คำค้นหา : สุรา

คำค้นหา : สุรา

คำนี้ค้นหามาแล้ว : 4454 ครั้ง
Conference Proceedings การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ
https://cas.or.th/content?id=1091
Tags : -

เอกสาร Proceedings ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับภูมิภาค ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ของประเทศไทย

เนื้อหาภายในเล่มครอบคลุมทั้งการปาฐกถาพิเศษ การบรรยายสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ เวทีเสวนาเชิงนโยบาย กรณีศึกษาการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด ตลอดจนบทคัดย่อผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ โดยมุ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างมิติสุขภาพ ความปลอดภัย การท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างสมดุลและยั่งยืน

เอกสารฉบับนี้ยังนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาคเหนือ ทั้งด้านพฤติกรรมการดื่ม การเข้าถึงจุดจำหน่าย ผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยทางถนนและผลกระทบทางสังคม พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่เน้นการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นฐานในการกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนบทบาทของภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมกันสร้างกลไกการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละจังหวัด

Proceedings เล่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกกิจกรรมของการประชุม หากแต่เป็นฐานองค์ความรู้และพื้นที่รวบรวมบทเรียนสำคัญสำหรับนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายภาคสังคม ในการนำไปใช้ต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และการขับเคลื่อนงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ อันจะนำไปสู่สังคมที่ปลอดภัย มีสุขภาวะ และมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รับผิดชอบและยั่งยืน

ประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ประจำปี 2569
https://cas.or.th/content?id=1088
Tags : -

บรรยากาศการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคเหนือ “สมดุลแห่งอนาคต: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องดอยสุเทพ 1-2 โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ จังหวัดเชียงใหม่

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเชื่อมโยงประเด็นสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวปลอดภัย ผ่านการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ งานวิจัย กรณีศึกษา และการเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมจากหลายพื้นที่

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ขอขอบพระคุณท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ท่านวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ เครือข่ายภาคี และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างสร้างสรรค์

เวทีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ในการพัฒนานโยบายสาธารณะ การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน และการผลักดันแนวทางการทำงานที่สมดุลระหว่างสุขภาวะของประชาชน เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ขอเชิญร่วมประกวดผลงานวิจัยและผลการดำเนินงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในงานประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค
https://cas.or.th/content?id=1085
Tags : -
  • เอกสารชี้แจงการร่วมประกวดผลงานวิจัยและผลการดำเนินงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ .pdf ดาวน์โหลด
  • แบบฟอร์มใบสมัครเข้าร่วมนำเสนอและประกวดผลงาน .Docx ดาวน์โหลด

 

การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาองค์ความรู้และประเด็นวิจัยด้านผลกระทบจากการตลาด และวาทกรรมทางสังคม ในบริบทพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2”
https://cas.or.th/content?id=1080
Tags : -

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาองค์ความรู้และประเด็นวิจัยด้านผลกระทบจากการตลาด และวาทกรรมทางสังคม ในบริบทพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2” ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องฮิลล์เครส ชั้น 5 โรงแรมดิควอเตอร์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

การประชุมครั้งนี้มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อัปเดตสถานการณ์ และร่วมกันระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับ ผลกระทบของการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และวาทกรรมทางสังคม ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับปรับปรุง

ภายในเวทีมีการนำเสนอข้อมูลวิชาการและการอภิปรายถึง

  • แนวโน้มและกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์
  • ช่องว่างองค์ความรู้และ โจทย์วิจัยสำคัญที่ควรศึกษาในช่วงปี 2569–2570 เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • การวิเคราะห์ วาทกรรมและความเข้าใจผิดของสังคมเกี่ยวกับนโยบายแอลกอฮอล์ และการพัฒนาข้อเท็จจริงเชิงวิชาการเพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ

ผลจากการประชุมทำให้เกิดการ ตกผลึกประเด็นวิจัยสำคัญด้านการตลาดและการสื่อสารของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงแนวทางการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม อันจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนโยบายด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอนาคต

