที่ AUDIT มุ่งประเมินพฤติกรรมการดื่มย้อนหลังตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งยาวนานกว่า

  • ระบบการให้คะแนนและช่วงคะแนนดิบ: ช่วงคะแนนรวมของเครื่องมือทั้งสองไม่เท่ากัน (ASSIST แอลกอฮอล์ มีช่วงคะแนน 0-39 ส่วน AUDIT มีช่วงคะแนน 0-40) และมีโครงสร้างการถ่วงน้ำหนักคะแนนรายข้อที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่มีสูตรคณิตศาสตร์มาตรฐานในการแปลงคะแนนจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งได้โดยตรง

  • ความคลาดเคลื่อนในระดับบุคคล: รูปแบบพฤติกรรมการดื่มเฉพาะบุคคล (เช่น ผู้ที่เพิ่งหยุดดื่มหนักมา 4 เดือน หรือผู้ที่ดื่มเฉพาะช่วงเทศกาล) อาจทำให้คะแนน ASSIST อยู่ในระดับความเสี่ยงหนึ่ง แต่คะแนน AUDIT ตกอยู่ในอีกระดับหนึ่ง การแปรผลจึงต้องอาศัยดุลยพินิจทางคลินิก และข้อมูลปัจจัยร่วม เช่น อายุ เพศ โรคร่วม และบริบททางสังคม

5. ควรเลือกใช้ ASSIST หรือ AUDIT เมื่อใด?

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการคัดกรองในชุมชนหรือสถานพยาบาล ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มีข้อเสนอแนะในการเลือกใช้เครื่องมือตามบริบท ดังนี้:

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ ASSIST:

    1. งานคัดกรองสุขภาพองค์รวมที่ต้องการตรวจหาการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกันในคราวเดียว เช่น การตรวจสุขภาพประจำปีของกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มเสี่ยง

    2. บริบทที่ผู้คัดกรองหรือผู้ตอบแบบสอบถามไม่มีความคุ้นเคยกับการคำนวณหน่วย "ดื่มมาตรฐาน" (Standard Drink) เนื่องจากข้อคำถามของ ASSIST ไม่ได้เจาะลึกเรื่องปริมาณและขนาดภาชนะโดยตรง

  • บริบทที่ควรเลือกใช้ AUDIT:

    1. งานสร้างเสริมสุขภาพและบำบัดรักษาที่เน้นแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว

    2. ในสถานพยาบาลที่บุคลากรมีความเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับการแปลงปริมาณการดื่มของชาวบ้านให้เป็นหน่วยดื่มมาตรฐาน (เช่น การเทียบปริมาณเป็นฝา เหล้าแบน เหล้ากลม หรือจำนวนกระป๋อง/ขวดเบียร์)

    3. การคัดกรองกลุ่มประชากรที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แต่มีพฤติกรรมการดื่มหนักเป็นช่วง ๆ หรือดื่มตามเทศกาล (Binge Drinking) เนื่องจากกรอบเวลา 1 ปีของ AUDIT จะช่วยดักจับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ดีกว่า

6. บทสรุป

สรุปได้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีสูตรมาตรฐานในการแปลงคะแนนดิบระหว่าง ASSIST และ AUDIT อย่างไรก็ดี ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ "เกณฑ์ระดับความเสี่ยง" ของเครื่องมือแต่ละชิ้นมาอนุมานระดับความรุนแรงเพื่อวางแนวทางการช่วยเหลือ (Intervention) ที่สอดคล้องกันได้ เช่น การใช้คะแนน ASSIST ตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป หรือคะแนน AUDIT ตั้งแต่ 8 คะแนนขึ้นไป เป็นจุดตัดในการเริ่มให้การบำบัดแบบสั้น (Brief Intervention: BI) ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกบริบท ยึดหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของเครื่องมือนั้น ๆ เป็นหลัก และใช้ดุลยพินิจทางคลินิกร่วมด้วยเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้ป่วยและการตัดสินใจด้านสาธารณสุข

7. References

  • World Health Organization ASSIST Working Group. The alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST): development, reliability and feasibility. Addiction. 2002;97(9):1183-94.
  • Saunders JB, Aasland OG, Babor TF, de la Fuente JR, Grant M. Development of the alcohol use disorders identification test (AUDIT): WHO collaborative project on early detection of persons with harmful alcohol consumption-II. Addiction. 1993;88(6):791-804.
  • Humeniuk R, Ali R, Babor TF, et al. Validation of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Addiction. 2008;103(6):1039-47.
  • Khan R, Chatton A, Nallet A, Broers B, Thorens G, Achab-Arigo S, Poznyak V, Fleischmann A, Khazaal Y, Zullino D. Validation of the French version of the alcohol, smoking and substance involvement screening test (ASSIST). Eur Addict Res. 2011;17(4):190-7.

