คำค้นหา : มาตรการ

คำค้นหา : มาตรการ

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 2437 ครั้ง
รายงานวิจัย โครงการการประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อลดการสูญเสียจากพฤติกรรมการเมาแล้วขับ กรณีศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://cas.or.th/content?id=1107
Tags : -

งานวิจัยเรื่อง “การประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อลดการสูญเสียจากพฤติกรรมการเมาแล้วขับ: กรณีศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี” ศึกษาทัศนคติและความคิดเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายและมูลค่าชีวิตเชิงสถิติในการลดผลกระทบจากการเมาแล้วขับ รวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรการและนโยบายด้านความปลอดภัยทางถนนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


The study “Valuation of Willingness to Pay for Reducing Losses from Drunk Driving Behavior: A Case Study of Surat Thani Province” examines the attitudes and perceptions of the public and alcohol retailers in Surat Thani Province regarding drunk driving. It evaluates the willingness to pay and the statistical value of life associated with reducing drunk-driving-related harms, and identifies factors related to preventing road traffic losses. The findings provide evidence to support the development of more effective road safety measures and public policies.

รายงานวิจัย การทำความเข้าใจประสบการณ์การบริโภคเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ในผู้ใหญ่ตอนต้น ในประเทศไทยจากมุมมองจิตวิทยาการเมือง
https://cas.or.th/content?id=1105

งานวิจัยเรื่อง “การทำความเข้าใจประสบการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในผู้ใหญ่ตอนต้น ในประเทศไทยจากมุมมองจิตวิทยาการเมือง” ศึกษาประสบการณ์การดื่มของผู้ใหญ่ตอนต้นผ่านมุมมองด้านจิตวิทยาการเมือง เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการดื่ม อำนาจของรัฐ นโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และภาวะความอยู่ดีมีสุขของผู้ดื่ม ผลการศึกษาช่วยสะท้อนมิติทางสังคมและจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการดื่ม และสนับสนุนการพัฒนานโยบายและมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความละเอียดอ่อนและสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยมากยิ่งขึ้น


The study “Understanding Alcohol Consumption Experiences among Young Adults in Thailand from a psychopolitical perspective explores the drinking experiences of young adults through a psychopolitical perspective. It examines the relationships between alcohol consumption, state power, alcohol control policies, and the well-being of drinkers. The findings provide insights into the social and psychological dimensions of drinking and contribute to the development of more context-sensitive and effective alcohol control policies and interventions in Thailand.

รายงานวิจัย วาทกรรม เพศภาวะและอำนาจในตนของวัยรุ่นและเยาวชนหญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์
https://cas.or.th/content?id=1100

งานวิจัยเรื่อง “วาทกรรม เพศภาวะ และอำนาจในตนของวัยรุ่นและเยาวชนหญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์” ศึกษามุมมอง ประสบการณ์ และการตัดสินใจของวัยรุ่นและเยาวชนหญิงอายุ 16–24 ปีที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อทำความเข้าใจว่าปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม เพศภาวะ ศาสนา เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะ มีอิทธิพลต่อการรับรู้และพฤติกรรมการดื่มอย่างไร ผลการศึกษาพบว่าวัยรุ่นหญิงต้องเผชิญและต่อรองกับวาทกรรมทางสังคมหลายรูปแบบ ทั้งด้านเพศ บทบาททางสังคม ศีลธรรม สุขภาพ และสิทธิส่วนบุคคล พร้อมเสนอแนวทางลดอันตรายจากการดื่มที่คำนึงถึงบริบทชีวิตและความเปราะบางของวัยรุ่นหญิง เพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและนโยบายสาธารณะที่เหมาะสมยิ่งขึ้น


The study “Discourse, Gender, and Agency of Female Adolescent and Youth Drinkers” explores the perspectives, experiences, and decision-making processes of female adolescents and young women aged 16–24 who consume alcohol. Using a qualitative approach, the research examines how social, cultural, gender, religious, economic, and policy-related factors shape attitudes toward alcohol use. The findings reveal that young women negotiate multiple social discourses concerning gender norms, morality, health, social expectations, and individual rights. The study also proposes harm-reduction strategies and policy recommendations that are sensitive to the lived experiences and vulnerabilities of young female drinkers, aiming to support more effective alcohol prevention and control measures.

ข้อเท็จจริงและตัวเลขเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย พ.ศ. 2565–2568: ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
https://cas.or.th/content?id=1099

ข้อเท็จจริงและตัวเลขเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย พ.ศ. 2565–2568: ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นหนังสือที่รวบรวม วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2565–2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งด้านนโยบาย กฎหมาย เศรษฐกิจ และสังคมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

บรรณาธิการ

  • ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย
  • รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร
  • ชฎาบุญ เจียรธนกฤติ

วัตถุประสงค์ของหนังสือ

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทยในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและบริบททางสังคมอย่างสำคัญ โดยครอบคลุมทั้งพฤติกรรมการบริโภค ผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ การตลาดและวาทกรรมทางสังคม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงสนับสนุนการกำหนดนโยบายและมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์อย่างยั่งยืน