ศวส. ขอขอบคุณวิทยากร นักวิจัย และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อันมีคุณค่า เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่มุ่งลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย

บทความ เรื่อง ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่
https://cas.or.th/content?id=1059
Tags : -

ความรับผิดชอบของผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่

บทความเรื่อง ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่ อธิบายสาระสำคัญของพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยมีการปรับปรุงหลักการสำคัญให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล โดยเฉพาะในประเด็นการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมา และการกำหนดความรับผิดทางแพ่งของผู้ขายในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

กฎหมายเดิมกำหนดถ้อยคำว่า “มึนเมาจนครองสติไม่ได้” ซึ่งขาดเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้และเปิดช่องให้มีการขายแอลกอฮอล์แก่ผู้ที่มีอาการมึนเมาในระดับหนึ่ง กฎหมายฉบับแก้ไขจึงปรับหลักการเป็นการ “ห้ามขายแก่บุคคลที่มีอาการมึนเมา” โดยมุ่งเน้นการประเมินจากพฤติกรรมและอาการที่สามารถสังเกตได้ เช่น เดินเซ พูดไม่ชัด ควบคุมตนเองไม่ได้ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ

นอกจากนี้ บทความยังเน้นย้ำถึงบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเสนอให้มีการอบรมพนักงานในการสังเกตอาการมึนเมาอย่างเป็นระบบ รวมถึงการพัฒนาหลักเกณฑ์การประเมินที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขายให้แก่ผู้ที่ไม่ควรได้รับบริการ

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การนำหลักความรับผิดทางแพ่งของผู้ขายแอลกอฮอล์มาใช้ตามแนวคิดของกฎหมายต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า dram shop law ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายจากกรณีเมาแล้วขับ หรือเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา สามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ขายที่ละเลยหน้าที่ได้ กฎหมายใหม่นี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองผู้เสียหายและส่งเสริมความรับผิดชอบของธุรกิจแอลกอฮอล์ต่อสังคม

โดยสรุป บทความสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแก้ไข มิได้มุ่งลงโทษผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางสังคม ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุและความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ และสร้างระบบการเยียวยาที่เป็นธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

เขียนโดย
ไพศาล ลิ้มสถิตย์
ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ้างอิง
ไพศาล ลิ้มสถิตย์. กฎหมายใกล้ตัว: ความรับผิดชอบของผู้ขายแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่. หมอชาวบ้าน. ปีที่ 47 ฉบับที่ 562; กุมภาพันธ์ 2569:59–61.


 

Liability of Alcohol Vendors under the Amended Alcohol Control Law

The article Liability of Alcohol Vendors under the New Law discusses key changes introduced by the Alcoholic Beverage Control Act (Amendment No. 2) B.E. 2568 (2025), which came into force on 8 November 2025. The amendment represents a significant shift toward international standards, particularly in prohibiting the sale of alcoholic beverages to intoxicated persons and establishing civil liability for alcohol vendors whose actions cause harm to others.

Under the previous law, alcohol sales were prohibited only when a person was “so intoxicated as to be incapable of self-control,” a vague standard that created difficulties in enforcement and allowed continued sales to visibly intoxicated customers. The amended law replaces this with a clearer prohibition on selling alcohol to any person showing signs of intoxication. Observable behaviors such as impaired balance, slurred speech, loss of self-control, or aggressive conduct are emphasized, aligning Thailand’s approach with practices commonly adopted in other countries.

The article also highlights the expanded responsibility of alcohol vendors and their staff. It emphasizes the need for structured training programs that enable employees to identify signs of intoxication accurately and to refuse service when necessary. Developing practical and consistent assessment guidelines is presented as a crucial step in preventing harm associated with excessive alcohol consumption.

A central feature of the amendment is the introduction of civil liability for alcohol vendors, based on principles similar to the dram shop law found in the United States and Canada. Under this framework, victims of alcohol-related harm—such as injuries or deaths resulting from drunk driving—may seek compensation directly from establishments that unlawfully sold alcohol to intoxicated persons or underage customers. This mechanism strengthens victim protection and reinforces social accountability within the alcohol industry.