เผยแพร่โดย: ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

งานชิ้นนี้ได้รับอนุญาตภายใต้ครีเอทีฟคอมมอนส์ (CC BY-NC-ND) อนุญาตให้คัดลอกและเผยแพร่โดยไม่ดัดแปลง ต้องระบุแหล่งที่มา และห้ามใช้เพื่อการค้า

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ
https://cas.or.th/content?id=1091
Tags : -

เอกสาร Proceedings ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับภูมิภาค ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ของประเทศไทย

เนื้อหาภายในเล่มครอบคลุมทั้งการปาฐกถาพิเศษ การบรรยายสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ เวทีเสวนาเชิงนโยบาย กรณีศึกษาการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด ตลอดจนบทคัดย่อผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ โดยมุ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างมิติสุขภาพ ความปลอดภัย การท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างสมดุลและยั่งยืน

เอกสารฉบับนี้ยังนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ ทั้งด้านพฤติกรรมการดื่ม การเข้าถึงจุดจำหน่าย ผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยทางถนนและผลกระทบทางสังคม พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่เน้นการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นฐานในการกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนบทบาทของภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมกันสร้างกลไกการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละจังหวัด

Proceedings เล่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกกิจกรรมของการประชุม หากแต่เป็นฐานองค์ความรู้และพื้นที่รวบรวมบทเรียนสำคัญสำหรับนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายภาคสังคม ในการนำไปใช้ต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และการขับเคลื่อนงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ อันจะนำไปสู่สังคมที่ปลอดภัย มีสุขภาวะ และมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รับผิดชอบและยั่งยืน

“เวลาพูดถึงโรคมะเร็ง หลายคนอาจนึกถึงพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม หรืออาหารการกิน แต่มีปัจจัยหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด นั่นคือ ‘แอลกอฮอล์’ ซึ่งในทางการแพทย์ เรามีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด”
https://cas.or.th/content?id=1038
Tags : -

“เวลาพูดถึงโรคมะเร็ง หลายคนอาจนึกถึงพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม หรืออาหารการกิน แต่มีปัจจัยหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด นั่นคือ ‘แอลกอฮอล์’ ซึ่งในทางการแพทย์ เรามีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด”
------------

 

รศ.ดร.พญ.ภัทรพิมพ์ สรรพวีรวงศ์
หน่วยมะเร็งวิทยา สาขาวิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผู้แทนจาก มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (TSCO)
ร่วมให้ข้อมูลในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

รศ.ดร.พญ.ภัทรพิมพ์ กล่าวว่า จากงานวิจัยจำนวนมากพบว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งที่พบได้บ่อยในคนไทย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ

ในเชิงกลไกทางชีวภาพ แอลกอฮอล์ที่เราดื่มเข้าไปไม่ได้หายไปเฉย ๆ แต่จะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่ชื่อว่า อะซีทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งโดยตรง สารนี้สามารถทำลายสารพันธุกรรมหรือ DNA ของเซลล์ และยังไปรบกวนกระบวนการซ่อมแซม DNA ของร่างกาย พูดง่าย ๆ คือ แอลกอฮอล์ทำให้เซลล์เสียหาย และทำให้ร่างกายซ่อมตัวเองได้แย่ลง นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม รวมถึงทำให้ระบบต่อต้านอนุมูลอิสระของร่างกายทำงานได้ลดลง เซลล์จึงถูกทำลายได้ง่ายขึ้น และยังเพิ่มความเสี่ยงทางอ้อมผ่านภาวะน้ำหนักเกินจากการได้รับแคลอรีส่วนเกิน