เนื้อหาภายในหนังสือ

หนังสือประกอบด้วย 6 บทหลัก ได้แก่

  1. พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง
    • ปริมาณการบริโภคต่อหัว
    • ความชุกของนักดื่ม
    • พฤติกรรมการดื่มในวัยรุ่น
    • การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกระบบภาษี
  2. ผลกระทบของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ภาวะผิดปกติจากการดื่มสุรา
    • การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
    • ภาระโรคและการเสียชีวิต
    • ผลกระทบจากการดื่มของผู้อื่น (ภัยเหล้ามือสอง)
  3. อุตสาหกรรมและตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: สถานการณ์ระดับโลกและในประเทศไทย
    • สถานการณ์ตลาดโลกและประเทศไทย
    • แนวโน้มอุตสาหกรรม
    • การตลาดออนไลน์
    • การปรับตัวของผู้ผลิตรายใหญ่และรายย่อย
  4. พลวัตของนโยบายแอลกอฮอล์ในประเทศไทย
    • ความเคลื่อนไหวด้านนโยบาย พ.ศ. 2565–2568
    • กฎหมายและระเบียบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. ผลของนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย
    • ประสิทธิผลของมาตรการควบคุม
    • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคม
    • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษี
    • การผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการขายและการผลิตสุรา
  6. ความคิดเห็นและความรอบรู้ของประชาชนไทยต่อสถานการณ์และนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ความคิดเห็นต่อนโยบายภาครัฐ
    • ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของแอลกอฮอล์
    • วาทกรรมทางสังคมเกี่ยวกับนโยบายแอลกอฮอล์

 


Facts and Figures on Alcohol in Thailand 2022–2025: Amidst the Evolution of Alcohol Control Policies provides a comprehensive overview of alcohol-related situations in Thailand during 2022–2025, a period marked by significant changes in alcohol policies, legislation, economic conditions, and social contexts. The book compiles and analyzes the latest evidence to support informed policy discussions and public health decision-making.

Editors

  • Prof. Dr. Sawitri Assanangkornchai
  • Assoc. Dr. Prof. Polathep Vichitkunakorn
  • Chadaboon Jiaratanakrit

Objectives

The book was developed to compile, analyze, and present up-to-date information on alcohol consumption, alcohol-related harms, market dynamics, social discourse, and policy developments in Thailand. It aims to serve as a key reference for researchers, policymakers, government agencies, civil society organizations, and other stakeholders working to prevent and reduce alcohol-related harm through evidence-based policies and interventions.

Contents

The publication is organized into six main chapters:

  1. Alcohol Consumption Patterns: Current Situation and Trends
    • Per capita alcohol consumption
    • Prevalence of alcohol use
    • Youth drinking behaviors
    • Unrecorded alcohol consumption
  2. Impacts of Alcohol Consumption
    • Alcohol use disorders
    • Hospital admissions
    • Alcohol-attributable diseases and deaths
    • Harm to others from drinking
  3. Alcohol Industry and Market Trends
    • Global and Thai alcohol markets
    • Industry developments
    • Online alcohol marketing
    • Adaptation strategies of major and small-scale producers
  4. Dynamics of Alcohol Policy in Thailand
    • Policy developments during 2022–2025
    • New alcohol-related laws and regulations
  5. Effects of Alcohol Control Policies
    • Policy effectiveness
    • Economic, health, and social impacts
    • Excise tax reforms
    • Regulatory changes related to alcohol sales and production
  6. Public Opinions and Alcohol Literacy in Thailand
    • Public attitudes toward alcohol policies
    • Knowledge and awareness of alcohol-related harms
    • Social discourse surrounding alcohol control policies

This book serves as an important evidence-based resource for understanding the evolving alcohol landscape in Thailand and the challenges of balancing economic interests with public health priorities.

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง
https://cas.or.th/content?id=1098
Tags : -

เอกสาร Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งมุ่งสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้บริบทการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568

สาระสำคัญของการประชุมสะท้อนแนวคิด “สมดุลแห่งอนาคต” ที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเน้นว่าการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มิใช่การจำกัดโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้การเติบโตเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดี

การประชุมได้เน้นบทบาทสำคัญของ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกลไกใหม่ภายใต้กฎหมายฉบับล่าสุดในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งเมืองท่องเที่ยว ย่านเศรษฐกิจกลางคืน พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่ใกล้สถานศึกษา

อีกประเด็นสำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Data-Driven Policy) ผ่านการนำเสนอกรณีศึกษาจากหลายจังหวัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้ข้อมูลสถานการณ์จริงสามารถนำไปสู่การพัฒนามาตรการ การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ การประชุมยังให้ความสำคัญกับการป้องกันเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบางจากผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยนำเสนอผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศเกี่ยวกับการลดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ปลอดแอลกอฮอล์ และการใช้ทุนทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนเป็นเครื่องมือในการลดปัจจัยเสี่ยง

โดยสรุป การประชุมครั้งนี้ได้เสนอทิศทางสำคัญของการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และประสบการณ์จากการดำเนินงานในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและมาตรการที่สามารถคุ้มครองสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบทางสังคม เสริมสร้างความปลอดภัยของชุมชน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

ขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร: รัฐบาลใช้หลักฐานอะไรในการตัดสินใจ?
https://cas.or.th/content?id=1094
Tags : -

วันนี้ (28/5/69) มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ “ขยายเวลาช่วงบ่ายจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” อย่างถาวร

คำถามสำคัญคือ การตัดสินใจครั้งนี้อ้างอิง “ข้อมูลชุดใด” และได้ชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สุขภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนทางสังคมอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่

ช่วงต้นปี (มีค-เมษ 69) ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ มีการศึกษาวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (แหล่งทุนไม่มีบทบาทในการเลือกพื้นที่ สุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสรุปผล) เรื่อง ผลกระทบจากการผ่อนปรนช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ใน 12 จังหวัด ครอบคลุมเมืองหลักและเมืองรอง 6 ภูมิภาค โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วไป 2,445 คน ผู้ประกอบการ 378 ราย และนักท่องเที่ยว 1,238 คน