In conclusion, the article underscores that the amended Alcoholic Beverage Control Act is not merely punitive toward businesses but serves to elevate public safety standards, reduce alcohol-related harm, and provide meaningful avenues for compensation to victims. It marks an important advancement in aligning alcohol control policy with public health and social responsibility principles

Author
Paisal Limsathit
Health Law and Ethics Center, Faculty of Law, Thammasat University

Reference
Limsathit P. Liability of alcohol vendors under the new law. Mor Chao Ban Journal. Vol. 47, No. 562; February 2026:59–61.

 

หยุดเอาชีวิตคนไทยไปเสี่ยงกับนโยบาย "ขายฝัน" ที่แลกด้วยคราบน้ำตา! ศวส. จี้พรรคการเมืองตอบคำถามเรื่องแอลกอฮอล์ให้ชัด ก่อนขอคะแนนเสียง
https://cas.or.th/content?id=1065
Tags : -

หยุดเอาชีวิตคนไทยไปเสี่ยงกับนโยบาย "ขายฝัน" ที่แลกด้วยคราบน้ำตา! ศวส. จี้พรรคการเมืองตอบคำถามเรื่องแอลกอฮอล์ให้ชัด ก่อนขอคะแนนเสียง

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) จะไม่ยอมให้ประเด็น "แอลกอฮอล์" ถูกซุกไว้ใต้พรมอีกต่อไป!

บทสัมภาษณ์ของ Professor Jurgen Rehm ย้ำชัดว่า ถึงเวลาที่พรรคการเมืองต้อง "เลิกอ้อมแอ้ม" และต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริงเรื่องต้นทุนทางสังคมที่เน่าเฟะ นี่คือข้อเรียกร้องที่รัฐบาลใหม่ต้องมีคำตอบ:

  1. เลิกแทงกั๊ก! "จุดยืน" ของคุณคืออะไร?
    ประชาชนไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง เรามีสิทธิ์รู้ว่าพรรคของคุณมีนโยบายควบคุมแอลกอฮอล์อย่างไรกันแน่? อย่าเสนอแต่นโยบายกระตุ้นยอดขายเพื่อเอาใจทุนใหญ่ แต่กลับผลักภาระค่าล้างป่าช้าและค่ารักษาพยาบาลมาให้ภาษีประชาชน!
     
  2.  "กำไร" ของใคร? แต่ "ความตาย" เป็นของประชาชน!
    เวลาคำนวณนโยบาย อย่าดูแค่ตัวเลข GDP หรือภาษีสุราที่เอามาอวดอ้าง โปรดคำนวณ "ต้นทุนที่แท้จริง" (The Real Costs) ทั้งศพบนท้องถนน ครอบครัวที่พังทลาย และระบบสาธารณสุขที่แบกรับจนแทบไม่ไหว พรรคการเมืองต้องกล้าตอบว่า "ความคุ้มค่า" ที่ท่านอ้าง มันคุ้มค่าชีวิตคนไทยจริงหรือไม่?
     
  3. ฟังเสียง "วิชาการ" หรือฟังเสียง "กลุ่มทุน"?
    เราขอท้าให้ทุกพรรคตัดสินใจบน "หลักฐานเชิงประจักษ์" (Hard Evidence) ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เดินตามโพยของกลุ่มผลประโยชน์แอบแฝง นโยบายที่มาจากข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า คือนโยบายที่ทำร้ายประชาชนอย่างเลือดเย็นที่สุด!

ถึงพรรคการเมืองทุกพรรค: อย่ามาขอคะแนนถ้าท่านยังไม่มีแผนรับมือกับหายนะจากแอลกอฮอล์ที่ชัดเจน ประชาชนจะเลือกพรรคที่มองเห็น "ชีวิตคน" สำคัญกว่า "ผลกำไร"

 

ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!
https://cas.or.th/content?id=1064
Tags : -

ถึงทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่: หยุดมองข้าม "ต้นทุนที่แท้จริง" ของแอลกอฮอล์!