ข่าวดีคือ งานวิจัยพบว่า การลดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์สามารถช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดได้จริง โดยเฉพาะมะเร็งช่องปากและมะเร็งหลอดอาหาร นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงของมะเร็งไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่การตัดสินใจลดหรือเลิกดื่ม คือการลดความเสี่ยงให้ตัวเองอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน ความเชื่อที่ว่า “ไวน์แดงหรือไวน์ขาวดีต่อสุขภาพ” ก็ไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการในเรื่องโรคมะเร็ง เพราะการดื่มไวน์ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งต่อมลูกหมากแต่อย่างใด

สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง แอลกอฮอล์ไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงของโรค แต่ยังอาจทำให้อาการข้างเคียงจากการรักษารุนแรงขึ้น ลดประสิทธิภาพของยา ทำให้ตับทำงานหนัก และเพิ่มความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ หรือการเกิดมะเร็งชนิดใหม่

การป้องกันมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับบุคคล แต่ต้องอาศัยการสร้างความตระหนักในสังคม ทั้งในประชาชนทั่วไป ผู้ป่วย และผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง เพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงอย่างถูกต้อง

“การลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพส่วนตัว แต่เป็นการลดภาระโรคของทั้งสังคม”

แอลกอฮอล์กับสุขภาพจิต: ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
https://cas.or.th/content?id=991
Tags : -

แอลกอฮอล์กับสุขภาพจิต: ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

เนื่องในโอกาสวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางจิตใจ โดยระบุว่าแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้ผู้ดื่มสูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเองและเกิดพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น โดยเฉพาะในผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว การดื่มอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ลงมือกระทำจริง แม้ในบางกรณีจะไม่ได้มีเจตนาโดยตรง แต่การขาดสติอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง เช่น การพลัดตกจากที่สูงโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกที่ระบุว่า ทุก 40 วินาทีมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย และทุก 10 วินาทีมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุหรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ

ในบริบทของประเทศไทย รายงานจากพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า การลดการบริโภคแอลกอฮอล์ในบางจังหวัดส่งผลให้จำนวนการฆ่าตัวตายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เผชิญกับความผิดหวังทางอารมณ์ เช่น ความรักหรือความเครียดจากชีวิตส่วนตัว การดื่มเพื่อหลีกหนีความทุกข์กลับกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคแอลกอฮอล์กับปัญหาสุขภาพจิตอย่างชัดเจน โดยมีข้อมูลระบุว่า ร้อยละ 20 ของผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในประเทศไทยมีประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย

แม้บางบุคคลจะใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือในการบรรเทาความทุกข์หรือ “self-medication” แต่นายแพทย์ปราการเสนอแนวทางที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์มากกว่า ได้แก่ การพูดคุยกับบุคคลที่ไว้วางใจหรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 การใช้แอปพลิเคชันให้คำปรึกษาทางจิต เช่น Line: @Khuikun หรือแอปจากสถาบันการศึกษา เช่น DMIND การทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น ร้องเพลง เดินเล่น สวดมนต์ หรือออกกำลังกาย การฝึกคิดเชิงบวกและมีเมตตาต่อตนเอง รวมถึงการฝึกขอบคุณสิ่งรอบตัว เพื่อเสริมสร้างพลังใจและความมั่นคงทางอารมณ์ โดยนายแพทย์ปราการเน้นย้ำว่า “ทุกคนผิดพลาดได้ อย่าโทษตัวเองซ้ำ ๆ จนหมดพลัง” พร้อมเสนอว่าการช่วยเหลือผู้อื่นและการคิดบวกจะเป็นพลังสะท้อนกลับมาช่วยเยียวยาตนเองในยามที่ต้องการมากที่สุด

ในด้านนโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ องค์การอนามัยโลกได้เสนอกรอบแนวทาง “SAFER” เพื่อควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยการห้ามส่งเสริมและโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกช่องทาง การจำกัดการเข้าถึงโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน การเพิ่มภาษีเพื่อควบคุมการบริโภค การบังคับใช้กฎหมาย “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” อย่างเข้มงวด และการส่งต่อผู้มีปัญหาการดื่มเข้าสู่ระบบบำบัดอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวในระดับหนึ่ง เช่น การห้ามโฆษณา การจำกัดอายุผู้ซื้อ และการลงโทษผู้ฝ่าฝืน อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องขยายผลกระทบของนโยบายไปสู่ระดับครอบครัวและชุมชน เพื่อป้องกันผลกระทบทางอ้อม เช่น ความรุนแรงในครอบครัวและภาวะซึมเศร้าในผู้ใกล้ชิด