ผลสำรวจพบว่า

  • ประชาชนทั่วไป 41.4% “ไม่เห็นด้วย” ขณะที่มีเพียง 31.3% ที่ “เห็นด้วย”
  • ประชาชน 43.3% มองว่า “ผลเสียมากกว่าผลดี” เช่น อุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท เสียงดังรบกวน และผลกระทบต่อสุขภาพ
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 69.7% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 68.7% ระบุว่า มาตรการนี้ “ไม่มีผลหรือไม่ค่อยมีผล” ต่อการมาเที่ยวไทย
  • เดือนมีนาคม 2569 ผู้ประกอบการเพียง 6.9% ระบุว่ายอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ 59.5% ระบุว่ายอดขายลดลง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “ห้ามเปลี่ยนนโยบาย”

แต่หมายความว่า การเปลี่ยนนโยบายระดับประเทศควรตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า

  1. เศรษฐกิจได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจริงแค่ไหน
  2. การท่องเที่ยวได้ประโยชน์มากพอหรือไม่
  3. ต้นทุนด้านอุบัติเหตุ ความรุนแรง สุขภาพเด็กและเยาวชน และผลกระทบต่อชุมชน ถูกนำมาคิดครบแล้วหรือยัง
  4. หลังประกาศใช้ถาวร จะมีระบบติดตามและประเมินผลอย่างไร
  5. หากพบผลกระทบมากกว่าผลดี รัฐบาลจะปรับนโยบายอย่างไร

นโยบายแอลกอฮอล์ไม่ใช่เพียงเรื่อง “เวลาขาย”

แต่คือเรื่องชีวิต ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคมไทย

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เห็นว่า หลังจากนี้รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูล เหตุผล และตัวชี้วัดที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ พร้อมวางระบบติดตามผลกระทบอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมมั่นใจว่านโยบายนี้ตั้งอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่เพียงแรงกดดันทางเศรษฐกิจระยะสั้น

#ศวส #แอลกอฮอล์ #นโยบายสาธารณะ #AlcoholPolicy #PublicHealth #Thailand

Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ
https://cas.or.th/content?id=1091
Tags : -

เอกสาร Proceedings ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับภูมิภาค ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ของประเทศไทย

เนื้อหาภายในเล่มครอบคลุมทั้งการปาฐกถาพิเศษ การบรรยายสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ เวทีเสวนาเชิงนโยบาย กรณีศึกษาการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด ตลอดจนบทคัดย่อผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ โดยมุ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างมิติสุขภาพ ความปลอดภัย การท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างสมดุลและยั่งยืน

เอกสารฉบับนี้ยังนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ ทั้งด้านพฤติกรรมการดื่ม การเข้าถึงจุดจำหน่าย ผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยทางถนนและผลกระทบทางสังคม พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่เน้นการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นฐานในการกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนบทบาทของภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมกันสร้างกลไกการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละจังหวัด

Proceedings เล่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกกิจกรรมของการประชุม หากแต่เป็นฐานองค์ความรู้และพื้นที่รวบรวมบทเรียนสำคัญสำหรับนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายภาคสังคม ในการนำไปใช้ต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และการขับเคลื่อนงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ อันจะนำไปสู่สังคมที่ปลอดภัย มีสุขภาวะ และมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รับผิดชอบและยั่งยืน

ถอดรหัสผลกระทบเชิงลึก: การปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์ กับวิกฤตอุบัติเหตุทางถนนที่ซ่อนเร้นช่วงปีใหม่ 2569
https://cas.or.th/content?id=1078
Tags : -

ถอดรหัสผลกระทบเชิงลึก: การปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์กับวิกฤตอุบัติเหตุทางถนนที่ซ่อนเร้นช่วงปีใหม่ 2569


โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษมศักดิ์ จันดี สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จากที่รัฐบาลประกาศปลดล็อคให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ตามประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ครอบคลุมช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 จึงนำไปสู่การติดตามประเมินผลนโยบายดังกล่าวผ่านข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ซึ่งบทความนี้เขียนจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่เจาะลึกลงไปในข้อมูลรายวัน รายพื้นที่ และรายกลุ่มอายุ ด้วยการเปรียบเทียบสถิติตามกรอบเวลา “7 วันอันตราย” ภายใต้การรณรงค์ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เพื่อแสดงให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวได้สร้างรูปแบบความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย โดยมีพฤติกรรม "ดื่มแล้วขับ" เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยตรง และหลักฐานเชิงประจักษ์ในระดับสากลยืนยันว่า "มาตรการควบคุมความพร้อมในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะการจำกัดวันและเวลาจำหน่าย เป็นมาตรการเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิผลสูง" การผ่อนปรนนโยบายนี้จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่สวนทางกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ได้รับการยอมรับ โดยผลจากการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงข้อค้นพบสำคัญ (Key Findings) 3 ประการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขภาพรวม อันได้แก่ การเกิดพื้นที่เสี่ยงใหม่ในจังหวัดท่องเที่ยว ผลกระทบที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มเยาวชน และความรุนแรงที่กระจุกตัวในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

 

ข้อค้นพบที่ 1: ความรุนแรงที่กระจุกตัวใน "วันที่มีการเฉลิมฉลองและเดินทางสูงสุด" ของเทศกาลปีใหม่ 2569

การพิจารณาสถิติในภาพรวมตลอดช่วง "7 วันอันตราย" อาจบดบังแนวโน้มที่อันตรายซึ่งเกิดขึ้นในบางช่วงเวลาได้ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบรายวันที่เปรียบเทียบสถิติตามกรอบเวลา “7 วันอันตราย” กับปีก่อนหน้าจึงเผยให้เห็นความจริงที่น่ากังวล แม้ภาพรวมตลอด 7 วันของปีใหม่ พ.ศ. 2569 จะมีจำนวนอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 22.6 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 22.3 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 22.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 2 และวันที่ 3 ของเทศกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเฉลิมฉลองและเดินทางสูงสุด ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนี้