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอส่งเสียงสะท้อนจากมุมมองของนักวิชาการระดับโลกอย่าง Professor Jurgen Rehm ถึงพรรคการเมืองทุกพรรคที่กำลังเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศ

แอลกอฮอล์ไม่ใช่แค่เรื่องความพึงพอใจส่วนบุคคล แต่คือ "ต้นทุนทางสังคม" มหาศาลที่คนไทยทุกคนต้องแบกรับ เราจึงมี 3 ข้อเรียกร้องสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องกล้าตอบคำถามประชาชน:

  1. แสดงจุดยืนและนโยบายที่ชัดเจน (Clear Policy & Transparency)
    พรรคการเมืองต้องระบุให้ชัดว่า มีแผนการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์อย่างไร? ประชาชนมีสิทธิ์รู้ล่วงหน้าว่านโยบายของท่านจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมในทิศทางไหน เพื่อให้คนไทยตัดสินใจเลือกบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน (Informed Decision)
     
  2. มอง "ต้นทุนที่แท้จริง" ให้รอบด้าน (The Real Cost)
    อย่ามองเพียงแค่ตัวเลขภาษีหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องคำนวณ "ต้นทุนแฝง" ทั้งค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข อุบัติเหตุ และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติ รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง "ผลประโยชน์" และ "ความสูญเสีย" อย่างเป็นธรรม
     
  3. ตัดสินใจบน "หลักฐานทางวิชาการ" ไม่ใช่ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" (Evidence-Based, Not Interest-Based)
    เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณานโยบายโดยอ้างอิงจากข้อมูลสถิติและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Hard Evidence) ที่น่าเชื่อถือ มากกว่าการโอนอ่อนตามกลุ่มทุนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ข้อมูลที่ใช้ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ว่ามาจากแหล่งที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

ศวส. เชื่อว่า "นโยบายที่ดีต้องปกป้องชีวิตประชาชน" เราขอเชิญชวนทุกพรรคการเมือง ร่วมแสดงสปิริตในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน

 

จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?
https://cas.or.th/content?id=1073
Tags : -

งานวิจัยล่าสุดจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) จับเข่าคุย: "ตรวจสุขภาพ" นโยบายคุมเหล้าอาเซียน ปี 2026 เราแข็งแรงแค่ไหน?

ทีมวิจัยนำโดย ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย และคณะ ได้ทำการสำรวจนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 10 ประเทศอาเซียน โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานโลก "SAFER" ขององค์การอนามัยโลก

ภาพรวม: เศรษฐกิจโต คนมีกำลังซื้อ ก็ดื่มกันมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ "เหล้านอกระบบ" (เหล้าเถื่อน/หนีภาษี) ในเพื่อนบ้านบางประเทศที่สูงน่าตกใจ

3 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบ:

  1. กฎหมายมี แต่การบังคับใช้ต่างกัน: ทุกประเทศมีกฎหมายเรื่องอายุขั้นต่ำ (ส่วนใหญ่ 18 ปี, ไทย 20 ปี) และกฎหมายเมาไม่ขับ แต่ความเข้มข้นและการบังคับใช้ยังแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
  2. "ออนไลน์" คือช่องโหว่ใหญ่: มาตรการควบคุมโฆษณาในสื่อหลักทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ในแพลตฟอร์มออนไลน์และการตลาดข้ามพรมแดนยังเป็นความท้าทายใหญ่ที่ทุกประเทศเจอเหมือนกัน
  3. "ระบบบำบัด" คือจุดอ่อนที่สุดของภูมิภาค: นี่คือข้อค้นพบที่น่ากังวลที่สุด บริการช่วยเลิกบุหรี่และยาสำหรับผู้ติดสุรายังเข้าถึงยากและไม่เพียงพอในเกือบทุกประเทศ รวมถึงไทย

ทิศทางในอนาคต: งานวิจัยชี้ว่า ลำพังมาตรการในประเทศอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนเพื่อจัดการปัญหาโฆษณาข้ามชาติ และเร่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับผู้ต้องการเลิกดื่มอย่างจริงจัง

ผลการตรวจ SAFER Check-up:

  • จุดแข็ง: เรื่องกฎหมาย "เมาไม่ขับ" และ "ภาษี" ทุกประเทศมีมาตรการชัดเจน (บางประเทศเข้มกว่าไทยคือต้อง 0.00% เลยทีเดียว!)
  • จุดที่ต้องระวัง: "การควบคุมโฆษณา" แม้สื่อหลักจะคุมได้ แต่ในโลกออนไลน์และโฆษณาแฝงยังรั่วไหลเยอะมาก
  • จุดอ่อนสำคัญที่สุด: "ระบบบำบัดรักษา (F-Facilitate)" คือจุดที่อ่อนแอที่สุดในภูมิภาค คนอยากเลิกเหล้ายังเข้าถึงความช่วยเหลือและยาได้ยาก

บทสรุป: เรามีกฎหมายที่ดีหลายข้อ แต่การจะสู้กับปัญหานี้ได้จริง อาเซียนต้องจับมือกัน โดยเฉพาะการอุดรูรั่วในโลกออนไลน์ และที่เร่งด่วนคือการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกดื่มให้เข้าถึงง่ายขึ้นครับ

อ่านเพิ่มเติม: https://doi.org/10.1177/10105395251414918

 

เจาะลึกสถิติ "ดื่มแล้วขับ" ปีใหม่ 2569: เด็กดื่มพุ่ง - เที่ยงคืน คือ นาทีวิกฤต! 
https://cas.or.th/content?id=1070
Tags : -

เจาะลึกสถิติ "ดื่มแล้วขับ" ปีใหม่ 2569: เด็กดื่มพุ่ง - เที่ยงคืน คือ นาทีวิกฤต! 


ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ขอเล่าข้อมูลเฝ้าระวังจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ 4 ม.ค. 69) พบสัญญาณอันตรายจากพฤติกรรมการดื่มแล้วขับที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขสถิติ โดยมี 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้ ดังนี้:

  1. เด็กและเยาวชน "ดื่มขับ" พุ่งพรวดกว่า 5% ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดในปีนี้คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน (อายุต่ำกว่า 20 ปี) มีสัดส่วนการดื่มแล้วขับสูงถึง 12.58% ซึ่งเมื่อเทียบกับปีใหม่ 2568 พบว่า เพิ่มขึ้นถึง 5.61% ในขณะที่ภาพรวมของผู้ขับขี่ทุกกลุ่มวัย พบการดื่มแล้วขับอยู่ที่ 23.56% (เพิ่มขึ้น 1.82%)
     
  2. "เที่ยงคืน" ช่วงเวลาวิกฤต กราฟสถิติรายชั่วโมงชี้ชัดว่า ช่วงเวลาที่พบอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับสูงที่สุดคือ 00.00 - 00.59 น. หรือช่วงเที่ยงคืนเข้าสู่วันใหม่ รองลงมาคือช่วงหัวค่ำ สอดคล้องกับผลตรวจเลือดที่พบแอลกอฮอล์สูงสุดในช่วงเวลาเดียวกัน
     
  3. เจาะพฤติกรรม: เมาแล้ว "ล้มเอง" ไม่ง้อคู่กรณี กว่าครึ่งของผู้ที่ดื่มแล้วขับ (51.74%) ประสบอุบัติเหตุในลักษณะ "ล้มเอง" โดยไม่มีคู่กรณี และเมื่อเจาะดูในกลุ่มที่ล้มเองนี้ พบว่าเป็น "รถจักรยานยนต์" สูงถึง 94.09% สะท้อนว่าแอลกอฮอล์ทำลายระบบประสาทสัมผัสและการทรงตัวของผู้ขี่มอเตอร์ไซค์อย่างรุนแรง
     
  4. ผลเลือดฟ้อง! เกินครึ่ง "เมาจริง" จากการส่งตรวจวิเคราะห์แอลกอฮอล์ในเลือด (ในกรณีที่เป่าไม่ได้) จำนวน 322 ตัวอย่าง พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ เกินกฎหมายกำหนดถึง 44% โดยกลุ่มอายุที่พบว่าเกินเกณฑ์มากที่สุดคือ วัยทำงานช่วงอายุ 40-49 ปี
     