แม้รายได้จากการจำหน่ายแอลกอฮอล์ในประเทศไทยจะสูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี แต่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ อุบัติเหตุ และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์สูงถึง 170,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงภาระทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ในด้านการรณรงค์ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทยมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานเชิงวิชาการ การสร้างเครือข่าย และการผลักดันนโยบายสาธารณะ โดยเน้นการให้ความรู้เรื่องสุขภาพจิต การลดการใช้แอลกอฮอล์ในสังคม และการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจในกลุ่มเสี่ยง เช่น เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ประสบปัญหาชีวิต นอกจากนี้ สมาคมยังสนับสนุนการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ เช่น การงดให้ของขวัญเป็นแอลกอฮอล์ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลและคำปรึกษาได้อย่างเท่าเทียม โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการลดอัตราการฆ่าตัวตายและส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจของประชาชนในระยะยาว

โดย ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร
นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ
https://cas.or.th/content?id=990
Tags : -

สุราในสังคมไทย: เมื่อความรุนแรงและความสร้างสรรค์เดินทางร่วมกันในนโยบายสาธารณะ

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สังคมไทยได้รับรู้ข่าวสองเรื่องที่สะท้อนภาพต่างขั้วของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชีวิตประจำวัน

  • ข่าวเศร้าจากนครศรีธรรมราช: พระรูปหนึ่งใช้ขวดสุราฟาดศีรษะลูกศิษย์วัดจนเสียชีวิต โดยมีรายงานว่าเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องเงินซื้อเหล้า
  • ข่าวสร้างสรรค์จากสงขลา: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชน “ตาคียะ (TAKIYA)” ซึ่งผลิตสุราพื้นบ้านจากน้ำตาลโตนดอย่างมีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันเป็นต้นแบบ soft power ไทย

สองข่าวนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันโดยตรง แต่สะท้อนความซับซ้อนของบทบาทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย—ทั้งในฐานะ “ปัจจัยเสี่ยง” และ “ทรัพยากรชุมชน”

 

เรากำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือสวนทางกัน?

ในขณะที่ภาครัฐส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านสุราพื้นบ้านอย่างมีเป้าหมายและความหวัง หลายชุมชนยังเผชิญกับปัญหาความรุนแรง ความยากจน และการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไร้การควบคุม

บทบาทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ผลิตภัณฑ์” แต่เป็นเรื่องของ “บริบท” และ “ระบบสนับสนุน” ที่ต้องพิจารณาร่วมกัน

 

พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่: ความหวังที่ต้องมีทิศทาง

ในช่วงที่สังคมกำลังรอประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ และการออกกฎหมายลำดับรอง

คำถามสำคัญคือ:

  • นโยบายสาธารณะในปัจจุบันตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนหรือไม่?
  • หน่วยงานรัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการกำกับดูแลและเป็นแบบอย่างต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ?

การตั้งคำถามแบบนี้ไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมกันออกแบบนโยบายที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ได้รับผลกระทบ แน่นอนว่าสุราพื้นบ้านสามารถเป็น soft power ได้ หากอยู่ในระบบที่มีความรับผิดชอบ มีมาตรฐาน และมีการควบคุมที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การควบคุมการเข้าถึงและการบริโภคสุราในบริบทเปราะบาง เช่น วัด ชุมชนยากจน หรือกลุ่มเสี่ยง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้จึงไม่ใช่การตัดสิน แต่เป็นการชวนให้สังคมไทยร่วมกันตั้งคำถาม และออกแบบอนาคตของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศอย่างมีสติ มีความหวัง และมีความรับผิดชอบร่วมกัน

ทำไมต้องควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยใช้ผู้มีชื่อเสียง?
https://cas.or.th/content?id=885

การควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านผู้มีชื่อเสียง เป็นมาตรการสำคัญในการลดผลกระทบด้านสุขภาพและสังคมที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การที่ผู้กำหนดนโยบายให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและลดโอกาสที่เยาวชนจะเข้าสู่พฤติกรรมเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.