  • วันที่ 3 ของเทศกาล พบจำนวนอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.7 ผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6 และที่น่าตกใจคือจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับวันเดียวกันของเทศกาลในปีก่อนหน้า
  • วันที่ 2-3 ของเทศกาล พบสัดส่วนการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจาก 'ดื่มแล้วขับ' เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในวันที่ 2 ซึ่งมีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วน (Absolute change in proportion) เพิ่มขึ้นสูงสุด โดยการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น 9.3 จุดเปอร์เซ็นต์ และการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 7.2 จุดเปอร์เซ็นต์

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่มแล้วขับที่อาจสัมพันธ์โดยตรงกับการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อค้นพบจากงานวิจัยในระดับนานาชาติที่ชี้ว่า การขยายเวลาจำหน่ายมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุและความรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเดินทางและเฉลิมฉลอง สูงสุด4, 5, 6 ข้อมูลนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า แม้ภาพรวมจะดีขึ้น แต่ความเสี่ยงได้กระจุกตัวและทวีความรุนแรงขึ้นในบางช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด นอกจากช่วงเวลาแล้ว บริบทเชิงพื้นที่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

การวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยปรับปัจจัยวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ รวมถึงความแตกต่างระหว่างวันธรรมดาและวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อสะท้อนโครงสร้างความเสี่ยงเชิงระบาดวิทยา ซึ่งได้ร่วมอภิปรายเชิงวิชาการกับ Professor Dr. Jürgen Rehm ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านแอลกอฮอล์ พบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และ 1 มกราคม 2569 สูงกว่าที่คาดหมาย แม้แนวโน้มระยะยาวจะลดลง โดยบทบาทของแอลกอฮอล์เด่นชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 14 ในภาพรวมของช่วงเทศกาล เพิ่มเป็นร้อยละ 22 ในวันที่ 1 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุด ผลการศึกษานี้แม้ยังไม่สามารถสรุปเชิงเหตุผลโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ แต่สะท้อนสัญญาณความเสี่ยงจากอิทธิพลทางอ้อมของการทำให้การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง

 

ข้อค้นพบที่ 2: พื้นที่ท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่กลายเป็น "จุดเสี่ยงใหม่" ของการเสียชีวิตจากดื่มแล้วขับ

นโยบายแบบ "หนึ่งเดียวใช้กับทุกคน" (one-size-fits-all) อาจไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยที่มีความหลากหลายเชิงพื้นที่และสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของจุดจำหน่ายแอลกอฮอล์และกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างเข้มข้น ผลการวิเคราะห์พบว่าจังหวัดพิษณุโลกและภูเก็ตมีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนอุบัติเหตุและการเสียชีวิตจาก "ดื่มแล้วขับ" อย่างมีนัยสำคัญ

  • จังหวัดพิษณุโลก มีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนอุบัติเหตุจาก "ดื่มแล้วขับ" +32.5 (จุดเปอร์เซ็นต์) และส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนการเสียชีวิตจาก"ดื่มแล้วขับ" +62.5 (จุดเปอร์เซ็นต์)
  • จังหวัดภูเก็ต มีส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนอุบัติเหตุจาก "ดื่มแล้วขับ" +6.5 (จุดเปอร์เซ็นต์) และส่วนต่างสัมบูรณ์ของสัดส่วนการเสียชีวิตจาก"ดื่มแล้วขับ" +25 (จุดเปอร์เซ็นต์)

แนวโน้มทางสถิตินี้สะท้อนให้เห็นผ่านเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริง เช่น กรณีอุบัติเหตุบนเกาะช้าง ซึ่งผู้ขับขี่มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ได้ขับรถชนผู้เสียชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เป็นการตอกย้ำถึงผลกระทบในวงกว้างต่อชุมชนจาก "ความเสี่ยงใหม่" ในพื้นที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ และสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการเกิด "อุบัติการณ์ใหม่" (new incidence) ในพื้นที่ซึ่งเคยควบคุมสถานการณ์ได้ดี โดยในจังหวัดพิษณุโลก มีสถิติผู้เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับเพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่เป็นศูนย์ในปีที่แล้ว ในมุมมองทางระบาดวิทยา การปรากฏขึ้นของผู้เสียชีวิตในจังหวัดที่เคยรายงานตัวเลขเป็นศูนย์ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่สำคัญอย่างยิ่ง (critical danger signal) สิ่งนี้ชี้ว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้เพียงแค่ซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่เดิม แต่กำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่ถึงแก่ชีวิตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เคยปลอดภัย ในทางตรงกันข้าม สถิติในกรุงเทพมหานครกลับมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบขนส่งสาธารณะและความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างจากพื้นที่ท่องเที่ยว

 

ข้อค้นพบที่ 3: กลุ่มเยาวชนเผชิญความเสี่ยง "ดื่มแล้วขับ" พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับกลุ่มวัยอื่น

ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดจากการวิเคราะห์ครั้งนี้คือ ผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างกลุ่มอายุ โดยข้อมูลชี้ชัดว่ากลุ่มเยาวชนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้ ข้อมูลสำคัญที่สุดเผยให้เห็นว่า กลุ่มเยาวชน (อายุ 15–19 ปี) เป็นกลุ่มอายุเพียงกลุ่มเดียวที่สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจาก "ดื่มแล้วขับ" พุ่งสูงขึ้นจากร้อยละ 11.2 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 19.4 ในปี 2569 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับกลุ่มวัยทำงานที่มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้