  5. พื้นที่สีแดง: จังหวัดที่อัตราดื่มแล้วขับสูงสุด
  • อัตราดื่มแล้วขับสูงสุด: จ.บึงกาฬ, จ.นครพนม, จ.ยโสธร


บทสรุป: ข้อมูลปี 2569 ชี้ให้เห็นว่า "มอเตอร์ไซค์" + "เยาวชน" + "ช่วงวิกาล" คือสมการความเสี่ยงสูงสุดของการดื่มแล้วขับในปีนี้ การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ คนรอบข้างต้องช่วยกันเตือน "ดื่มไม่ขับ" เพื่อหยุดความสูญเสียที่ป้องกันได้

 

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล
https://cas.or.th/content?id=1067
Tags : -

หนุนกฎหมายใหม่ "ห้ามเสิร์ฟคนเมา" แต่แนะเร่งสร้างเกณฑ์วัดความเมาให้ชัดเจนตามมาตรฐานสากล

 


ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) สนับสนุนกฎหมายใหม่ที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบความท้าทายสำคัญ คือ "การขาดความชัดเจนในแนวทางการตรวจสอบ" ทำให้ทั้งผู้ประกอบการร้านค้าและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเกิดความสับสนว่า ขอบเขตของคำว่า "มึนเมาจนครองสติไม่ได้" อยู่ตรงไหน และจะประเมินอย่างไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ใช้เพียงความรู้สึกส่วนตัว

เราสามารถเรียนรู้จาก บทเรียนในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และแคนาดา ประเทศเหล่านี้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยให้ผู้เสิร์ฟและเจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง โดยมีหลักเกณฑ์การสังเกตที่จับต้องได้ เช่น

  1. ออสเตรเลีย: รัฐควีนส์แลนด์ ได้ระบุไว้ว่า ให้พนักงานสังเกตที่ 4 อาการเป็นหลัก ได้แก่ การพูด (speech) การทรงตัว (balance) การประสานงาน (coordination) และพฤติกรรม (behavioral) โดยมี 5-6 อาการย่อย โดยหากพบ อาการผิดปกติหลายข้อร่วมกัน ก็ควรถือว่าลูกค้านั้นมึนเมาเกินควร (unduly intoxicated)
     
  2. แคนาดา: มีรายการตรวจสอบคนเมาหรือ VIP (visibility intoxicated person) โดยมี checklist จำนวน 50 อาการ สัญญาณที่มองเห็นได้ชัดเจน ครอบคลุมทั้งลักษณะภายนอก ทัศนคติ และปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ โดยมีหลักการสำคัญ คือ "If you're not sure, don't serve" หรือ "ถ้าไม่มั่นใจว่าเมาหรือไม่ ขอให้ไม่เสริฟ"


และที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศ คือ "พนักงานฯ ต้องผ่านโปรแกรมการอบรม" ซึ่งมีในรูปแบบออนไลน์ เช่น โปรแกรม RSA (Responsible Service of Alcohol) ของออสเตรเลีย โปรแกรม Smart Serve, Serve it Right, ProServe ของแคนนาดา

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ การร่วมมือกันสร้าง "แนวทางตรวจสอบอาการมึนเมาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน" เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความมั่นใจในการทำหน้าที่ และทำให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง:

  1. Oregon Liquor & Cannabis Commission. (Revised 2012, June). 50 Signs of Visible Intoxication. Retrieved September 17, 2025, from https://www.oregon.gov/.../50_signs_visible_intoxication.pdf
  2. Business Queensland. (2019, June 25). Signs that a person is unduly intoxicated. State of Queensland. Retrieved September 17, 2025, from https://www.business.qld.gov.au/.../unduly-intoxicated/signs

 

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)

Centre for Alcohol Studies (CAS)

สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน อาคารศรีเวชวัฒน์ ชั้น 11 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

083-5775533

https://www.facebook.com/cas.org.th

เข้าชมแล้ว 0 ครั้ง
Copyright © 2026 CAS All rights reserved.