  • กลุ่มเยาวชน (15–19 ปี) พบสัดส่วนเพิ่มขึ้น +43.3 เปอร์เซ็นต์
  • กลุ่มวัยทำงาน (30–39 ปี) มีสัดส่วนลดลงมากที่สุดถึง -42.6 เปอร์เซ็นต์
  • กลุ่มวัยทำงาน (20–29 ปี) มีสัดส่วนลดลง -36.8 เปอร์เซ็นต์

ปรากฏการณ์ที่สถิติของกลุ่มเยาวชนพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับกลุ่มอื่น ๆ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของมาตรการควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มผู้เยาว์ การที่ตัวเลขปี 2569 ไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่ยังเป็นการเบี่ยงเบนจากแนวโน้มเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งตอกย้ำว่านโยบายผ่อนปรนนี้อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มเยาวชนรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากเป็นวัยที่ยังขาดวุฒิภาวะและมีความเสี่ยงสูงต่อพฤติกรรมอันตราย ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงกับอนาคตของชาติกลุ่มนี้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนต้องทบทวนนโยบายดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

บทสรุปของการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2569 ได้สังเคราะห์ประเด็นสำคัญ 3 ประการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล คือ ความเสี่ยงที่กระจุกตัวในวันที่ 2-3 ของเทศกาลซึ่งสอดคล้องกับวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ซึ่งเป็นช่วงที่มีกิจกรรมเฉลิมฉลองและการเดินทางหนาแน่นสูงสุด การเกิดอุบัติการณ์ใหม่ในพื้นที่ท่องเที่ยว และผลกระทบที่รุนแรงต่อกลุ่มเยาวชน นำมาสู่ข้อสรุปหลักที่ชัดเจนว่า “แม้สถิติภาพรวมจะดีขึ้น แต่นโยบายขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้สร้างวิกฤตซ่อนเร้นที่มีความรุนแรง” และผลกระทบของนโยบายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม แต่กลับกระจุกความเสี่ยงในบางช่วงเวลา (วันที่ 2-3 ของเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่) ในบางพื้นที่ (จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่) และในบางกลุ่มประชากร (เยาวชน) รูปแบบดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้จากการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงแอลกอฮอล์ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบที่สถิติภาพรวมบดบังไว้ ผลการวิเคราะห์นี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยทั่วโลก ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล้วนนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบ

ข้อมูลที่นำเสนอในบทความนี้มิได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ หากแต่เป็นหลักฐานเชิงวิชาการที่สะท้อนรูปแบบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนนในบริบทของการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ผลการศึกษานี้ยังไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุเป็นผลเชิงตรงกับการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างเด็ดขาด แต่ข้อค้นพบชี้ให้เห็นถึง “สัญญาณความเสี่ยงจากอิทธิพลทางอ้อมของการเพิ่มการเข้าถึงและการทำให้การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง” ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวควรถูกนำไปใช้เป็นฐานประกอบการทบทวนและกำหนดนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืน ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบนโยบายอย่างรอบด้านและเสริมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับการกำหนดนโยบายในอนาคต

 

เอกสารอ้างอิง:

1) ไทยรัฐออนไลน์. มีผลวันนี้ ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชม.. ไทยรัฐออนไลน์. https://www.thairath.co.th/news/politic/2899495

2) Shield K, Manthey J, Rylett M, et al. National, regional, and global burdens of disease from 2000 to 2016 attributable to alcohol use: a comparative risk assessment study. The Lancet Public Health. 2020;5(1):e51-e61.

3) World Health Organization (WHO). Global status report on road safety 2018. 2018:403. 17 June 2018. https://www.who.int/publications/i/item/9789241565684

4) Babor TF, Casswell S, Graham K, et al. Alcohol: No Ordinary Commodity: Research and public policy. Oxford University Press; 2022.

5) Nepal S, Kypri K, Tekelab T, et al. Effects of Extensions and Restrictions in Alcohol Trading Hours on the Incidence of Assault and Unintentional Injury: Systematic Review. J Stud Alcohol Drugs. Jan 2020;81(1):5-23.

6) Popova S, Giesbrecht N, Bekmuradov D, Patra J. Hours and days of sale and density of alcohol outlets: impacts on alcohol consumption and damage: a systematic review. Alcohol Alcohol. Sep-Oct 2009;44(5):500-16. doi:10.1093/alcalc/agp054

7) Sherk A, Stockwell T, Chikritzhs T, et al. Alcohol Consumption and the Physical Availability of Take-Away Alcohol: Systematic Reviews and Meta-Analyses of the Days and Hours of Sale and Outlet Density. J Stud Alcohol Drugs. Jan 2018;79(1):58-67.

8) ข่าวสด. ทหารเรือเมาซิ่งชน “ดร.ต่าย” เสียชีวิตขณะออกกำลังกาย. ข่าวสด. https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10083646

9) Duailibi S, Ponicki W, Grube J, Pinsky I, Laranjeira R, Raw M. The effect of restricting opening hours on alcohol-related violence. Am J Public Health. Dec 2007;97(12):2276-80. doi:10.2105/ajph.2006.092684

10) Jiang H, Tran A, Petkevičienė J, Štelemėkas M, Lange S, Rehm J. Are restrictions in sales hours of alcohol associated with fewer emergency room visits in Lithuania? An interrupted time-series analysis. Drug Alcohol Rev. Feb 2023;42(2):487-494. doi:10.1111/dar.13584

11) Kolosnitsyna M, Sitdikov M, Khorkina N. Availability restrictions and alcohol consumption: A case of restricted hours of alcohol sales in Russian regions. International Journal of Alcohol and Drug Research. 2014;3(3):193–201-193–201.

12) de Goeij MC, Veldhuizen EM, Buster MC, Kunst AE. The impact of extended closing times of alcohol outlets on alcohol-related injuries in the nightlife areas of Amsterdam: a controlled before-and-after evaluation. Addiction. Jun 2015;110(6):955-64. doi:10.1111/add.12886

13) Giesbrecht N. Reducing alcohol-related damage in populations: rethinking the roles of education and persuasion interventions. Addiction. Sep 2007;102(9):1345-9. doi:10.1111/j.1360-0443.2007.01903.x

จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?
https://cas.or.th/content?id=1073
Tags : -

งานวิจัยล่าสุดจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?

ทีมวิจัยนำโดย ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย และคณะ ได้ทำการสำรวจนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 10 ประเทศอาเซียน โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานโลก "SAFER" ขององค์การอนามัยโลก

ภาพรวม: เศรษฐกิจโต คนมีกำลังซื้อ ก็ดื่มกันมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ "เหล้านอกระบบ" (เหล้าเถื่อน/หนีภาษี) ในเพื่อนบ้านบางประเทศที่สูงน่าตกใจ

3 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบ:

  1. กฎหมายมี แต่การบังคับใช้ต่างกัน: ทุกประเทศมีกฎหมายเรื่องอายุขั้นต่ำ (ส่วนใหญ่ 18 ปี, ไทย 20 ปี) และกฎหมายเมาไม่ขับ แต่ความเข้มข้นและการบังคับใช้ยังแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
  2. "ออนไลน์" คือช่องโหว่ใหญ่: มาตรการควบคุมโฆษณาในสื่อหลักทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ในแพลตฟอร์มออนไลน์และการตลาดข้ามพรมแดนยังเป็นความท้าทายใหญ่ที่ทุกประเทศเจอเหมือนกัน
  3. "ระบบบำบัด" คือจุดอ่อนที่สุดของภูมิภาค: นี่คือข้อค้นพบที่น่ากังวลที่สุด บริการช่วยเลิกบุหรี่และยาสำหรับผู้ติดสุรายังเข้าถึงยากและไม่เพียงพอในเกือบทุกประเทศ รวมถึงไทย

ทิศทางในอนาคต: งานวิจัยชี้ว่า ลำพังมาตรการในประเทศอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนเพื่อจัดการปัญหาโฆษณาข้ามชาติ และเร่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับผู้ต้องการเลิกดื่มอย่างจริงจัง

ผลการตรวจ SAFER Check-up:

  • จุดแข็ง: เรื่องกฎหมาย "เมาไม่ขับ" และ "ภาษี" ทุกประเทศมีมาตรการชัดเจน (บางประเทศเข้มกว่าไทยคือต้อง 0.00% เลยทีเดียว!)
  • จุดที่ต้องระวัง: "การควบคุมโฆษณา" แม้สื่อหลักจะคุมได้ แต่ในโลกออนไลน์และโฆษณาแฝงยังรั่วไหลเยอะมาก
  • จุดอ่อนสำคัญที่สุด: "ระบบบำบัดรักษา (F-Facilitate)" คือจุดที่อ่อนแอที่สุดในภูมิภาค คนอยากเลิกเหล้ายังเข้าถึงความช่วยเหลือและยาได้ยาก

บทสรุป: เรามีกฎหมายที่ดีหลายข้อ แต่การจะสู้กับปัญหานี้ได้จริง อาเซียนต้องจับมือกัน โดยเฉพาะการอุดรูรั่วในโลกออนไลน์ และที่เร่งด่วนคือการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกดื่มให้เข้าถึงง่ายขึ้นครับ

อ่านเพิ่มเติม: https://doi.org/10.1177/10105395251414918

 

ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
https://cas.or.th/content?id=1043

"ไทยกำลังก้าวสู่ ‘วิกฤต NCDs’ จากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ที่สร้างภาระสุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล"

------------

 

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถา ในเวทีเสวนา “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. อยากชวนทุกคนมองภาพใหญ่ของปัญหาแอลกอฮอล์ ทั้งในมิติข้อมูล ข้อถกเถียงสำคัญ และบทบาทที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันขับเคลื่อนได้

หลายคนอาจยังจำภาพรณรงค์ที่เขียนว่า “จน เครียด กินเหล้า” ได้ดี แม้ภาพนี้จะมีอายุกว่า 18 ปีแล้ว แต่ยังสะท้อนความจริงในสังคมไทยช่วงหนึ่ง ที่การดื่มแอลกอฮอล์ถูกมองเป็นทางออกของความเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

ในอดีต แอลกอฮอล์ไม่ได้หาซื้อง่ายเหมือนทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มักดื่มตามเทศกาลหรือโอกาสพิเศษ แต่ปัจจุบัน ร้านค้า จุดจำหน่าย และช่องทางการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงการตลาดบางรูปแบบ ทำให้การดื่มกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกิดขึ้นบ่อยขึ้น

ผลที่ตามมาคือ คนไทยสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับค่ารักษาพยาบาลและผลกระทบอื่น ๆ จากการดื่มแอลกอฮอล์ ตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกันอยู่ในระดับ หลักหมื่นล้านถึงแสนกว่าล้านบาทต่อปี

หากพูดถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ปัจจุบันเรามองปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ มลพิษทางอากาศ, ยาสูบ, อาหาร, การขาดกิจกรรมทางกาย และการดื่มแอลกอฮอล์

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้นำไปสู่ 5 กลุ่มโรค NCDs หลัก คือ เบาหวาน, โรคหัวใจและหลอดเลือด, มะเร็ง, โรคทางเดินหายใจ และปัญหาสุขภาพจิต “เมื่อรวมกันแล้ว โรคกลุ่มนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึงประมาณ 75% ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับระดับโลก”

วันนี้คนไทยเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อน้อยลง แต่ส่วนใหญ่กลับเสียชีวิตจากมะเร็งและโรคหัวใจมากขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าระบบสุขภาพต้องหันมาโฟกัสที่การป้องกันมากกว่าการรักษาอย่างเดียว

การจัดการปัญหา NCDs มีอยู่สองขาหลัก ขาที่หนึ่ง คือ ขาการรักษา ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล แต่ต้องยอมรับว่าระบบการรักษาพยาบาลของไทยทำได้ดีและทัดเทียมระดับภูมิภาค ขาที่สอง คือ ขาการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่า เพราะไม่สามารถแก้ได้ในโรงพยาบาล และไม่ใช่แค่เรื่องยา

ปัจจุบัน ประเทศไทยมี

  • ผู้สูบบุหรี่ประมาณ 11 ล้านคน
  • ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 17 ล้านคน
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนประมาณ 27 ล้านคน
  • ผู้ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอประมาณ 25 ล้านคน

แม้ในระดับโลกจะมี Voluntary Target ที่ไทยให้คำมั่นไว้ แต่จาก 9 ตัวชี้วัด ประเทศไทยผ่านเพียง 2 ตัวชี้วัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลดการตายก่อนวัยอันควรและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงยังไม่ผ่าน

ประเทศไทยถือว่ามีมาตรการด้านกฎหมายที่ค่อนข้างก้าวหน้า เช่น ภาษีบุหรี่ ภาษีเหล้า ภาษีความหวาน และการควบคุมโฆษณา ซึ่งช่วยลดจำนวนผู้สูบและผู้ดื่มได้ระดับหนึ่ง จนไทยถูกจัดอยู่ใน อันดับ 3 ของโลก ด้านการควบคุมยาสูบและแอลกอฮอล์

“แต่การอยู่ระดับ 3 ไม่ได้แปลว่าเราประสบความสำเร็จ เพราะยังมีช่องว่างใหญ่ในเรื่องการนำไปปฏิบัติจริง”

กฎหมายหลายฉบับดูเหมือนเป็น “ยาแรง” แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกลดความเข้มข้น ถูกต่อต้าน หรือถูกล็อบบี้ จนประสิทธิผลลดลง

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า คนไทยกว่า 90% ยังไม่รู้พิษภัยของแอลกอฮอล์เพียงพอ หลายคนยังยึดติดกับความเชื่อเก่า เช่น การดื่มช่วยป้องกันโรคหัวใจ ทั้งที่ปัจจุบันมีการพูดถึง zero safety level อย่างชัดเจน

“วันนี้ เราต้องเปลี่ยนการสื่อสารจาก ‘เมาแล้วไม่ให้ขับ’ เป็น ‘ดื่มไม่ให้ขับ’ เพราะแค่ดื่มก็มีผลกระทบแล้ว”

นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและชุมชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นปัญหาสังคม

ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคของ Commercial Determinant of Health ที่กลไกตลาดและการค้าเข้ามามีบทบาทต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องแอลกอฮอล์ ทั้งการตลาด การโฆษณา และการขยายเวลาการขาย การทำงานเชิงนโยบายจึงต้องอาศัยหลายภาคส่วนที่อยู่นอกภาคสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการคลัง เศรษฐกิจ สื่อ อาหาร การศึกษา และแรงงาน

“สิ่งสำคัญคือการทำให้การดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่เรื่องปกติ หรือที่เรียกว่า denormalize การดื่ม ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในระยะยาว”

สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย: สัญญาณเตือนสุขภาพและความเสี่ยงโรคเรื้อรัง
https://cas.or.th/content?id=1042
Tags : -

สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย: สัญญาณเตือนสุขภาพและความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่า คนไทยกว่า 17 ล้านคนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอีก 11 ล้านคนสูบบุหรี่ โดยมีถึง 6 ล้านคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่: ภาคเหนือเสี่ยงสูงสุด

เมื่อพิจารณาเชิงพื้นที่ ภาคเหนือมีอัตราการดื่มปัจจุบัน การดื่มหนัก การดื่มเสี่ยง และเมาแล้วขับ สูงที่สุดในหลายตัวชี้วัด สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการออกมาตรการเชิงพื้นที่และการบังคับใช้นโยบายที่เข้มข้นมากขึ้น

 

20 ปีผ่านไป ผู้หญิงดื่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน:

แนวโน้มในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า อัตราการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้หญิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนเข้าใกล้ผู้ชาย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ช่องว่างระหว่างเพศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ผู้หญิงยังกลายเป็น กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มากขึ้น

 

ดื่มหนักเพิ่มขึ้นทุกช่วงวัย:

ข้อมูลปี 2557 เทียบกับปี 2568 ชี้ว่า การดื่มสุราอย่างหนักเพิ่มขึ้นในทุกช่วงวัย ทั้งชายและหญิง

  • ผู้ชายอายุ 35–44 ปี เป็นกลุ่มที่ดื่มหนักสูงที่สุด

  • ผู้หญิงอายุ 35–44 ปี เป็นช่วงวัยที่ดื่มหนักมากที่สุดในเพศหญิง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุ

 

ดื่มเสี่ยง = ความเสี่ยงมะเร็ง

ข้อมูลทางชีวเคมีพบว่า กว่าร้อยละ 50 ของผู้ที่ดื่มสุราในระดับเสี่ยง มีค่าเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ (>65 IU/L) และยิ่งดื่มมาก ค่าเอนไซม์ตับยิ่งสูง ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งตับ ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ เต้านม ต่อมน้ำเหลือง และระบบทางเดินปัสสาวะ

ค่าเอนไซม์ตับที่สูงในวันนี้ อาจเป็น “สัญญาณเตือนมะเร็ง” ในอนาคต


ข้อเสนอเชิงนโยบาย:

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรอบด้าน ทั้งการคุ้มครองเด็กและเยาวชน การลดการตลาดที่มุ่งเป้าผู้หญิง การป้องกันการดื่มหนัก และการเชื่อมโยงระบบเฝ้าระวังสุขภาพ เพื่อหยุดยั้งวิกฤตโรค NCDs ในระยะยาว

 

เอกสารอ้างอิง: 

1) เปิดผลสำรวจ พฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพของคนไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย [PowerPoint presentation]. บรรยายในการประชุมงานแถลงผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568; 2568 พฤศจิกายน 7; กรุงเทพฯ.

2) เริงฤดี ปธานวนิช. (บก.). รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567–2568. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล; 2568.

นักวิชาการ เตือนทุก 10 วินาที มีคนตายจากน้ำเมา 1 คน ชี้ “แอลกอฮอล์” ปัจจัยเร่งป่วยโรค NCDs เกินครึ่งป่วยไม่รู้ตัว
https://cas.or.th/content?id=1035

นักวิชาการ เตือนทุก 10 วินาที มีคนตายจากน้ำเมา 1 คน ชี้ “แอลกอฮอล์” ปัจจัยเร่งป่วยโรค NCDs เกินครึ่งป่วยไม่รู้ตัว สร้างความเสี่ยหายทางเศรษฐกิจ 1.65 แสนล้านบาท สสส.-ศวส. หนุนมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่-บูรณาการทุกภาคส่วน หวังลดผลกระทบจากน้ำเมา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่โรงแรมเบสเวสเทิร์น กรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์ : ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”

โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ “ภาวะวิกฤต NCDs” จากโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสร้างภาระทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง เฉพาะปี 2564 ไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 165,450 ล้านบาท และเกือบ 80% ของคนไทย เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มของผู้อื่น ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และครอบครัว แอลกอฮอล์ได้ถูกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 เชื่อมโยงกับมะเร็งอย่างน้อย 8 ชนิด ได้แก่ มะเร็งช่องปาก กล่องเสียง คอหอย เต้านม (ในผู้หญิง) หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่/ทวารหนัก ตับ และตับอ่อน

“แต่ที่น่ากังวลจากงานวิจัยของศวส. สำรวจประชาชนไทย 3,924 คน จาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ ในปี 2568 พบคนไทยกว่า 90% ไม่รู้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อมะเร็งได้ สะท้อนความจำเป็นของการสื่อสารความเสี่ยงที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งสังคม ทุกคนจึงควรช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ภาระโรคจะลดลง และคุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นอย่างยั่งยืน” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี2567-2568 พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา จำนวน 17.1 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ ดื่มอย่างหนัก 7.7 ล้านคน หรือ 45% ส่วนอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยในทุกกลุ่มอายุ แต่เป็นที่น่าสังเกตคือ แนวโน้มการดื่มในกลุ่มวัยรุ่นมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่างวัยรุ่นชายและหญิง ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มวัยผู้ใหญ่หรือสูงอายุที่พบว่า เพศชายมักจะมีอัตราการดื่มสูงกว่าเพศหญิง ความแตกต่างของความชุกของการดื่มระหว่างชายและหญิงมีแนวโน้มแคบลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์ในประเทศแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งความเชื่อ หรือการมองว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งช่วยในการเข้าสังคม หรือความเท่าเทียม

“ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ยังมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสัดส่วนที่สูง และคนที่ยังดื่มส่วนมากไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคเรื้อรังแล้ว เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ยังดื่มแอลกอฮอล์1.4 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นเบาหวาน 5.9 แสนคน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังดื่มแอลกอฮอล์ 4.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 3.1 ล้านคน ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลเสียต่อการควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์มีระดับค่าเอนไซม์ตับที่ผิดปกติสูงกว่าคนที่ไม่ดื่มโดยเฉลี่ย 3-5 เท่า และมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1-2 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

ด้าน รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า คนไทยดื่มแอลกอฮอล์สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน และเป็นอันดับ 1 ของประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ร่วมกับการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ชี้ตรงกันว่า ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยยังคงสูงมาก ปัจจุบันคนไทยเริ่มดื่มเร็วขึ้น มีอายุเฉลี่ยที่ดื่มครั้งแรกอยู่ที่ 19.9 ปี สะท้อนว่า “ผู้หญิงและเยาวชน” กลายเป็นกลุ่มเปราะบาง และเป้าหมายทางการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการดื่มสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่ามาตรการควบคุมต้องตอบโจทย์บริบทแต่ละพื้นที่ควบคู่ไปกับนโยบายระดับชาติ

“ทุก 10 วินาที มีคนตายจากแอลกอฮอล์ 1 คน หากยังปล่อยให้การดื่มเป็นเรื่องปกติ ความสูญเสียจะทวีขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาระโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มากกว่า 1 ใน 10 ของการตาย หรือปีสุขภาวะที่สูญเสีย (DALYs) เกิดจากแอลกอฮอล์ ทั้งก่อให้เกิดการบาดเจ็บ และป่วยจากโรค NCDs เช่น โรคหัวใจ-หลอดเลือด โรคตับ และมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะผู้ชายที่มีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งขึ้น พร้อมบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ แพทย์ ภาคประชาชน และชุมชน เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนในระยะยาว และลดภาระ NCDs ที่กำลังทวีความรุนแรง” ผู้อำนวยการ ศวส. กล่าว

------------------------------
เวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

 

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.